เคยเขียนรวบรวมไว้นานแล้วค่ะ และก็ได้มีโอกาสส่งให้เพื่อนๆ คนตาบอดหลายคนที่เป็นน้องใหม่ในการใช้ iPhone ได้เอาไปฝึกใช้ iPhone/iPad เครื่องใหม่ของตน ก็เลยคิดว่าเอามาแปะไว้บนบล๊อกเพื่อเผยแพร่หน่อยดีกว่า เผื่อมีเพื่อนๆ ตาดีคนอื่นอยากจะลองใช้ voice over กันดูบ้าง ก็จะได้ควบคุมเครื่องกันได้อย่างเพลิดเพลินค่ะ ^__^

 
วิธีการ ‘touch’ iPhone สำหรับคนตาบอด Embarassed
 

นิ้ว

Function

1 นิ้ว แตะและลากผ่าน icon/item ต่างๆ

Voice over จะอ่านให้ฟังว่าเลื่อนผ่านอะไรบ้าง

1 นิ้ว แตะ 2 ครั้ง

เลือก icon/item ที่ต้องการ

1 นิ้ว ปัดไปซ้าย/ขวา

เลื่อนไปทีละ 1 icon/item (แบบนี้จะทำให้สามารถเลื่อนผ่านปุ่มต่างๆ ได้โดยไม่พลาด ไม่ว่าปุ่มจะเล็กแค่ไหนก็ตาม)

1 นิ้ว ปัดขึ้น/ลง

เลือก roter setting ต่างๆ

2 นิ้ว แตะ 1 ครั้ง

Pause/continue เสียงอ่านของ voice over

2 นิ้ว แตะ 2 ครั้ง

Play/pause iPod, ถ่ายรูป, รับ/วางสายโทรศัพท์, เริ่ม/หยุด การอัดเสียง ฯลฯ

2 นิ้ว ถูไปทางซ้ายแล้วย้อนกลับมาทางขวา

Back ไปยัง page ก่อนหน้า

2 นิ้ว ปัดขึ้น

เริ่มอ่านตั้งแต่จุดแรกของหน้านั้นๆ

2 นิ้ว ปัดลง

เริ่มอ่านตั้งแต่จุดที่อยู่ ณ ปัจจุบัน

2 นิ้ว ทำท่าเหมือนมุนปุ่มวิทยุสมัยก่อน

เปลี่ยน roter setting ต่างๆ เช่น word, character, line ฯลฯ

3 นิ้ว แตะ 1 ครั้ง

บอกหน้าและแถวที่เราอยู่ ณ ปัจจุบัน

3 นิ้ว แตะ 2 ครั้ง

เปิด/ปิดเสียง

3 นิ้ว แตะ 3 ครั้ง

เปิด/ปิดหน้าจอ

3 นิ้ว ปัดขึ้น/ลง

เลื่อนหน้าขึ้น/ลง

3 นิ้ว ปัดไปซ้าย/ขวา

เลื่อนหน้า home แต่ละหน้า (ในกรณีที่มีหน้า home มากกว่า 1 หน้า)

 

พ่อแม่รังแกฉัน

posted on 24 Apr 2012 22:49 by nupomme in Thoughts

เพิ่งวางโทรศัพท์จากพี่คนหนึ่งที่บังเอิญได้รู้จักกันผ่านมาทางญาติของเขาที่ google มาเจอบล๊อกของเราที่นี่เมื่อหลายปีก่อน

 

ตอนที่ได้รับอีเมลจากพี่คนที่เป็นญาติ ตอนนั้นเรายังอยู่อังกฤษ เลยได้แต่อีเมลโต้ตอบกันและให้ความเห็นเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเรากลับมาเมืองไทยหลังเรียนจบ ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่เจ้าของเรื่อง (ขออนุญาตใช้ชื่อสมมติว่า “พี่เอ” แล้วกันนะคะ)

 

พี่เอเคยเป็นคนที่มีสายตาปกติ ใช้ชีวิตแบบคนทั่วๆ ไปมาหลายสิบปี แต่อยู่มาวันหนึ่งก็ค้นพบความจริงว่าตัวเองเป็นโรคต้อหิน ทำให้สูญเสียการมองเห็นไปเรื่อยๆ ตอนนี้ถึงจะยังพอมองเห็นบ้าง แต่ก็อ่านตัวหนังสือปกติไม่เห็นแล้ว งานที่เคยทำเมื่อก่อนก็ทำต่อไปไม่ได้อีก ต้องออกจากงานมาอยู่บ้านเฉยๆ

 

สิ่งที่พี่เอต้องการมากที่สุดตอนที่โทร. มาคุยกับเราคืออยากใช้คอมพิวเตอร์ได้ เพราะพอพี่เอต้องมาอยู่บ้านเฉยๆ ก็พยายามหาอะไรทำที่พอจะมีรายได้บ้าง พี่เขาก็เลยมาหัดเล่นหุ้น ก็เลยอยากดูหุ้นผ่านเว็บ นอกเหนือจากการฟังทางวิทยุและโทรทัศน์

 

ความต้องการของพี่เอก็ได้รับการตอบสนองไปแล้ว ด้วยการที่พี่เอจ้างคนตาบอดที่เก่งคอมพิวเตอร์ไปสอนให้ที่บ้าน เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทาง

 

แต่วันนี้ที่พี่เอโทร. มา ก็อยากจะสอบถามเรื่องไม้เท้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่พี่ญาติคนเดิมอ่านเจอบนอินเตอร์เน็ต คุยกันไปคุยกันมาก็เลยไปถึงเรื่องที่พี่เอน่าจะได้เข้ารับการอบรม “การสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว” เป็นการอบรมที่จะทำให้คนตาบอดและสายตาเลือนรางสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัย

 

พี่เอบอกว่า “ถ้าต้องไปค้างคืน บ้านพี่ต้องไม่ให้ไปแน่ๆ ทุกวันนี้พี่ก็เหมือนถูกขังอยู่ในบ้าน เวลาเขาจะไปไหนกัน เขาก็ไม่พาเราไป เพราะเขาบอกว่าเราทำอะไรช้า พี่อึดอัดมาก บางครั้งพี่แค่จะเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยว หรือไปเซเว่น พี่ก็ต้องรีบไปรีบมา เพราะแม่พี่จะคอยเป็นกังวล มันเลยทำให้พี่ไม่อยากไปไหนคนเดียว แต่พอจะให้คนอื่นพาไป เขาก็ไม่ค่อยอยากพาเราไป”

 

พี่เอบอกว่าเคยคุยเปิดอกกับที่บ้านว่า “พี่ก็เป็นคนนะ มีความรู้สึก มีอารมณ์ เหมือนกัน พี่ก็อยากจะไปไหนมาไหนเหมือนคนอื่นๆ บ้าง แต่พอพี่พูดแบบนี้ ที่บ้านเขาก็จะถามว่า มีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ เท่านี้ยังไม่พออีกหรือ คือเขาไม่เข้าใจความรู้สึกเรา”

 

เรื่องของพี่เอนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ธรรมดา มีพ่อแม่ของคนตาบอดหลายคนที่เรารู้จักก็มีความคิดและมุมมองคล้ายๆ แบบนี้ สาเหตุหลักก็มาจากความรัก ความห่วงใย ที่พ่อแม่มีให้แก่ลูกของตนที่มีความบกพร่องทางการเห็น เป็นความรัก ความห่วงใย แบบที่ว่า “ฉันดูแลลูกของฉันได้ ฉันตามรับ-ส่งลูกของฉันได้ ฉันไม่อยากให้เขาต้องไปลำบาก ต้องออกไปเดินทางเอง ก็ลูกของฉันมองไม่เห็น เดี๋ยวเขาไปแล้วจะเป็นอันตราย...” กว่าร้อยพันเหตุผลของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่จะมีให้แก่วิธีการปกป้องลูกของเขา

 

เพื่อนตาบอดของเราที่มีพ่อแม่ที่ over protective แบบนี้ หลายคนหัวดี เรียนเก่ง และมีความสามารถ เรียนจบแล้วก็อยากทำงาน แต่ติดปัญหาที่ว่าพวกเขาไปไหนมาไหนเองไม่ได้ ไม่คล่องตัว เวลาอยากจะร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ที ก็ต้องคอยเช็คกับคนที่บ้านก่อนว่าจะมีใครสามารถพาเขาไปได้ไหม ทำให้พวกเขาไม่มีอิสระในการที่จะคิดจะไปทำอะไร ทุกคนตอนนี้เป็นคนไม่มีงานทำ อยู่บ้านเฉยๆ อย่างดีก็เล่นเน็ต ฟังหนังสือเสียง ไปวันๆ ช่างน่าเสียดายเวลาและความสามารถของเขาแต่ละคน

 

เคยมีคนถามพ่อแม่เหล่านี้ว่า “หากวันหนึ่งที่พ่อแม่จะต้องจากโลกนี้ไปก่อนลูก แล้วเขาจะทำอย่างไร” ถ้าเป็นครอบครัวที่มีพี่น้องหน้าที่การดูแลก็จะเป็นมรดกตกทอดที่พ่อแม่จะส่งต่อไปให้ลูก (ที่ตาดี) รับช่วงต่อ

 

แต่พ่อแม่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าพี่น้องเหล่านั้นจะดูแลลูกที่มีความบกพร่องทางการเห็นที่ทำอะไรไม่ค่อยคล่องได้ดีเท่าที่พ่อแม่เคยดูแลมา หากพี่น้องเหล่านั้นไปมีครอบครัว เชื่อได้ว่าความสำคัญอันดับแรกที่พวกเขาต้องให้ก็คือครอบครัวใหม่ของพวกเขา แล้วคนตาบอดคนหนึ่งที่ทำอะไรไม่ค่อยคล่อง ไปไหนมาไหนเองไม่เป็น เขาเหล่านี้จะมีชีวิตเป็นอย่างไร

 

คำตอบก็คือ...คงมีชีวิตไม่ต่างกับการ “ติดคุก” ซึ่งอาจเป็น “การติดคุก” ตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว แล้วคนที่เป็นคน “ขัง” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือคนที่ “รักและห่วงใย” เขามากที่สุดนั่นเอง

 

เราเองก็เป็นคนตาบอดคนหนึ่งที่มีพ่อแม่ที่รักและห่วงใย แต่บังเอิญโชคดีกว่าเพื่อนๆ อีกหลายคน ที่พ่อแม่ยอมเสียน้ำตาเวลาเห็นเราต้องเจ็บตัวจากการที่เขาฝึกให้เราทำอะไรเอง ฝึกไปไหนมาไหนเอง พวกเขายอมเสียน้ำตาตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ค่อยๆ ฝึกเรามาตั้งแต่เด็ก จนในวันหนึ่งที่เราเติบโตขึ้นมาเป็นเราในวันนี้ เรียนจบปริญญา มีงานประจำทำ สามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง จากน้ำตาที่เคยเสียไป บัดนี้กลายมาเป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ และเราเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างไม่มี “ห่วง” อีก

 

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้แก่พ่อแม่ที่มีลูกพิการที่อาจได้ผ่านมาอ่านงานเขียนชิ้นนี้คือ “เราจะให้ความรักความห่วงใยแก่ลูกพิการของเราแบบไหน จะให้เขาเป็น “ไม้เลื้อย” ที่ต้องคอยเกาะเกี่ยวอยู่กับต้นไม้ต้นอื่นๆ ที่แข็งแรงกว่า  หรือจะให้เขาเป็น “ไม้ยืนต้น” ที่สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกได้ด้วยตัวเอง”

 

ความรักความห่วงใยที่แสดงออกมาในรูปของความสงสารและการปกป้องดูแลที่มากจนเกินไป คงจะไม่มีค่าเท่ากับความรักความห่วงใยที่แสดงออกมาในรูปของการให้โอกาสให้คนๆ หนึ่งได้พัฒนาและเติบโตตามศักยภาพของตัวเอง

 

 

 

 

 

นับจากวันที่ได้ตัดสินใจซื้อ iPhone 3gs มาไว้ในครอบครอง เวลาก็ผ่านไปแล้วเกือบ 2 ปี...จาก iPhone 3GS เราก็ได้พัฒนาเปลี่ยนมาเป็น iPhone 4G จากลูกค้าตาบอดไทยคนหนึ่งที่ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะใช้ iPhone ยังไง และจะใช้ได้คุ้มกับสตางค์ที่จ่ายไปหรือเปล่า ก็พัฒนามาเป็นตัวแทนขายให้กับ Apple อย่างไม่เป็นทางการ (หมายความว่าไม่ได้เปอร์เซ็นต์จากการขายผลิตภัณฑ์ให้กับทางบริษัท แต่เชียร์ให้เพื่อนๆ ตาบอดใช้เพราะของเค้าดีจริง) และได้กลายมาเป็น 1 ในวิทยากรเรื่อง iPhone ให้กับคอร์ส iPhone สำหรับคนตาบอด

 

ในวันนี้ที่ iPhone 5 กำลังจะออกสู่ตลาด และข่าวคราวการ ขอบคุณ Steve Jobs ของ Stevie Wonder ที่น่าจะทำให้คนทั่วไปทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศได้รับรู้กันมากขึ้นว่าคนตาบอดสามารถใช้ iPhone ได้อย่างไร user อย่างเราก็เลยขอมาเขียนเม้าท์ถึง features ต่างๆ ของ voice over ใน iPhone 4 เพิ่มอีกหน่อย

 

ใน iOS 4x นี้ voice over ก็ได้มีการพัฒนาให้คนตาบอดสามารถใช้ iPhone, iPad, iPod ร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้นกว่าเดิม...

1. อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่าเมื่อเปิดฟังก์ชั่น voice over การ ‘touch’ iPhone จะไม่เหมือนเดิม (ไม่เหมือนอย่างไร เชิญย้อนกลับไปอ่านที่นี่ค่ะ) แล้วทีนี้เวลาที่จะขอให้คนตาดีถ่ายรูปให้ ก็มักจะเกิดปัญหาว่าเขา ‘touch’ แบบคนตาบอดไม่เป็น กว่าจะถ่ายได้ก็ต้องยุ่งยาก แล้วพอถ่ายได้ภาพก็เบลอ เพราะ ‘touch’ แรงไป ฯลฯ... วิธีที่ดีที่สุดคือการปิดเสียง voice over เพื่อให้คนตาดีสามารถใช้ iPhone ได้อย่างที่เขาถนัด แต่ถ้าเป็นรุ่น 3GS เราจะต้องเข้าไปใน setting > general > accessibility > voice over เพื่อปิด แล้วพอคนตาดีใช้เสร็จ ก็ต้องรบกวนให้เขาเข้าไปเปิดให้อีก ซึ่งเป็นการไม่สะดวกอย่างยิ่ง

 

แต่ใน iOS 4x ขึ้นมานี้ เราสามารถตั้งปุ่ม home (กด home 3 ครั้งติดกัน) ให้เป็น short cut ในการเปิด/ปิดเสียง voice over หรือสลับหน้าจอระหว่างตัวอักษรขาวบนพื้นดำ หรือดำบนพื้นขาว หรือเปิด/ปิด zoom ได้ โดยที่ไม่ต้องเข้าไปใน setting อีก หลังจากที่ตั้ง short cut ในครั้งแรกไปแล้ว เดี๋ยวนี้เลยสบายมาก คนตาบอดกับคนตาดีใช้ด้วยกันได้อย่างสะดวก เพียงแค่คุณกด home 3 ครั้ง เท่านั้น!

(หมายเหตุ : วิธีการตั้งปุ่ม home เป็น short cut ทำได้โดย setting > general > accessibility > triple click home)

 2. การสลับภาษา ถ้าเป็นรุ่น 3GS นี่เวลาจะเปลี่ยนภาษาที เราต้องเปลี่ยนทั้งหมด หมายความว่าถ้าอยากเปลี่ยนเป็นภาษาไทย เราก็ต้องยอมรับที่จะใช้เมนูภาษาไทยด้วย (ซึ่งจะอ่าน text ภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก) หรือเกิดอยากจะ inter ใช้เมนูและ voice over ภาษาอังกฤษ แต่เกิดต้องอ่าน text ภาษาไทย มันก็จะพูดไม่ออก (เงียบไปเลย) ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องใช้ทั้งอังกฤษและไทยอย่างเรามีความรู้สึกอึดอัดพอสมควร

 

แต่ใน iOS 4x มีการเพิ่มฟังก์ชั่น language rotor ซึ่งสามารถให้ผู้ใช้เข้าไปเลือกภาษาที่เราต้องการสลับไปมาไว้ได้ล่วงหน้า ผู้ใช้ที่ตั้งภาษาอังกฤษเป็น default ก็จะสามารถสลับภาษาเพื่ออ่าน text ภาษาไทยได้เพียงแค่ปลายนิ้วปัดขึ้น/ลงเบาๆ 1 ครั้ง เท่านั้น ไม่ต้องเข้าเมนูไปหลายชั้นเพื่อไปเปลี่ยนภาษาอีกต่อไป

(หมายเหตุ : language rotor อยู่ในเมนู voice over)

 

3. การพิมพ์บน virtual keyboard ถ้าเป็นรุ่น 3GS จะมีวิธีการพิมพ์แบบเดียว (standard typing) นั่นคือ เลื่อนนิ้วไปตามคีย์ต่างๆ เมื่อเจอคีย์ที่ต้องการก็ ‘touch’ 2 ครั้ง เพื่อพิมพ์ แต่ใน iOS 4x มีการเพิ่มวิธีการพิมพ์แบบใหม่ (touch typing) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลื่อนนิ้วไปตามคีย์ต่างๆ เมื่อเจอคีย์ที่ต้องการ เพียงยกนิ้วขึ้น เครื่องก็จะพิมพ์ตัวอักษรตัวนั้นให้ทันที

 

นี่ก็เป็น features เล็กๆ น้อยๆ ของ voice over ที่ make a big difference กับคุณภาพชีวิตของคนตาบอดที่นำมาเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ค่ะ