มาแล้วค่ะ มาแล้ว หลังจากเรียกน้ำย่อยกันไป 2 เอนทรี่ ก็ถึงเวลามาเขียน review กันซะที   

 

ต่อจากคราวก่อนที่พอได้เครื่องมาแล้วก็เกิด “touch” ไม่เป็นซะอีกแน่ะ แตะผิดแตะถูก อย่างที่เคยเขียนไว้คราวก่อนๆ ค่ะว่าพอเปิด voice over แล้ว วิธีการแตะจะไม่เหมือนกันแล้ว คือแตะครั้งเดียวแล้วมันจะไม่เข้า application เหมือนคนทั่วไป แต่จะอ่านให้ฟังแทนว่า ไอ้ที่นิ้วของเจ้าไปแตะโดนนั้นมันคืออะไรกัน   แต่ถ้าเจ้าจะเลือกเข้าโปรแกรมนั้นๆ น่ะ มันต้องแตะอีก 2 ทีเด้อ...  

 

พอกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่ทำอันดับแรกคือเปิดคอมฯ แล้วก็ชาร์จแบตฯ พร้อมกับเปิดเว็บ Apple เพื่ออ่านคู่มือทันที มันต้องมีวิธีการสัมผัสยังไงบ้าง (1 นิ้ว, 2 นิ้ว, 3 นิ้ว...สูงสุด 3 นิ้วค่ะ ยังไม่ถึงกับต้องใช้ทั้งฝ่ามือ!) มีทั้งแตะ ทั้งลาก ทั้งหมุนวน ทั้งปัด โฮ้ย...อะไรมันจะเยอะงี๊อ่ะ พวกวิธีส่งสัญญาณด้วยนิ้วของเราแบบนี้ Apple เค้าเรียกว่า “gesture based” ค่ะ    

 

เอาล่ะสิ สนุกล่ะทีนี้ เริ่มด้วยการลากนิ้วไปทุกส่วนของหน้าจอเพื่อฟังว่ามีอะไร อยู่ตรงไหนบ้าง แล้วก็ลองแตะบ้าง ลองหมุนบ้าง ลองปัดบ้าง มั่วไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ เกิดการเรียนรู้  แม่บอกว่าหน้าจอเป็นรอยนิ้วมือเต็มไปหมด อิๆ ดีนะที่ซื้อเคสซิลิโคนของ Apple เค้าแถมผ้าเช็ดหน้าจอให้ด้วย ไม่งั๊นคงหมดสวยกันล่ะ :P   

 

พอเริ่มเล่นเป็น มันก็ชักสนุก ก็ค่อยๆ เริ่มลองทีละฟังก์ชั่น เอาหลักๆ ก่อนละกัน โทร.ออก รับสายเรียกเข้า แล้วก็เวลาคุยอยู่จะวางสายยังไง บันทึกรายชื่อ ฯลฯ หลังจากที่ได้ใช้งานมาสักระยะก็เริ่มเห็นข้อเด่นและข้อด้อยค่ะ  

 

 

เราลองมาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง...

 

 

 1. iPhone มันพูดไทยได้ด้วย! ตอนแรกที่อ่านเจอเค้าเขียนไว้บนเว็บ Apple ก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อหูตัวเองซะเท่าไหร่ มันโม้ป่าววะ (คิดแบบนี้จริงๆ นะ) ทำไมถึงคิดแบบนี้น่ะเหรอ ก็เพราะขนาดโปรแกรมอ่านจอภาพของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่นี่ เวลาถ้าซื้อโปรแกรมมาจากบริษัท มันยังไม่มีภาษาไทยให้เลย ต้องเอามาลงเพิ่มเอง แล้วนี่โปรแกรมอ่านหน้าจอบนมือถืออย่าง iPhone เนี่ยนะ...แค่มีเสียงภาษาปะกิตให้ก็ว่าหรูแล้ว นี่ยังมีภาษาไทยที่ไม่ได้มีคนพูดเยอะกันอย่างภาษาจีน ญี่ปุ่น อะไรงี๊ มันจะมีให้ด้วยจริงเหรอ แล้วถ้ามีให้จริง มันจะพูดฟังรู้เรื่องป่าวเนี่ย สงสัยๆๆๆ  

 

พอได้เครื่องมาก็เลยต้องทดสอบกันซะหน่อย แต่ช่วงแรกๆ ยังไม่กล้าเปลี่ยน เพราะกลัวว่าเกิดมันพูดไทยไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวจะเปลี่ยนกลับยาก แต่สุดท้ายก็ทนความอยากรู้ไม่ไหว (ประกอบกับเพื่อนตาบอดคนอื่นๆ ก็อยากรู้ ถ้ามันพูดไทยได้จริงล่ะก็ จะเพิ่มความน่าจับจองเป็นเจ้าของขึ้นไปอีก) ก็เลยลองไปตามเมนูในคู่มือ ลองเปลี่ยนดูแต่นแต๊น...  

 

หน้าจอดับไปสัก 5 วินาที จากนั้นเสียงของคุณผู้หญิงอีกคนก็ขึ้นมาแทน เธอพูดไทยได้ค่ะ!!! ตื่นเต้นๆๆ พูดชัดดีทีเดียวเลยด้วย อ่ะ อ่านเมนูต่างๆ ชัดอาจจะเพราะตั้งมาแล้วจากโรงงาน ไหนลองเปิดเว็บไทยอ่านข่าวหน่อยซิ...ปรากฎว่าอ่านได้ดีเลย อ่านบล๊อกเราก็ได้ด้วย โอ้ พระเจ้า! มันยอดมากกกกก เจ๋งจริงๆ ท่าน  

 

เสียแต่ว่าเธอยังไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษในประโยคที่มีไทยปนอังกฤษได้ค่ะ แล้วก็ยังมีหยุดพักหายใจในการอ่านอยู่บ้าง แต่ขอบอกว่าเรื่องการอ่านประสมคำนี่ไม่แพ้ ตาทิพย์ โปรแกรมอ่านภาษาไทยในคอมพิวเตอร์เลย    

 

2. iPhone สามารถขยายหน้าจอได้ (หมายความว่าขยายภาพหรือตัวหนังสือบนหน้าจอนะคะ) แถมยังสามารถปรับให้เป็นตัวหนังสือสีขาวบนพื้นแบ็คกราวนด์สีดำได้อีกด้วย (อันนี้เหมาะสำหรับคนสายตาเลือนรางที่ต้องการ  contrast สูงๆ ค่ะ)  

 

3. เวลาที่เราเปิดเพลง จาก iPod หรือดูวีดีโอจาก youtube เนี่ย ถ้าเราต้องการจะควบคุมการเล่นด้วยปุ่มต่างๆ เราก็สามารถทำได้ เพราะเมื่อเสียง voice over พูดขึ้น เพลงหรือเสียงของวีดีโอที่เปิดอยู่ก็จะลดลงเป็นเสียงแบ็คกราวนด์ เพื่อให้เราสามารถได้ยินเสียงของ voice over ชัดขึ้น ซึ่งนี่เป็นปัญหาของคนตาบอดที่ใช้คอมพิวเตอร์มากค่ะ เช่น ถ้าสมมติเราเปิดไปเจอบล๊อกที่ใส่เพลงไว้ เราก็จะไม่สามารถอ่านข้อเขียนบนบล๊อกนั้นๆ ได้เลย เพราะเสียงเพลงจะดังกลบเสียงของโปรแกรมอ่านจอภาพหมด   

 

4. ถ้าเกิดว่าเราไปใช้โทรศัพท์ในที่สาธารณะ แล้วเกิดกลัวว่าจะมีใครแอบดูว่ายัยนี่กำลังทำอะไรอยู่ ทำไมมันจิ้ม iPhone ด้วยท่าทางประหลาดๆ เราก็สามารถปิดหน้าจอได้ด้วยค่ะ (screen curtain) ป้องกันคนสอดรู้สอดเห็น อิๆ แถมช่วยประหยัดแบตเตอร์รี่อีกต่างหาก   

 

5. แต่ข้อด้อยที่เราเจอคือ เวลาที่ออกไปนอกสถานที่ที่มีเสียงดังๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้า นี่เราจะไม่ค่อยได้ยินเสียงของ voice over ซะเท่าไหร่ ถึงจะพยายามเร่ง volume ให้ดังสุดๆ แล้วก็ตาม อาจเป็นเพราะตัวลำโพงที่เสียง voice over ออก มันอยู่ตรงตำแหน่งที่ปากเราพูด จะเอามาฟังใกล้ๆ หูก็ไม่ถนัด ตอนนี้ที่แก้ปัญหาคือเสียบหูฟังเข้าไปแทน  

 

6. และเนื่องจาก iPhone ไม่มีปุ่มให้สามารถสัมผัสได้ การจะกดรับโทรศัพท์โดยที่ไม่ฟังเสียงเลยก็ทำได้ยากกว่าเครื่องที่มีปุ่ม ถึงเราจะชินและพอรู้ว่าปุ่มรับ (แบบ virtual) มันอยู่ประมาณตรงไหนของหน้าจอ เราก็ต้องคอยฟังเสียงของ voice over อยู่ดี และก็อย่างที่เขียนไปในข้อ 5 ว่าถ้าอยู่ข้างนอกจะไม่ค่อยได้ยินเสียง voice over การจะกดรับ iPhone ก็เลยรู้สึกว่าทำได้ช้ากว่าการรับโทรศัพท์ที่มีปุ่มทั่วๆ ไปค่ะ (แต่ก็ไม่แน่ถ้าคล่องกว่านี้ก็อาจจะเร็วขึ้นก็ได้ อิๆ)  

 

จบแล้วค่ะ iPhone review ในมุมมองของผู้ใช้ตาบอดอย่างเรา ไม่เสียใจที่ตัดสินใจซื้อค่ะ 

 

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

iPhone 3GS กับการออกแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ก่อนตัดสินใจซื้อ iPhone 3GS

ไหนๆ คิดว่าจะเขียน review เจ้า iPhone 3GS กันแล้ว ก็ขอเล่าถึงที่มาที่ไปก่อนตัดสินใจซื้อก่อนนะคะ ขอทำเป็น iPhone 3GS series เลยละกัน ^^  

แรกเริ่มเดิมทีคิดว่าจะยึดเศรษฐกิจพอเพียง คือจะใช้เจ้า Nokia 6670 เพื่อนยากไปจนกว่าเครื่องจะอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งก็คงอีกไม่นาน เพราะเครื่องเริ่มเก็บไฟได้ไม่ค่อยดีแล้ว แต่พอได้ฟัง youtube สาธิตการใช้ iPhone 3gS ที่เพื่อนส่งมาให้นี่ตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ ตัดสินใจเลยว่า เอาล่ะ...เครื่องนี้แหล่ะ ซื้อๆๆๆ ไม่ต้องรอเวลากันล่ะ กิเลสเกิดอย่างแรง!

  

จากนั้นก็เลยเริ่มค้นหาข้อมูลต่างๆ อ่านเพิ่มบนเว็บ จากทั้งเว็บของ Apple เอง แต่อ่านเว็บ Apple ก็ได้แค่รู้ว่าเจ้า iPhone 3GS ตัวนี้มันทำอะไรได้บ้างแค่นั้น เลยลองไปหาดูว่ามีคนตาบอดที่ได้ใช้แล้วทำ review ไว้บ้างหรือไม่ ค้นไปอ่านไปเรื่อย ชักเริ่มไม่แน่ใจค่ะ เพราะบางคนก็บอกว่าดี ถ้ามีตังค์ก็ลองซื้อมาใช้ดูเลย แต่บางคนก็บอกว่าเค้าคิดว่าเหมาะสำหรับคนที่มองเห็นเลือนรางมากกว่า ไม่เหมาะสำหรับคนที่ตาบอดสนิทซะเท่าไหร่...

  เอาล่ะสิ...ชักลังเลค่ะ ไม่แน่ใจ เอาไงดีๆๆ เพราะถ้าเกิดซื้อไปแล้ว เกิดใช้ไม่ได้จริง จะเอาไปให้ใครใช้ล่ะ (ความจริงแม่ก็สนๆ อยู่เหมือนกัน แต่แม่เค้ารู้สึกว่าอาจจะใช้ได้ไม่คุ้ม) Anyway, ก็คุยๆ กับพี่โบ (พี่ตาบอดที่ส่ง youtube มาให้ดู) ปรากฎว่าเค้าบอกว่าจะมีงาน Mobile Expo Showcase 2009 ที่ศูนย์สิริกิตติ์ เลยนัดกันว่าจะไปดูไปสัมผัสให้รู้กันไปข้างนึงเลยว่ามันใช้ได้จริงแน่นะ เพราะโทร.ไปถามเจ้าหน้าที่ และให้อาช่วยไปถามที่ร้านให้ พนักงานเค้าก็ไม่แน่ใจว่ามีด้วยเหรอ iPhone มันพูดได้ด้วยเหรอ  

ตัดไปที่งาน พวกเรา 3 คน (เราและพี่โบ + น้องตามองเห็นอีกคน) เดินดิ่งไปที่บูธของ True เลยค่ะ ตรงเข้าไปก็ไปคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่องโปรโมชั่น เรื่องอะไรนิดๆ หน่อยๆ จากนั้นก็ขอเค้าจับเครื่องเลย ได้ลองเล่นตอนนั้นก็ยังเล่นไม่รู้เรื่องค่ะ ได้แค่คอนเฟิร์มว่า โอเค มันมีเสียงจริงนะ แต่เสียงรอบข้างในงานดังมากเลยทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียง iPhone พูดซะเท่าไหร่ เราก็ลองกันไปลองกันมา เอ้า ลองโทร.เข้าหน่อยซิ ปรากฎว่าใช้เครื่องพวกเราโทร.เข้า พอเสียงกริ่งดัง...อ้าว...ทำไงดีอ่ะ...เสียง ringtone มันดังกว่าเสียงพูด แล้วงี๊ข้าเจ้าจะรับไงล่ะเนี่ย! ลองนึกดูนะคะ ก็เพราะว่าปุ่มมันเป็น virtual key หมดเลย ต้องสัมผัสหน้าจอจึงจะรับได้ แล้วถ้าเกิดเราไม่ได้ยินว่ามันพูดอะไร ปุ่มอยู่ตรงไหน ก็กดรับไม่ถูกกันล่ะค่ะ ยิ่งตอนนั้นยังไม่คุ้นกับเครื่องด้วย...ตอนแรกที่ว่าจะซื้อในงานเลยต้องถอยทัพกลับไปตั้งหลักก่อน ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักหน่อยค่อยตัดสินใจละกัน เงินไม่ใช่บาทสองบาทนี่นา

  

กลับบ้านมา Google ดูก็เจอว่ามีกลุ่มคนตาบอดผู้ใช้ iPhone ตั้งเป็น mailing list ขึ้นมา พี่โบเลยจัดการไปสมัคร แล้วก็ส่งข้อความเข้าไปถามว่าจะทำยังไงถึงจะได้ยินเสียงเจ้า voice over (อ้อ! ลืมบอกไปค่ะว่า เสียงที่พูดใน iPhone นี้เค้าเรียกว่า voice over ค่ะ) ก็ได้คำตอบแนะนำมา ช่วยสร้างความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ ว่าถ้ามันไม่มีปุ่มที่เราจะแยกความแตกต่างได้ด้วยการสัมผัสแล้วนี่ คนตาบอดอย่างเราจะใช้มันได้จริงๆ เหรอ มันก็เหมือนกับคนตาบอดที่พยายามจะอ่านตัวหนังสือตาดีด้วยการใช้นิ้วน่ะค่ะ ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยปลายนิ้วเหมือนอักษรเบรรล์

  สรุปก็เลยนั่งคิด นอนคิด อยู่สองสามวัน แล้วก็บังเอิ๊ญทำมือถือเครื่องเก่าตก หน้ากากแตกตรงจอ (ตอนแรกเข้าใจว่าหน้าจอแตกค่ะ) ก็เลยตัดสินใจได้ เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน ลองซื้อมาใช้ดูสักตั้ง ถ้าไม่ชอบจริงๆ ก็เอาให้แม่ (เพราะถึงตอนนี้แม่ได้ฟังสรรพคุณเจ้า iPhone ทุกวัน แล้วเวลาไปที่ไหน เจอเพื่อนๆ ก็เห็นมีแต่คนใช้ iPhone เลยชักอยากได้มั่ง) ละกัน แหะๆ รู้สึกเหมือนเป็นลูกที่ดีไงไม่รู้ :P  

พอตัดสินใจได้ ก็โทร.ไปหาอาที่มีสิทธิ์จองเครื่องได้ให้ช่วยจองให้ ไม่กี่วันก็ได้เครื่อง ตอนไปรับที่ร้านนี่บอกให้พนักงานช่วยตั้ง setting ให้ voice over เป็น on ไปเลย เพราะไม่งั๊นเดี๋ยวกลับบ้านไปจะไม่มีใครช่วยตั้งให้ แล้วจะไม่ได้เล่นกัน

  

ทันทีที่กดเปลี่ยนให้ voice over เป็น on เจ้า iPhone ก็เริ่มพูดเป็นต่อยหอยทันที คราวนี้เป็นเสียงคุณผู้หญิง พูดจาสำเนียงอเมริกัน ไม่รู้ชื่ออะไร (ธรรมดาเจ้าเสียงสังเคราะห์จะได้รับการตั้งชื่อด้วยค่ะ) เครื่องพร้อมให้เราเล่นแล้ว ไม่ว่าจะเลื่อนนิ้วไปส่วนไหนของหน้าจอที่มีข้อความ คุณผู้หญิงอเมริกันคนนี้ก็จะอ่านให้ฟังตลอด แต่...แย่แล้ว! ยังเล่นไม่ค่อยเป็นเลยอ่ะ จะรับสายเข้า-โทร.ออกยังไงกันล่ะทีนี้...

  

(โปรดติดตามต่อในเอนทรี่หน้าค่ะ)

  

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

iPhone 3GS กับการออกแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

รู้หรือไม่ว่ามือถือก็พูดได้

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ แหะๆ หายไปนานเลยค่ะ ความจริงก็อยู่หน้าคอมฯ นี่แหล่ะค่ะ แต่ว่าต้องพยายามเขียนวิทยานิพนธ์ค่ะ เลยไม่ได้มีเวลามาเขียนบล๊อกเลย

  แต่วันนี้รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องขอมาเขียนสักนิดหน่อย เดี๋ยวเพื่อนๆ จะหนีหายกันไปหมดซะก่อน ;)  

ช่วงนี้กำลังสนใจจะซื้อมือถือใหม่อยู่ค่ะ สาเหตุเพราะว่าเครื่องเก่าก็ใช้มาหลายปีแล้ว และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือมีมือถือออกใหม่ที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนตาบอดอย่างเราค่ะ นั่นก็คือ iphone 3GS นั่นเอง

  

สำหรับคนทั่วไป iphone คงไม่ได้ถือว่าเป็นอะไรใหม่ๆ แล้ว แต่สำหรับคนตาบอด ต้องขอบอกว่าเป็น innovation เลยทีเดียวล่ะค่ะ ใครจะคิดล่ะคะว่า iphone 3GS จะทำให้คนตาบอดสามารถใช้มือถือแบบ touch screen ได้เหมือนกับคนทั่วๆ ไป (ถึงแม้วิธีการสัมผัสอาจมีข้อแตกต่างเล็กน้อย) แต่เจ้า iphone 3GS ได้สร้างความฮือฮาขึ้นในวงการตาบอดทั่วโลกเลยทีเดียว

  ถ้าใครได้ติดตามอ่านใน เอนทรี่ก่อนหน้านี้ อาจจะรู้สึกสงสัยว่าทำไมช่วงนี้เราถึงพูดถึงแต่สินค้าตระกูล Apple บ่อยซะเหลือเกิน ขอบอกก่อนนะคะว่าไม่ได้มาโฆษณาขายของให้บริษัทแต่อย่างใด (เพราะเค้าคงจะขายดีมากอยู่แล้ว) แต่ก็เพราะว่าเค้ามีสินค้าที่น่าสนใจสำหรับคนพิการนี่คะ ก็เลยต้องหยิบมาพูดถึงกันซะหน่อย  

อย่างที่เคยเขียนไปในเอนทรี่ก่อนค่ะว่าถ้า Apple ออกแบบสินค้าให้คนพิการเข้าถึงได้ตั้งแต่ต้นคงได้พวกเราเป็นลูกค้าไปนานแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ถึง Apple จะพึ่งมาออกแบบสินค้าให้คนพิการสามารถเข้าถึงได้ในตอนนี้ก็คงไม่เรียกว่าสายเกินไป เพราะตอนนี้คนตาบอด(ในต่างประเทศ)หลายคนก็ได้มี iphone 3GS อยู่ในครอบครองเรียบร้อยแล้ว และก็ยังไม่มีบริษัทมือถืออื่นๆ ที่สามารถทำได้อย่าง Apple ที่มีโปรแกรมเสียงที่สามารถใช้งานได้จริงใส่ไว้ในมือถือเลย

  

คนตาบอดไม่ต้องซื้อมือถืออย่างพวก Nokia, Blackberry หรือยี่ห้ออื่นๆ มา แล้วต้องม่เสียสตางค์เพิ่มอีกเกือบหมื่นเพื่อซื้อโปรแกรมเสียงใส่เข้าไปอีก ซึ่งก็หมายความว่าเราต้องจ่ายค่าซื้อมือถือรุ่นเดียวกับคนอื่นในราคาที่สูงกว่า แต่สำหรับ iphone 3GS เราสามารถซื้อได้ในราคาที่เท่ากับที่ลูกค้าทั่วๆ ไปต้องจ่าย แถมได้โปรแกรมเสียงให้ใช้งานได้จริงติดมาด้วยเลย

  

(สำหรับเพื่อนคนไหนที่มี iphone 3GS แล้ว อยากทราบว่าไอ้เจ้าเสียงที่เราพูดถึงเป็นยังไง ก็สามารถลองเข้าไป activate ได้ที่ setting>general>accessibility>voice over เป็น on ค่ะ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น voice over แล้ว การจะกดเลือกเข้าเมนูต่างๆ จะต้องกด 2 ที ไม่ใช่ กด 1 ที เหมือนที่คนทั่วๆ ไปใช้นะคะ)

  ถ้าใครอยากดูว่าคนตาบอดจะใช้ได้จริงๆ แน่เหรอ ลองคลิกไปดู การสาธิตวิธีการสัมผัสได้เลยค่ะ  

นี่เป็นตัวอย่างของการออกแบบที่เรียกว่า universal design ค่ะ อาจเคยมีใครได้ยินคำๆ นี้มาบ้างนะคะ สามารถใช้ได้กับการออกแบบทุกอย่างค่ะ ถึงแม้ว่าจุดเริ่มต้นจะมาจากวงการการออกแบบของพวกสถาปนิกก็ตาม หลักง่ายๆ คือ การออกแบบที่คิดถึงผู้ใช้ทุกกลุ่มค่ะ ของหนึ่งชิ้นที่คนทั่วๆ ไปใช้ได้ ก็ต้องไม่ลืมนึกถึงคนที่อาจมีปัญหาทางด้านการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว หรือผู้สูงอายุ ว่าถ้าออกแบบสินค้าแบบนี้แล้ว คนเหล่านี้จะใช้ได้หรือไม่อย่างไร

  

ฟังดูแล้วน่าจะเป็นการออกแบบที่ท้าทายมากเลยนะคะ อาจจะทำให้ผู้ออกแบบรู้สึกว่ายาก เสียเวลา แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ค่ะ อย่างที่ Apple ได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างค่ะ

  และขอบอกทิ้งท้ายว่า ด้วยการออกแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้จริงนี้ จะทำให้บริษัทสามารถเพิ่มยอดขายและขยายตลาดของสินค้าออกไปสู่กลุ่มลูกค้าได้กว้างมากกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ  

 

Update : ล่าสุดเราก็พึ่งได้มาครอบครองเรียบร้อยแล้ว 1 เครื่องค่ะ (เพื่อนบอกว่าเป็นคนตาบอดคนแรกในประเทศไทยที่ใช้ iPhone เลย ไม่รู้จริงรึป่าว) ขอเวลาทำความคุ้นเคยกับมันสักนิด แล้วจะกลับมาเขียน review ในมุมมองของผู้ใช้ที่เป็นคนตาบอดให้ได้อ่านกันค่ะ