พึ่งอ่านหนังสือชื่อ The Kingdom Within จบ (ภาษาไทยชื่อ อาณาจักรภายใน) หนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวิตของสตรีตาบอดชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ เจเนวีฟ คอลฟิลด์ (Genevieve Caulfield) เพื่อนๆ คงสงสัยว่าแล้วไงเหรอ ก็แค่ผู้หญิงตาบอดคนหนึ่งเท่านั้นเอง ใช่ค่ะ...เธอเป็นผู้หญิงตาบอด แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงตาบอดธรรมดาๆ น่ะสิคะ เพราะว่าเธอคือคนที่ทำให้คนตาบอดไทยได้มีวันนี้ ได้เรียนหนังสือ มีความรู้ มีงานทำ มีอนาคตที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

มิสคอลฟิลด์ (หรือที่พวกเราคนตาบอดไทยมักเรียกกันสั้นๆ ว่า แหม่ม) เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1888 ที่เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เธอสูญเสียดวงตาไปเมื่ออายุได้เพียง 2 เดือน จากความสะเพร่าของแพทย์ที่ทำขวดยาอันตรายหกราดหน้าของเธอทำให้ตาบอดทั้งสองข้าง

 

ถึงแม้จะตาบอดแต่มิสคอลฟิลด์ก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากพ่อแม่ เธอได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดจนจบ ต่อจากนั้นไปเรียนที่ Trinity College และไปต่อปริญญาตรีที่วิทยาลัยครูของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย  เพราะอยากจะเป็นครูไปสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศญี่ปุ่น

 

ความฝันที่อยากจะไปประเทศญี่ปุ่นนั้นเริ่มขึ้นเมื่อเธออายุได้ 17 ปี ได้ฟังบทความที่ครูของเธออ่านอัดเสียงให้ บทความนั้นพูดถึงเรื่องที่ทางรัฐแคลิฟอร์เนียมีความคิดที่จะส่งเด็กญี่ปุ่นไปเรียนอยู่ในโรงเรียนเฉพาะแยกจากเด็กอเมริกัน มิสคอลฟิลด์รู้สึกว่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เธอจึงมีความคิดที่อยากจะไปประเทศญี่ปุ่น ไปทำงานที่นั่น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างคนอเมริกันและคนญี่ปุ่นขึ้น

 หลังจากผ่านไป 15 ปี ความฝันของเธอก็ได้เป็นจริง เธอได้ไปประเทศญี่ปุ่นและได้ไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยมและรับสอนพิเศษด้วย และที่ญี่ปุ่นนี่เองที่เธอได้เจอกับคนไทยหลายคน เธอได้พูดคุยกับคนไทยเหล่านั้นและสอบถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเด็กตาบอดในประเทศไทย ให้เดาว่าพวกเค้าตอบเธอว่าอะไรคะ...ประเทศไทยไม่มีคนตาบอดค่ะ!!! 

มิสคอลฟิลด์รู้สึกประหลาดใจและไม่ค่อยอยากจะเชื่อซะเท่าไหร่ จนกระทั่งเธอได้พบกับนายแพทย์ฝนทอง แสงสิงแก้ว ที่เป็นคนบอกเธอว่ามีเด็กตาบอดในเมืองไทยสิ ทำไมจะไม่มี ด้วยความรู้นี้เองทำให้มิสคอลฟิลด์มีความคิดที่อยากจะทำอะไรเพื่อคนตาบอด (ที่จริงเธอก็อยากทำให้คนตาบอดญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่พวกเค้ามีโรงเรียน มีบริการต่างๆ ดีอยู่แล้ว) เธอจึงมาเปิดโรงเรียนสอนคนตาบอดในเมืองไทย

 

โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งขึ้นเมื่อปี 2482 จากเงินทุน 800 ดอลล่าร์ของมิส เริ่มแรกเป็นเพียงบ้านเช่าเล็กๆ มีเด็กนักเรียนไม่กี่คน กว่าจะได้ย้ายมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบันที่สี่แยกตึกชัยก็ต้องย้ายกันอยู่หลายครั้ง ยิ่งในช่วงสงครามก็ต้องย้ายหนีระเบิดไปเรียนกันที่หัวหินด้วย

 

ในสมัยแรกโรงเรียนไม่ได้รับการสนับสนุนอะไรจากรัฐบาลไทยเลย เพราะผู้ใหญ่สมัยนั้นหลายคนไม่เห็นถึงความสำคัญของการสอนเด็กตาบอด มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่า จะสอนไปทำไมเสียเวลาเปล่า สอนเด็กตาบอดก็เหมือนสอนโต๊ะกับเก้าอี้นั่นแหล่ะ แต่ถึงจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล มิสคอลฟิลด์ก็ไม่ท้อถอย เธอยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานตั้งโรงเรียนต่อไป เธอไปออกงานรัฐธรรมนูญ (ไม่รู้แปลว่าอย่างนี้หรือเปล่า ในหนังสือเค้าเขียนว่า Constitution Fair) เพื่อหาผู้สนใจที่จะมาเป็นกรรมการโรงเรียนและเพื่อก่อตั้งมูลนิธิ เพราะการก่อตั้งมูลนิธิเป็นทางเดียวที่จะทำให้เธอสามารถขอรับบริจาคเงินเพื่อมาดำเนินการโรงเรียนได้

 

ในงานมิงคอลฟิลด์ได้โชว์การอ่านเขียนอักษรเบรลล์ การพิมพ์ดีด การอ่านแผนที่ภาพนูน (สมัยนี้ก็ยังโชว์แบบนี้อยู่ แต่อาจเพิ่มเป็นการโชว์การใช้คอมพิวเตอร์ด้วย) คนที่มาชมหลายคนไม่เชื่อว่ามิสจะตาบอดจริง บางคนคิดว่าเธอเป็นสายลับ (ช่วงสมัยกำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี) มีผู้ชายคนนึงให้เธอพิมพ์ตามที่เค้าบอกหลายย่อหน้า พอเสร็จเค้าก็บอกให้เธออ่าน เธอบอกว่าอ่านไม่ได้เพราะมองไม่เห็น ผู้ชายคนนั้นถึงเชื่อว่าตาบอดจริงๆ ไม่ได้แกล้ง อย่างไรก็ตามการไปออกงานครั้งนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เพราะมิสได้กรรมการมูลนิธิตามที่ต้องการ

 

การดำเนินการและการเรียนการสอนของโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ดำเนินไปได้ด้วยดี มีการพาเด็กนักเรียนไปตามงานเพื่อแสดงความสามารถหลายครั้งเพื่อเรี่ยไรเงินเข้าโรงเรียน ครั้งหนึ่งเป็นงานของสมาคมสตรีที่มีภรรยานายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นแม่งาน ในครั้งนี้โรงเรียนได้รับบริจาคเป็นเงินจำนวนไม่น้อยจากทั้งบรรดาภรรยาคนใหญ่คนโตทั้งหลายในสมัยนั้น และจากท่านนายกรัฐมนตรีเองด้วย และหลังจากงานนี้เองที่ทางรัฐบาลไทยได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการให้เงินสนับสนุนแก่โรงเรียน และในเวลาต่อมาท่านจอมพล ป. พิบูลย์สงครามอีกนั่นแหล่ะที่ได้ช่วยให้รัฐบาลได้มอบที่ตั้งของโรงเรียนในปัจจุบันให้แก่ทางโรงเรียน

 

ในฐานะคนตาบอดไทยคนหนึ่งและเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ด้วย เราอยากจะบอกว่าซาบซึ้งและสำนึกในบุญคุณของมิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์ มาก เพราะถ้าไม่มีความมุ่งมั่น ความตั้งใจของมิสที่จะจัดการศึกษาให้แก่เด็กตาบอดในเมืองไทย ก็ไม่รู้ว่าคนตาบอดไทยและคนพิการอื่นๆ ในประเทศไทยจะมีชีวิตเป็นอย่างไร (ต้องขอบอกด้วยความภาคภูมิใจว่าคนตาบอดเป็นคนพิการประเภทแรกในประเทศไทยที่ได้รับการศึกษา หลังจากที่มีโรงเรียนสอนคนตาบอดขึ้นแล้ว ต่อมาจึงได้มีการตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กพิการประเภทอื่นๆ ตามมา)

 

เพราะฉะนั้นในวาระดิถีอันดีครบรอบวันเกิด 120 ปี ของมิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์ พอดี เราจึงอยากขอเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคนที่ได้ผ่านมาอ่านเอ็นทรี่นี้ช่วยกันรำลึกถึงสตรีตาบอดชาวอเมริกันคนหนึ่งที่มีคุณูปการมากมายแก่การศึกษาของคนตาบอดไทยด้วยค่ะ

ป.ล. ขอขอบคุณ มิสเตอร์จอห์น มิลเล่อร์ (อาสาสมัครชาวอเมริกันอีกเหมือนกัน) ที่เป็นคนแปลหนังสือเล่มนี้เป็นไฟล์อักษรเบรลล์ส่งผ่านมาให้ได้อ่านค่ะ
วันก่อนครูที่โรงเรียนสอนคนตาบอดฯ โทร. มาหาบอกข่าวดีนี้และได้มีโอกาสได้คุยกับน้องหนึ่งในสองคน รู้สึกดีใจกับน้องๆ มากๆ และอยากบอกว่าให้ตั้งใจเรียนต่อไปนะคะ ไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถถ้าเรามีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำ ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ที่สอบผ่านด้วยค่ะ :D  

๒ นร.ตาบอดสุดเก่งผ่านแอดมิชชั่นปีนี้

นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงข่าววันนี้ (๔ พ.ค.) ที่สำนักงานคณะ กรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ถึงการประกาศผลการสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง

หรือ แอดมิชชั่น ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๑ ว่า มีผู้พิการทางสายตาผ่านการคัดเลือกจำนวน ๒ ราย ได้แก่ นางสาวยอดขวัญ คูวัชระเจริญ นักเรียนโรงเรียนศรีอยุธยา เข้าศึกษาต่อคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศึกษา

สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และนางสาวนนทิยา ปาสาเน นักเรียกโรงเรียนศรีอยุธยา เข้าศึกษาต่อคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร

 

 รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงคณะและสาขาวิชาที่ได้รับความสนใจมีผู้สมัครสูงสุด ว่า ได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาจำนวน ๕,๓๗๕ คน คณะสหเวชศาสตร์ สาขารังสีเทคนิค

มหาวิทยาลัยนเรศวรจำนวน ๓,๐๘๘ คน และสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจำนวน ๒,๖๙๔ คน

 

 ด้านนายกษม อิทธิสวัสดิพันธุ์ นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในการสอบแอดมิชชั่นประจำปีนี้ เข้าศึกษาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กล่าวถึงเคล็ดลับการเรียนว่า ต้องมีความมุ่งมั่นและควบคุมตนเองได้ โดยการเตรียมตัวถือเป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม ตนเตรียมตัวมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้นจึงไม่สนับสนุนหากใครที่ต้องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย

แล้วใช้เวลาเตรียมตัวเพียงไม่กี่ปีก่อนสอบ เพราะการเรียนต้องสะสมความรู้และหมั่นทำโจทย์ จะทำให้รู้ว่า ยังไม่เข้าใจในเรื่องใดจะได้ทบทวนได้ตรงจุด ส่วนการเรียนพิเศษนับว่า

มีส่วนช่วยให้อ่านหนังสือได้ถูกจุดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตนก็เรียนพิเศษเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะอ่านหนังสือและทำโจทย์เองด้วย  

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ ๕ พ.ค. ๒๕๕๑

มีกิจกรรมน่าสนใจมาประชาสัมพันธ์ค่ะ สำหรับคนที่สนใจอยากทราบว่าถ้าอยากจะอ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอดฟังควรอ่านแบบไหนดี ต้องอ่านเร็ว อ่านช้า อ่านใส่อารมณ์ หรืออ่านธรรมดา ก็อยากขอเชิญไปลองฟังกันดูค่ะ เผื่อจะได้เทคนิคดีๆ มาปรับใช้กับการอ่านออกเสียงกันค่ะ

 

เชิญร่วมกิจกรรม อ่านหนังสืออย่างไรให้โดนใจ...คน(ตาบอด)ฟัง

บีทูเอส แหล่งการเรียนรู้ครบวงจร จำหน่ายหนังสือ เครื่องเขียน และสื่อบันเทิง ร่วมกับ ห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติ มูลนิธิของคนตาบอดไทย จัดโครงการอ่านหนังสือเพื่อคนตาบอดไทยขึ้น

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านหนังสือ และร่วมทำบุญด้วยการใช้เสียง ทั้งนี้ ได้จัดกิจกรรมอ่านหนังสืออย่างไรให้โดนใจ...คน(ตาบอด)ฟังเพื่อเชิญชวนนักอ่านทั่วประเทศที่สนใจเป็นอาสาสมัครนักอ่านบีทูเอส

ร่วมรับฟังเทคนิคการใช้ภาษาไทยในการอ่านหนังสือให้น่าฟัง และถูกต้อง อาทิ วิธีการอ่านหนังสือควรเริ่มต้นจากสิ่งใดก่อน / การเว้นวรรคตอนทำอย่างไร / การสร้างจินตนาการ

ลีลานำเสนอ ฯลฯ จากสุรัชณา ฤกษ์ชนะ นักประชาสัมพันธ์ ๘ ว. ส่วนนโยบายและแผนประชาสัมพันธ์แห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการใช้เสียง เคยดำรงตำเหน่งหัวหน้าฝ่ายออกใบรับรองผู้ประกาศและผู้จัดรายการ

กองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ ชั้น ๓ บีทูเอส สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ... ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ตั้งแต่วันนี้ ถึง ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่แผนกประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร โทร. ๐-๒๑๐๑-๗๑๓๓-๔ และบีทูเอสฮอตไลน์ โทร. ๐-๒๑๐๑-๗๒๐๐ (ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ ๑๗.๐๐

น. เว้นวันหยุดราชการ)

 

ที่มา : สยามรัฐออนไลน์ ๒๘ เม.ย. ๒๕๕๑