รถเข็นกับคนตาบอด

posted on 29 Apr 2007 21:07 by nupomme in blind

เขียนเรื่องเกี่ยวกับอเมริกา เลยทำให้เรานึกถึงตอนที่เรากับเพื่อนไปอเมริกากันเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว เรานึกได้ว่าเคยเขียนเรื่องนึงเกี่ยวกับประสบการณ์ที่สนามบินที่แอลเอไว้ เลยกะว่าจะขอลัดคิวเอามาแปะไว้ให้อ่านกันสนุกๆ

ในที่สุดการเดินทางมาอเมริกาของฉันกับเพื่อนก็ใกล้จะจบลง มันเป็นการเดินทางตามลำพังครั้งแรกของเราสองคน ฉันรู้สึกตื่นเต้นและเป็นกังวลเล็กน้อยตอนที่เราเริ่มออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อสองอาทิตย์ก่อน จุดหมายปลายทางของเราสองคนคือเมืองยูจีน รัฐโอเรกอน เพื่อไปเข้าร่วมการอบรมสัมมนาฝึกความเป็นผู้นำกับผู้หญิงพิการจากทั่วโลก ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีและน่าประทับใจ วันนี้เป็นวันที่เราสองคนจบการสัมมนากำลังจะเดินทางกลับบ้าน แต่ไหนๆ เราก็มาถึงอเมริกาแล้วก็เลยถือเป็นโอกาสดีที่จะแวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าของเราที่ไม่ได้เจอกันมานานเกือบสิบปีที่ลอสแอนเจลิสก่อนขึ้นเครื่องกลับบ้าน

เครื่องบินของสายการบินภายในประเทศสหรัฐฯ พาเราบินลัดฟ้าจากเมืองยูจีนมาถึงลอสแอนเจลิสในเวลาประมาณสองทุ่มกว่าๆ ฉันกับเพื่อนต้องรอให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ ลงจากเครื่องไปก่อน เพราะว่าเราต้องรอให้มีผู้ช่วยสนามบินมารับตัวเราจากเครื่องเพื่อพาไปที่สายพานรับกระเป๋าและเจอกับเพื่อนที่นัดให้มารับ เมื่อฉันกับเพื่อนเดินมาถึงประตูทางออกเครื่องก็พบว่ามีคนมารอรับเราสองคนแล้วพร้อมด้วยรถเข็นสองคัน ฉันกับเพื่อนก็งงไปเลย อ้าว ! เราสองคนไม่ได้พิการขานะ เราพิการทางสายตาต่างหากล่ะ เราเดินเองได้ ฉันก็เริ่มเจรจากับคนที่มารับว่าพวกเราเดินไปเองได้ เพียงแต่พวกเขานำเราไปก็พอ แต่ยังงัยๆ เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันจะให้พวกเรานั่งรถเข็นไปให้ได้ แต่เพื่อนกับฉันก็ยืนกรานว่าเราจะเดินไป ไม่นั่งรถเข็น สุดท้ายคุณสจ๊วตก็เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องให้ เค้าบอกว่าถ้าเป็นเค้าๆ คงจะดีใจที่ไม่ต้องเดินไกล ฉันเห็นว่ามันคงไม่จบง่ายๆ ก็เลยตัดสินใจนั่งรถเข็นก็ได้ ก็ดีเหมือนกันแฮะ ไม่ต้องเดิน ส่วนเพื่อนฉันยังงัยก็สมัครใจที่จะขอเกาะแขนคุณผู้ช่วยเดินตามมาดีกว่า

ด้วยเหตุนี้พวกเราก็เลยมาถึงที่จุดนัดพบในที่สุด (โดยที่ฉันไม่ต้องเดินให้เมื่อย) แต่พอมาถึงที่รับกระเป๋า ฉันก็ลุกจากรถเข็นทันที กลัวว่าถ้ายัยเพื่อนเก่าของฉันมาเห็น เธอจะต้องเริ่มต้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตายและเก็บเอาฉันไปนั่งล้อเป็นวันๆ แน่ แต่ปรากฏว่าเธอมาช้าไปนิดหน่อยเลยไม่มีโอกาสเห็นฉันนั่งรถเข็น เพราะว่ากว่าที่เธอจะมาถึงพวกเราก็รับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว และกำลังเริ่มต้นให้ผู้ช่วยของเรามองหา ก็พอดีมีผู้หญิงกับผู้ชายเดินมาถึงพร้อมกับเริ่มต้นถ่ายภาพโดยไม่ให้พวกเราตั้งตัว ยัยเพื่อนตัวแสบของฉันนั่นเอง

ระหว่างที่เรากำลังนั่งอยู่บนรถของเพื่อนของฉันเพื่อไปที่บ้านของเธอ ฉันกับเพื่อนก็เลยเล่าให้เธอฟังว่าที่สนามบินเค้าเอารถเข็นมารับเราสองคน เพื่อนที่เป็นเจ้าถิ่นก็เลยบอกพวกเราว่า อ๋อ ที่นี่เป็นธรรมดาน่ะ ไม่ว่าคนพิการประเภทไหนเขาก็จับเรานั่งรถเข็นทั้งนั้นแหล่ะ จะได้เร็วดี อีกอย่างสนามบินบางแห่งก็ใหญ่มาก อย่างเวลาที่เธอไปไหนและรู้สึกว่ากำลังจะไปขึ้นเครื่องไม่ทัน เธอก็จะไปติดต่อที่เคาน์เตอร์เพื่อขอผู้ช่วยและรถเข็น จะได้ไม่ต้องเดิน และผู้ช่วยคนนั้นเค้าจะพาเธอเข็นรถเข็นและวิ่งไปขึ้นเครื่อง ฉันได้ฟังอย่างนี้ก็รู้สึกว่าแปลกดี เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ฉันไม่เคยพบ ทั้งๆ ที่อเมริกาก็เป็นประเทศที่เจริญกว่าประเทศไทย แต่รถที่ใช้รับคนพิการทำไมจึงยังเป็นแค่รถเข็นธรรมดา ที่สนามบินดอนเมืองบ้านเรายังมีรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใช้เลย รถแบบนั้นดูหรูกว่าตั้งเยอะแน่ะ สงสัยอเมริกาเค้าคงคิดว่าจะได้เป็นอีกทางที่ช่วยให้คนของเค้าได้ออกกำลังกายมั๊ง ฉันนึกภาพผู้ช่วยเข็นรถเข็นที่มีคนพิการนั่งอยู่แล้วก็เข็นวิ่งไปในสนามบินอันกว้างใหญ่เพื่อจะไปขึ้นเครื่องให้ทันแล้วก็รู้สึกว่าน่ารักดีเหมือนกันแฮะ


edit @ 2007/04/29 21:29:16

Comment

Comment:

Tweet

แวะมาเยี่ยมชมจ้า
เลือกเล่นเกมส์ที่นี่
http://clubrot.com/game

#5 By เที่ยวไทย on 2007-09-12 08:09

ใช่ ๆ ที่อังกฤษน่ารักดี เหมือนรถกอล์ฟเรียกบั๋กกี น่ารักดีเราชอบ แต่ที่นี่ยังไงเราก็ต้องเดินเหมือนเคย ว้า อยากนั่นบั๋กกีอีก

#4 By Apple (149.159.2.18) on 2007-05-02 00:39

อืม...ที่จริงก็ไม่ได้เกรงใจหรือรำคาญหรอกค่ะ เพราะว่าถ้าเค้าไม่มารับพวกเราก็คงจะเดินไปกันไม่ถูก เพียงแค่รู้สึกแปลกนิดๆ ที่ต้องนั่งรถเข็นแบบที่เคยนั่งในโรงพยาบาลน่ะ

เราว่าที่เค้าเอารถเข็นหรือรถที่ขับด้วยไฟฟ้ามารับก็เพื่ออำนวยความสะดวกทั้งเราและเค้าด้วยน่ะ เพราะถ้าพาเดินบางทีอาจต้องพาหลบโน่นหลบนี่ แต่ถ้ามีรถนี่ก็ไปได้สะดวกเลย อย่างที่อังกฤษนี่ก็มีรถมารับเหมือนกัน อันนี้ก็ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แถมมีเสียงขอทางและไฟติดไว้ด้วย มันก็สะดวกและเร็วดี ช่วยย่นระยะทางได้เยอะสำหรับสนามบินใหญ่ๆ

อยากรู้ว่าที่สุวรรณภูมิจะเป็นไง คงได้รู้เร็วๆ นี้ อิๆ

#3 By blind bookworm on 2007-04-30 04:12

เหมือนเค้าทอดทิ้งลูกค้าไม่ได้เลยเนอะ บางทีเราก็คงจะเกรงใจ+กึ่งรำคาญนิดๆ
แต่พอมาดูที่เจตนาที่ดีของเค้าก็น่าชื่นใจครับ

#2 By Oktopaz on 2007-04-30 02:08

คงจะเป็นบริการแบบ "เราต้องการให้ความจริงใจในการบริการกับคุณ" ประมาณนี้มั้งคะ

#1 By ต้า on 2007-04-29 21:21