เปลี่ยนกระจกตา
posted on 21 Jun 2007 17:27 by nupomme in Thoughtsวันนี้เราได้อ่านบทความเรื่องหนึ่งจากหนังสือที่ชื่อว่า Chicken Soup for the Writers Soul (เป็นหนังสือในชุดพลังชีวิต ฉบับแปลภาษาไทย) เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ ผู้เขียนเรื่องนี้เป็นพ่อของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุโดนยิงขณะไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวที่อิตาลี หมอบอกว่าเด็กน้อยไม่มีทางรอด ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ผู้เป็นพ่อแม่ย่อมรู้สึกสูญเสียและเสียใจอย่างมากที่ต้องเสียลูกชายวัยเพียงเจ็ดขวบไป แต่พวกเขาก็ได้ตัดสินใจให้ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการบริจาคอวัยวะต่างๆ ของเด็กน้อยเพื่อให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยอีกเจ็ดราย (เจ็ดรายเพราะว่ามีอวัยวะที่บริจาคได้รวมทั้งหมดเจ็ดชิ้น คือ ตับ ไต หัวใจ และปอด)
พอได้อ่านเรื่องนี้เลยทำให้เรานึกถึงตัวเราเองซึ่งเคยเป็นผู้ป่วยที่รอการบริจาคอวัยวะเช่นกัน แต่ในกรณีของเราเป็นดวงตาค่ะ เราต้องรออยู่ถึงสองปีเต็มกว่าจะได้ดวงตามาเพื่อทำการผ่าตัดเปลี่ยน สาเหตุที่ต้องรอสองปีเต็มถึงแม้ว่าคุณหมอเจ้าของไข้จะระบุเป็นกรณีฉุกเฉินก็เพราะว่ามีผู้ป่วยรอต่อคิวกันมากกว่าจำนวนผู้บริจาค (ประมาณว่า demand กับ supply ไม่สัมพันธ์กัน)
จำได้ว่าตอนนั้นเรากำลังเรียนอยู่ปีสองปลายๆ กำลังจะสอบอยู่อีกไม่ถึงเดือน ได้รับโทรศัพท์จากทางโรงพยาบาลให้ไปรับการผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาด่วน เราเลยต้องโดดเรียนแล้วก็ admit เข้าโรงพยาบาลทันที สาเหตุที่ต้องเข้า รพ. ทันทีนั้นเป็นเพราะว่าดวงตาที่ได้มานั้นจะสามารถรักษาให้มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน (จำไม่ได้ว่ากี่วัน) ด้วยน้ำยาพิเศษ ดวงตาที่ได้มานี้ต้องได้มาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตไม่เกินหกชั่วโมงเท่านั้น
มีหลายคนที่รู้จักหรือเคยเจอกับเรามักถามว่าเราเปลี่ยนตาให้เห็นมากขึ้นไม่ได้เหรอ บางคนคิดว่าการเปลี่ยนดวงตานั้นหมายถึงการเปลี่ยนทั้งลูกตา บางคนคิดว่าถ้าได้ตาฝรั่งอาจทำให้มีตาสีฟ้าได้ ความจริงส่วนที่เอามาใช้จริงๆ คือส่วนที่เรียกว่ากระจกตา (cornea) เท่านั้น และมันไม่มีสี ส่วนที่มีสีคือม่านตา (Iris) แต่ส่วนที่สำคัญที่จะทำให้เห็นได้มากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับประสาทตา (optic nerve) ที่มีเหลืออยู่
สาเหตุที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนกระจกตานั้นเป็นเพราะผลกระทบมาจากโรคตาที่เราเป็นทำให้กระจกตาเสื่อม เลยทำให้เรามองเห็นไม่ชัด เห็นทุกอย่างเป็นฝ้าๆ ขุ่นมัว คุณหมอเลยแนะนำให้เปลี่ยนกระจกตา เปลี่ยนแล้วจะได้กลับมาเห็นชัดเหมือนเมื่อก่อน (เห็นชัดขึ้นจริงแต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนคนปกติอยู่ดี) คุณหมออธิบายอุปมาอุปไมยว่าให้นึกถึงกระจกตาเป็นกระจกหน้าปัดนาฬิกา คือถ้ากระจกใสเราก็จะมองเห็นข้างในของนาฬิกาชัด แต่ถ้ากระจกขุ่นมัวเราก็จะเห็นเครื่องข้างในไม่ชัด
กระจกตาเป็นส่วนที่เลือดของเรามายุ่งน้อยที่สุดทำให้เปอร์เซ็นต์การต่อต้านจากร่างกายเราค่อนข้างน้อย จึงไม่ต้องมีการตรวจก่อนผ่าตัดว่าเลือดและเซลล์ของผู้บริจาคกับของผู้รับจะเข้ากันได้หรือเปล่า ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนอวัยวะอื่นๆ
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเราจะไม่ได้มองเห็นเหมือนตอนที่เปลี่ยนกระจกตาใหม่ๆ (สาเหตุเพราะการผ่าตัดรักษาโรคต้อหินครั้งสุดท้าย ซึ่งเราสันนิษฐานว่ามีเลือดไหลออกมามากเกินไป ทำให้เลือดไหลไปเจอกระจกตาเลยเกิดการต่อต้าน ทำให้กระจกตาเสื่อม) แต่กระจกตาของผู้บริจาคใจบุญคนนั้นก็ยังอยู่กับเรามาจนถึงทุกวันนี้ เรายังจำได้ถึงช่วงเวลาที่เรามองเห็นชัด มองเห็นโลกสดใส (หลังจากที่ต้องมองผ่านกระจกมัวๆ มาหลายปี) นั้นเป็นช่วงเวลาที่มีค่ากับเรามากแค่ไหน
การกล่าวขอบคุณผู้ใจบุญผู้นั้นนับแสนนับล้านครั้งก็ยังไม่เพียงพอ แม่กับเราเคยติดต่อทาง รพ. เพื่อขอทราบถึงชื่อของผู้บริจาค เพื่อที่ว่าพวกเราจะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ แต่ได้รับทราบมาว่าเป็นนโยบายของทางสภากาชาดที่จะปิดเป็นความลับ เพื่อป้องกันความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นได้ เราก็เลยได้เพียงแต่แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกคืนให้แก่เจ้าของกระจกตาของเราเท่านั้น
edit @ 2007/06/27 10:56:55
#1 By buay (124.120.222.99 /1.1.1.250) on 2007-06-25 04:16