ไม่อยากได้น้ำใจ

posted on 02 Oct 2007 05:03 by nupomme  in Accessibility

วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศเอาเรื่องความยากลำบากในการเดินทางของคนพิการที่ต้องนั่งรถเข็นมาให้อ่านกันนะคะ อยากเห็นทางเท้าที่ราชดำรินี้ไวๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นและตัวอย่างที่ดีให้มีการปรับปรุงทางเท้าบนถนนสายอื่นๆ ในกรุงเทพฯ (และทั่วประเทศไทย) ให้ใช้ได้จริงโดยประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะเป็นส่วนน้อยหรือส่วนมากก็ตาม

บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการปรับปรุงทางเท้าถนนราชดำริเพื่อคนพิการ" โดยกลุ่มผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจตลอดถนนราชดำริ ร่วมกับเขตปทุมวัน กทม. และเครือข่ายสมาคมคนพิการ

ซึ่งจะร่วมกันจัดการประมูลของของผู้ที่มีชื่อเสียง เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายโครงการฯ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ เวลา ๑๘.๐๐-๒๑.๐๐ น. ห้องอังรีดูนังต์ ราชกรีฑาสโมสร

ถ.อังรีดูนังต์

ไม่ได้ตั้งชื่อบทความให้สะดุดความสนใจ แต่ต้องการสื่อความหมายตรงๆ เต็มๆ อย่างนั้นจริงๆ หลังจากใคร่ครวญคิดกลับไปกลับมาอยู่นาน เรื่องมีอยู่ว่าได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาปริญญาเอกสองคน

ถึงเรื่องสภาพแวดล้อมใน กทม.กับคนพิการ ทำให้ได้แสดงความคิดเห็นออกมาดังๆ และมีคนตั้งใจฟัง ซึ่งเป็นโอกาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ส่วนมากมักคิดอยู่ในใจคนเดียว

หัวข้อสนทนาวันนั้น สรุปออกมาได้ว่า ก ไก่ หรือ ข ไข่ มาก่อนกันก็ไม่รู้ เหตุที่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกให้ผู้นั่งรถเข็นใน กทม.ก็เพราะว่าไม่เห็นมีคนพิการที่ไหนออกมานอกบ้านเลย

เหตุที่คนพิการไม่ออกมานอกบ้านให้เห็นเลย ก็เพราะว่าไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ที่จะช่วยให้ออกมาให้คนทั่วไปเห็น วนเวียนอยู่แบบนี้ก็ย่อมไม่พัฒนาไปทางไหน

ในฐานะผู้นั่งรถเข็นมากว่าสี่สิบปีย่อมยืดอกว่า เรื่องที่กำลังจะพูดต่อไปนี้เป็นเรื่องที่รู้จริง เจอมากับตัวจริงๆ เป็นประสบการณ์เนื้อๆ ไม่ปลอมปนใส่ไข่ใส่สีแน่ๆ

เมื่อยังเด็ก กิจกรรมที่บ้านไม่เคยมีการเข้าโรงหนังและเดินเที่ยวห้าง เหตุผลเพราะแม่บอกว่า ถ้าลูกคนหนึ่งไปไม่ได้ ที่เหลือก็ไม่ต้องไป (แม่มีลูกสองคน ลูกอีกคนที่ว่าไม่มีปากเสียง

เพราะเป็นน้องก็เลยไม่เคยไปดูหนังเดินชอปปิง) ครอบครัวจะไปเที่ยวชายทะเล และมีสารพัดกิจกรรมยามว่างที่แม่สร้างสรรค์ให้ลูกๆ เท่ากับแม่สร้างสภาพแวดล้อมให้สะดวกกับสภาพของลูกเอง

ทุกเรื่องมีรายละเอียดและจดจำได้แม่น จนมาเขียนไว้ในรวมเรื่องจากประสบการณ์ในชื่อ "ใส่สีชีวิต"

ทุกวันอาทิตย์ พ่อจะพาไปร้านหนังสือริมถนนสุขุมวิท แค่เดินด้วยไม้เท้าลงจากรถไปเข้าร้านก็จะมีสายตามองมา ไม่ได้มองเฉยๆ เดินตามมาดูใกล้ก็มี สะกิดถามว่าไม่สบายเป็นอะไรก็มี

ความอยากรู้มีมากจนไม่นึกถึงใจคนถูกถาม และเป็นแบบนี้เรื่อยมาจนทุกวันนี้ ถ้าบ่นก็จะมีคนบอกว่า คนเขามีน้ำใจไง เห็นเจ็บป่วยก็อยากแสดงความเป็นห่วง ถามว่าน้ำใจแบบนี้

มีใครอยากได้อย่างนั้นหรือ

มีสถานที่กี่แห่งใน กทม. ที่รองรับคนนั่งรถเข็นให้เข้าออกได้สะดวก นอกจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยแล้ว ที่อื่นๆ มีบันไดสูงตระหง่านเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่จริง

จะพูดเรื่องไปไหนไกลๆ ทำไม แค่ออกพ้นประตูบ้านก็ไปไหนไม่รอดแล้ว เพราะทางเท้ารอบบ้านไม่มีทางลาดเลย ถ้ากระดกรถเข็นขึ้นไปบนทางเท้าได้ ก็อย่าคิดว่าจะไปได้ไกล

ยกเว้นแต่มีวิญญาณนักสู้ชอบท้าทาย เพราะเชื่อขนมกินได้ว่า จะต้องเจอสิ่งกีดขวางต่างๆ โดยเฉพาะตู้โทรศัพท์ ในรัศมีรอบบ้านไม่เกินห้าร้อยตารางเมตร มีตู้โทรศัพท์นับได้ห้าตู้

ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ดหน้าฝน สภาพพื้นผิวทางเท้าก็ทำให้ผู้นั่งรถเข็นต้องกัดฟันทำหน้าเหมือนยักษ์ตลอด เนื่องจากมีหลุมบ่อและท่อระบายน้ำตลอดทาง การหลบสิ่งกีดขวางลงมาบนถนนต้องใช้วิธีถอยหลัง

เอาล้อหลังลงมาก่อน เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงชีวิตสูงขึ้นกว่าคนทั่วไป แต่ไม่มีทางเลือกอื่นก็ต้องลงเพื่อหลบสิ่งกีดขวางและเพียงเพื่อต้องกลับขึ้นมาบนทางเท้าด้วยการกระดกรถเข็นอีกที

ขึ้นๆ ลงๆ ทุลักทุเลแบบนี้ ถามว่า ต้องเรียกหาน้ำใจจาก กทม. ให้ทำทางเท้าเผื่อคนพิการด้วยอย่างนั้นหรือ

แล้วถ้าเกิดจะใช้แท็กซี่บ้างก็จะพบว่าน้อยคันจะจอดรับ ยามค่ำบนถนนราชดำริต้องใช้เวลาเรียกแท็กซี่นานกว่าครึ่งชั่วโมง และคันที่ยอมไปก็เพราะถูกขู่เข็ญ ถามว่าต้องเรียกหาน้ำใจจากคนขับแท็กซี่อย่างนั้นหรือ

แล้วเมื่อดั้นด้นออกมาจากบ้านมาเรียกแท็กซี่ได้สำเร็จ เมื่อถึงจุดหมายก็จะพบว่าเข้าไปในอาคารไม่ได้เพราะมีบันได ถ้าเป็นห้างร้านก็ช่วยไม่ได้ แล้วแต่เจ้าของกิจการจะเห็นความสำคัญของกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้

แต่อยากพูดถึงธนาคาร ไปรษณีย์ และสถานที่ราชการ ครั้งหนึ่งตั้งใจไปเลือกตั้งก่อนเวลาที่สำนักงานเขต ต้องไปแหงนหน้ามองบันไดสูงชันที่มีคุณลุงนั่งรถเข็นคันหนึ่งแหงนหน้ามองอยู่ก่อนแล้ว

สำนักงานเขตตั้งอยู่ในอาคารสำนักงาน ทำให้วันอาทิตย์ที่เปิดให้ไปเลือกตั้งนั้นลิฟต์ไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณหน่วยเลือกตั้งมองไปทางอื่นอย่างพร้อมเพรียงกัน

ได้แต่กำบัตรประชาชนไว้ในมือ และนึกอยู่ในใจว่า เสียภาษีให้รัฐมาตลอด ในวันที่จะใช้สิทธิในฐานะประชาชนคนหนึ่งกลับทำไม่ได้ วันนั้นลงเอยผู้มาใช้สิทธิหลายคนมีน้ำใจช่วยกันยกรถเข็นสองคันขึ้นไปจนได้

ขาลงไม่ลำบากเพราะเจ้าหน้าที่เขตและเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยยกลงมา ถ้าไม่ช่วยก็ต้องอยู่เก็บหีบบัตรและอื่นๆ ถามว่า ต้องให้อาศัยน้ำใจจากผู้เห็นเหตุการณ์อย่างนั้นหรือ

หลายครั้งที่รู้ว่า มีสายตามองมาพร้อมคำถามว่า ต้องการให้ช่วยอะไรไหม แต่มองมาแบบจดๆ จ้องๆ ก่อนจะหันไปทางอื่น หลายครั้งไปกับหลานและเจอประตูปิดอยู่ เป็นประตูที่เปิดค้างไว้ไม่ได้

ผู้เชี่ยวชาญการเข็นก็จะหันหลังเปิดประตู ใช้ขายันบานประตูไว้ และเอื้อมมือมาดึงรถเข็น ถ้าเกิดเอื้อมไม่ถึงตัวรถ ผู้นั่งรถเข็นก็จะร่วมด้วยช่วยกันด้วยการยื่นมือไปให้ดึง

รถเข็นก็จะเคลื่อนไปข้างหน้า ผู้เข็นก็จะก้าวถอยหลังจนกระทั่งพ้นประตูไปได้ ขณะแสดงกายกรรมดังกล่าวก็จะมีสายตามองอยู่อย่างช่วยลุ้น แต่ไม่มีใครเดินมาช่วย นี่เรื่องจริงไม่ได้ปั้นแต่ง

ถามว่าต้องเรียกร้องให้คนในสังคมมีน้ำใจช่วยเหลือกันอย่างนั้นหรือ ที่จริงแล้ว ไม่เชื่อว่าคนในสังคมไม่มีน้ำใจ แต่คิดว่าไม่มีใครสอนให้รู้จักวิธีช่วยคนอื่น

นึกดูอีกทีใครจะสอน ในเมื่อในโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีนักเรียนที่ต้องการการดูแลพิเศษเรียนปนด้วย ตั้งแต่เล็กไม่ได้เรียนโรงเรียนเดียวกับน้องชาย เพราะไม่มีการดูแลนักเรียนนั่งรถเข็น

นั่นเมื่อกว่าสี่สิบปีก่อน ถึงวันนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย น่าเสียดายเพราะการมีเพื่อนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นทางหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจและรู้ว่าควรช่วยเหลือ

และช่วยเหลืออย่างไร ในวงเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่คบหากันอยู่ ทุกคนรู้ว่า ที่ไหนที่จะพาเพื่อนคนนี้ไปได้ และถ้าไปต้องเข้าออกทางไหน เป็นเรื่องรู้กันโดยไม่ต้องถาม

ที่น่าเสียใจคือหากอยากไปไหนให้สะดวกด้วยรถเข็น ก็ต้องดั้นด้นไปให้พ้นเขตประเทศไทย ไปให้ถึงสนามบินก็จะพบเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมมูลแล้ว พิพิธภัณฑ์ทุกแห่งที่ไปจะมีทางลาด

ถ้าไม่มี เจ้าหน้าที่ก็จะบอกด้วยสีหน้ารู้สึกผิดว่าตรงไหนไม่มี และลดราคาค่าเข้าชมเป็นการปลอบใจ โรงละครจะมีที่นั่งหนึ่งหรือสองที่สำหรับผู้เข้าชมด้วยรถเข็น

คนขับแท็กซี่ทุกคนต้องลงมาช่วยพาผู้โดยสารขึ้นรถ ไปจ่อประตูตรงไหนก็จะมีคนเดินมาช่วยเปิดให้ เข้าคิวที่ไหนคนข้างหลังก็จะสะกิดบอกให้ไปข้างหน้าได้เลยไม่ต้องรอคิว

กฎระเบียบเข้มงวดในเรื่องระเบียบอาคาร ทำให้ห้างร้านสถานที่ราชการและอื่นๆ ต้องมีทางเข้าให้คนพิการ คนขับแท็กซี่ถูกยึดใบอนุญาตถ้าถูกร้องเรียนว่าไม่รับผู้โดยสาร

ผู้คนทั่วไปช่วยเหลือโดยไม่ต้องร้องขอ ไม่ใช่เพราะมีน้ำใจ แต่เพราะเป็นมาตรฐานการปฏิบัติตัวของคนในสังคม เหมือนที่ไม่แซงคิว

สี่สิบปีที่ผ่านมาไม่เห็นว่าสถานการณ์ทั่วไปเพื่อคนพิการจะดีขึ้น และพูดเต็มปากด้วยว่า อีกสี่สิบปีก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นี่ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิเพื่อคนป่วยที่ต้องนั่งรถเข็น

ที่มีหน่วยงานอ้างว่าเป็นคนจำนวนน้อย แต่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุก็ต้องการความสะดวกนี้เช่นเดียวกัน ไม่มีใครรู้ว่าวันรุ่งขึ้นคนโชคร้ายขาหักต้องใส่เฝือกนั่งรถเข็นจะเป็นใคร

ที่แน่ๆ ใครคนนั้นจะซึ้งในน้ำใจเพื่อนร่วมสังคมขึ้นมาในทันที เมื่อพยายามออกจากบ้าน อยากเห็นจุดเริ่มต้นของความพยายามที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้

หากรถไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่จะมีลิฟต์ให้ใช้ได้จริง ไม่ใช่มีไว้ แต่ใช้ไม่ได้ เพราะกลัวเปลืองไฟ

หากทุกทางเท้าที่ทำใหม่ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ จะมีทางลาดขึ้นลง เพื่อรถเข็นคนพิการ

หากสถานที่ราชการทุกแห่ง ปรับปรุงให้มีทางขึ้นลงเพื่อคนพิการ

หากห้างร้านที่ยอมลงทุนจัดทำห้องสุขาและทางเข้าเพื่อคนพิการ สามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักลดภาษีได้

หากคนในสังคมเลิกหยิบยื่นน้ำใจตามแต่จะเมตตา และปรับทัศนคติใหม่ว่า นี่คือเพื่อนคนหนึ่งในสังคม ที่ควรช่วยเหลือในฐานะคนเท่าเทียมกัน

อีกสี่สิบปีสังคมไทยก็น่าจะเปลี่ยนไปในเชิงพัฒนาเป็นอารยะได้ เริ่มต้นวันนี้ จะเกินกำลังเชียวหรือ อย่าให้ต้องหวังพึ่งน้ำใจกันต่อไปอีกเลย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ ๒๙ กย. ๒๕๕๐

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนตอนปริญญาตรี คือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาคารทุกหลัง
ถูกออกแบบมารองรับผู้พิการครับ
มีทางลาด สำหรับขึ้นลงอาคาร
และมีห้องน้ำคนพิการด้วยครับ
ตอนที่ผมกลับไปเยี่ยม ก็รู้สึกว่ามีโครงการอ่านหนังสือ
แล้วบันทึกเสียง แล้วก็มีโครงการเพื่อนช่วยเรียนด้วยครับ

ส่วนตอนนี้มาเรียนต่อที่ใหม่ เรียนที่คณะแพทย์ ขอนแก่น ซึ่งอยู่ในโรงพยาบาล
ในส่วนของโรงพยาบาลก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โรงพยาบาลพึงมึ
แต่ว่าส่วนที่เป็นห้องสมุด และภาควิชา รวมถึงห้องประชุม และรวมถึงห้องน้ำในส่วนดังกล่าว
ยังไม่รองรับผู้พิการครับ ผมก็หนักใจเหมือนกัน

#1 By apple666 (Nopphasul) on 2007-10-02 10:51

มาตรฐานการปฏิบัติตัวของคนในสังคม อ่านแล้วก็รู้สึกโดนมากๆเลยค่ะ

นั่นสิคะ ทำไมต้องให้เค้ามาเรียกร้อง
ทำไมต้องมานั่งมองหาคำว่าน้ำใจ
มันควรจะเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทยได้แล้วที่ต้องทำอะไรนึกถึงเพื่อนคนอื่นๆ
ไม่ว่าเค้าจะพิการหรือเปล่า คนในสังคมเดียวกันแท้ๆ

เห็นด้วยกับคุณงามพรรณค่ะ อีกสี่สิบปีก็คงไม่เปลี่ยน
หนักใจ

#2 By Little Little on 2007-10-02 11:14

เห็น "ราก" ของปัญหาเลยนะครับ... ปัญหามันอยู่ที่ "ราก" ของสังคมไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เลยขาดความกระตือรือร้นในการทำอะไรให้อื้ออำนวยต่อสภาพของคนพิการ.... คงต้องใช้เวลาปรับกระบวนทัศน์มากเลยนะครับ สังคมไทย

#3 By ปอนปอน on 2007-10-02 11:40

ผมว่าคุณงามพรรณมองโลกในแง่ดีเกินไป ...อีกสี่สิบปี สถานการณ์น่าจะยิ่งเลวร้ายลงอีก เมื่อเชื้อร้ายทุนนิยมฝังรากลึกในใจคนกว่านี้

แต่ผมก็เห็นด้วยกับคุณงามพรรณว่า ถ้าจะเปลี่ยนแปลง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ตอนนี้...เพราะมันกำลังจะสายเกินไปแล้ว
ดูได้จากความจริงรอบๆ ตัว

#4 By วัชระ on 2007-10-02 22:20

น่าโมโห

#5 By chubbyhole on 2007-10-03 23:29