เรื่องนี้น่าสนใจมากๆ คนพิการเองก็มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึกนึกคิด ที่อยากจะทำอะไรเหมือนกับที่คนปกติเค้าทำกันนะ สุดท้ายก็กลับมาเรื่องเดิมๆ คือ "โอกาส" ถ้าเพียงแต่คนในสังคมเปิดใจให้กว้างขึ้น ให้โอกาสคนพิการมากขึ้นโดยไม่มีอคติ คุณก็จะรู้ว่ามีอะไรอีกหลายอย่างที่พวกเราคนพิการทำได้ และอยากทำ เหมือนกับคนปกติทั่วๆ ไปค่ะ 

แม้จะเป็นการประกวดนางแบบ แต่บิวตี้ อิน โมชั่น (Beauties in Motion) ดูจะมี "ความหมาย" มากกว่าเวทีประกวดโมเดลหลายแห่งตรงที่ นี่เป็นการประกวดนางแบบพิการ ที่แต่ละคนต้องใช้ชีวิตอยู่บนเก้าอี้ล้อเข็น

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเธอดู "ด้อย" หรือสวยน้อยกว่าผู้หญิงอื่นๆ แม้แต่น้อย ที่สำคัญยังเป็นเวทีที่ท้าทายความ "ใจกว้าง" ของสังคม ว่าจะยอมรับ และให้งานแก่สาวพิการให้มีโอกาสเข้ามาทำงานด้านนี้กันบ้างมั้ย?

การประกวดนี้เริ่มขึ้นครั้งแรกที่เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ๒๕๔๗ ส่วนปีนี้จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีหญิงพิการจาก ๑๑ ประเทศทั่วยุโรปที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนางแบบเข้าร่วมประกวดถึง

๒๑๘ คน แต่มีเพียง ๑๐ คนที่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเท่านั้น ที่จะได้สวมชุดสวย โชว์ความสามารถบนเวที และแน่นอนว่า หญิงสาวแต่ละคนล้วนฝันอยากมีโอกาส "ขึ้นปก" นิตยสาร

หรือเป็นนางแบบในภาพยนตร์โฆษณา "ฉันว่ามันเป็นไปได้ แต่ยังมีอคติที่พวกเราต้องต่อสู้ ฟันฝ่าอีกมาก เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่คิดกันว่า ความงามและความพิการสามารถไปด้วยกันได้"

เจเลน่า ดราฟโควิค หญิงสาว ผมบลอนด์ ชาวเซิร์บ วัย ๒๓ นักศึกษาภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเยอรมนี ซึ่งพิการเดินไม่ได้มาแต่กำเนิด ด้วยโรคที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง

และเป็นหญิงสาว คนแรกที่พิชิตตำแหน่งสุดยอดนางแบบจากรายการบิวตี้ อิน โมชั่น เมื่อปี ๒๕๔๗ กล่าว

 

 ในการประกวดรอบ ๑๐ คนสุดท้าย หญิงสาวผู้เข้ารอบจะบังคับเก้าอี้ล้อเข็นให้เคลื่อนไหวไปบนแคตวอล์ก ด้วยลีลาพลิ้วไหวไปตามจังหวะเพลงของ มาดอนน่า และ ปริ๊นซ์ สองนักร้องชื่อดัง

ในชุดเสื้อผ้าที่ทำให้พวกเธอสวยราวนางแบบ "ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ต้องการความสงสาร พวกเธอก็เป็นนางแบบเหมือนนางแบบอื่นๆ แล้วก็ดูเซ็กซี่ด้วย" บรูซ ดาร์เนลล์ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินชาวอเมริกัน

ซึ่งเป็นที่คุ้นหน้าของ ผู้ชมทีวีในเยอรมนี จากรายการการประกวดนางแบบสไตล์เรียลิตี้ โชว์ "เยอรมนี"ส เน็กซ์ ท็อป โมเดล" ของ ไฮดี้ คลุม ยอดนางแบบชื่อดังให้ความเห็น

ระหว่างแต่งหน้าเพื่อเตรียมตัวขึ้นแคตวอล์ก บรรดาสาวๆ ผู้เข้าประกวดต่างบอกว่า นี่เป็นประสบการณ์ที่สนุก โดยเฉพาะตอนที่พวกเธอได้โพสท่า ถ่ายรูปกับสัตว์ เพื่อทำปฏิทินห้อยข้างฝา

ซึ่งมีทั้งภาพที่เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเข็น หรือไม่มีพาหนะชิ้นนี้อยู่ด้วย

 

 "ฉันชอบเวลาอยู่บนเวที ชอบการแสดง แต่ไม่มีอะไรง่ายเลย พวกเราต้องพยายามอย่างหนักที่จะทำให้ได้เหมือนกับที่คนที่เดินได้เขาทำกัน" เคลีซิย่า เออร์โคนิก สาวออสเตรีย

เชื้อสายแซมเบีย บอก เธอพิการมาตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ ปัจจุบัน มีอาชีพเป็นนักร้อง สำหรับชุดเสื้อผ้าที่ใช้ในการประกวด ก็เป็นชุดเสื้อผ้าที่งดงาม มีสไตล์ เหมือนที่นางแบบปกติทั่วไปใส่กันบนแคตวอล์ก

และเทียบได้กับงานแฟชั่นโชว์ใหญ่ๆ

 

 "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ฉันสามารถดีไซน์เสื้อผ้าให้พวกเธอ เหมือนกับที่ออกแบบชุดให้กับนางแบบที่ไม่พิการ หากจะมีความแตกต่างก็มีอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ นางแบบพิการจะมีปัญหาลำบาก

ตอนต้องใส่ชุดเสื้อผ้า ที่รัดรูป แนบเนื้อ" มิร่า โคเอ็ตเตอร์ ดีไซเนอร์และหนึ่งใน คณะกรรมการตัดสิน เล่าให้ฟัง ด้าน เรเนเต้ ไวด์เนอร์ จากกลุ่มพิทักษ์สิทธิคนพิการ

ชื่อว่า Partizip ผู้จัดประกวดบิวตี้ อิน โมชั่น ก็ว่า สิ่งที่ ยากลำบากและท้าทายที่สุดที่เหล่านางแบบต้องต่อสู้ เผชิญ ก็คือ อคติ!!!

 

 "ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เขาไปไกลกันแล้วเรื่องนี้ ที่นั่นคุณจะเห็นคนพิการในหนังโฆษณาทางทีวี และพวกคนพิการสามารถทำมาหากินในสายอาชีพนี้ แต่ที่นี่ (ในยุโรป)

ยังเป็นไปไม่ได้"

 

 นีน่า วอร์ตมัน หญิงเยอรมัน ที่เข้าร่วมประกวดบิวตี้ อิน โมชั่น เมื่อปี ๒๕๔๗ หลังจากเธอประสบอุบัติเหตุ จนเป็นอัมพาตได้ ๑ ปี และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินด้วยในปีนี้

บอกว่า หลักสูตรนางแบบสามารถทำให้ผู้ที่กลายเป็น "คนพิการ" แบบกะทันหัน ได้เรียนรู้ที่จะรักษาสุขภาพให้ดี เสริมสร้างบุคลิกภาพ และความมั่นใจในตัวเอง "สิ่งสำคัญในอาชีพนี้ก็คือ

แรงบันดาลใจ คุณต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเอง อย่ามัวนั่งคอตก ซึมเศร้าบนรถเข็น แต่จงเชิดหน้าไว้ และคิดไว้เสมอว่า คนที่ไม่พิการที่เดินไปมาอยู่ตามถนน จะไม่เห็นอะไรในโลกเลย

หากมัวแต่ก้มหน้าลงมองพื้น"

 

ที่มา : มติชนออนไลน์ ๑๒ พย. ๒๕๕๐

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เรื่องนี้น่าสนใจมากๆเอาใจเขามาใส่ใจเราดีจริงๆ><

#1 By Seiz on 2007-11-15 06:38

ความเท่าเทียม ความยุติธรรม สิทธิ ,,
ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีอยู่จริงหรอก ,,
Hot! เห็นด้วยเลย ไม่มีใครต้องการความสงสารหรอก
เพราะพวกเธอมีความสามารถ ไม่ให้งานเพราะอคติส่วนตัว เราว่ามันไม่แฟร์
ชอบคำพูดตรงสามบรรทัดสุดท้ายจัง
เราจะไม่เห็นอะไรในโลกเลย หากมัวแต่ก้มหน้าลงมองพื้น
เพราะฉะนั้นก็จงเชื่อมั่น เชิดหน้าเข้าไว้ เต็มที่กับสิ่งที่ทำก็แล้วกันนะจ๊ะ

#3 By Little Little on 2007-11-15 10:56

บ้านเขาเปิดกว้างจริงๆ นะคะ Hot!
อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจในการต่อสู้ (เพื่อความฝันของต้องเองขึ้นมาทันที) เพราะเราครบ 32 เราโชคดีกว่าเพื่อนอีกหลายครบที่ไม่ครบ 32 ดังนั้นเราต้องสู้

จะไม่เสียเวลาไปนั่งซึมเศร้าอีกต่อไปbig smile

#4 By นกจร on 2007-11-15 14:31

*-*
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานจริงๆครับ
มองลึกลงไปข้างในแล้ว คนพิการก็ไม่ต่างจากเราเลยครับ
สู้ๆครับ ผมคนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมแห่งการให้โอกาสแก่คนพิการ
big smile Hot!

#5 By ::poompuien:: on 2007-11-15 15:45

surprised smile เหมือนเคยเห็นข่าวอยู่เหมือนกัน รู้สึกชื่นชมจริงๆ
เรื่องนี้น่าสนใจน่ะค่ะ แต่น้อยคนนักที่จะได้รับโอกาส อ่านแล้วรู้สึกยินดี และเป็นกำลังใจที่ดีมากค่ะ Hot!

#7 By My Angel... on 2007-11-15 18:29

กำลังใจครับ

คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างบนโลกดีขึ้นได้
อย่างไม่น่าเชื่อ

#8 By apple666 (Nopphasul) on 2007-11-15 18:30

น่าสนใจนะครับ กรุงเทพฯ เราไหนๆ ก็จะดัน (ทุรัง) ให้เป็นเมืองแฟชั่นอยู่แล้ว น่าจะลองเอาไอเดียนี้มาใช้ดูบ้าง...ก็ได้ไม่สวยแต่อย่างเดียว ^_^ Hot!

#9 By วัชระ on 2007-11-15 23:23

ชอบบทสรุปมากเลยครับ เชิดหน้าเข้าไว้ เราก้หนึ่งในตองอูเหมือนกันbig smile
เพียงแนะนำต่ออีก 4คน เราก็จะได้ขั้นที่ 1 และได้เงิน 320 ต่อเดือน แล้วหาสมาชิกอีก 16 คนให้ 4 คนที่หา
แต่จะให้ 4 คนนั้นหาเองก็ได้แต่แบบว่าใครอยากได้ตังไวก็ช่วยกันหา พอครบ16 คนเราก็จะอยู่ขั้น2 เราจะได้เดือนละ
1280 บาทต่อเดือน กำไรเห็นๆ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มก็ส่งความต้องการมาที่ petai_1@hotmail.com

#12 By petai (58.147.36.159) on 2007-12-18 18:09