สวัสดีปีใหม่ค่ะ...หายไปหลายวัน เพื่อนๆ ทำอะไรกันบ้างคะช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา สำหรับเราเองก็ไม่มีอะไรมาก ได้ไปเที่ยวมานิดหน่อย แล้วก็ได้ฟังหนังสือ(นิยาย)อย่างที่ตั้งใจไว้ อิๆ

 

ช่วงเวลาที่หยุด มีเพื่อนๆ มาเต็มบ้าน นั่งคุย นั่นทานอาหารด้วยกัน นั่งเล่น ดูหนังและทำอะไรสารพัดที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนเลยนี่ช่างเป็นช่วงเวลาที่เหมือนอยู่ในความฝันเลยค่ะ แต่...ชีวิตของคนเราก็ไม่ได้มีอยู่แค่ช่วงเวลาแบบนี้เท่านั้น เพราะในวันหนึ่งพอตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้พบกับความเป็นจริงที่ว่าวันหยุดได้หมดลงไปแล้ว เพื่อนๆ ที่มาพักด้วยช่วงวันหยุดต่างเดินทางกลับไปสู่ภาระหน้าที่การเรียนและการงานของตัวเองกันหมด แล้วบรรยากาศในบ้านของเราก็กลับสู่สภาวะเงียบเหงาตามปกติ ตัวเราเองก็ต้องพยายามปลุกตัวเองให้ตื่นจากความฝันของช่วงวันหยุดที่ผ่านมาและดึงตัวเองกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงกับงานที่รอให้ทำอยู่ตรงหน้า แต่นั่น...ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย L

 เคยคิดกันไหมคะว่าชีวิตของเราจะเป็นยังไง ถ้าวันหนึ่งเราสามารถทิ้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อมาทำอะไรอย่างที่เราอยากจะทำ แต่สิ่งที่ทำอาจสวนทางกับสิ่งที่ควรทำ เช่น ในกรณีของเรา...อยากอยู่ในโลกของตัวอักษร(ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน) แล้วลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว จริงอยู่ว่านั่นอาจทำให้เรามีความสุขได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่นั่นหรือคือความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเรา ถ้านั่นไม่ใช่...แล้วคำตอบมันคืออะไรกันหนอ?  

เอ่อ...วันนี้มาแปลกแฮะ (เพื่อนๆ กำลังคิดอยู่ใช่ไหมคะ) ที่จริงอยากเขียนเล่าเรื่องที่ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งที่ลอนดอน (มาดามทุสโซ) มาน่ะค่ะ แต่พอเขียนไปเขียนมาไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ก็ไม่รู้ :P

 

เอาเป็นว่าเมื่อวันเสาร์ที่แล้วเราได้มีโอกาสไปคล้องแขนถ่ายรูปกับคนดังระดับโลกมาหลายคน (แต่รูปอยู่ไหนไม่รู้ อิๆ) ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีเวลาเพียงสองชั่วโมงในการเดินทักทายหุ่นขี้ผึ้งคนดังเหล่านั้น แต่พี่ๆ ที่ไปด้วยกันต่างออกปากกันว่าเหนื่อยกว่าไปเที่ยวปีนเขาปีนน้ำตกกันหลายเท่า เพราะถึงแม้ว่าคนดังที่พวกเราไปพบปะมานั้นจะเป็นเพียงแค่หุ่นขี้ผึ้งก็ตาม แต่พวกเราก็ต้องพยายามฝ่าฝูงชนมากมายเพียงเพื่อเข้าไปถ่ายรูปกับคนดังเหล่านั้นเช่นกัน ไม่ผิดอะไรเลยกับตัวเป็นๆ ของพวกเขา

 

ไอ้เจ้าความมีชื่อเสียงนี่นะ มันช่างดูน่าหอมหวานและน่าสะพรึงกลัวไปในเวลาเดียวกันเลย...

 

สิ่งที่เราชอบในการเที่ยวครั้งนี้คือเราสามารถสัมผัสตัวหุ่นขี้ผึ้งเหล่านั้นได้โดยไม่มีการหวงห้าม จะไปกอดคอ คล้องแขน หรือทำอะไรก็ได้อย่างที่อยากทำเวลาโพสท์ท่าถ่ายรูปกับหุ่นเหล่านั้น เรียกว่าได้สัมผัสแบบระยะประชิดไม่ใช่แค่ไปยืนถ่ายรูปอยู่หน้าเส้นเชือกที่กั้นหุ่นเอาไว้ คุณจะถ่ายรูปกับใครก็ได้ตั้งแต่ควีนอลิซาเบธ, เจ้าชายวิลเลียม, เดวิด เบคแฮม, แบรด พิทท์, ดาราหนังแขก, คนดังทางการเมือง ไปจนถึงพวกยอดมนุษย์ต่างๆ ประมาณว่ามีคนดังในทุกวงการให้นักท่องเที่ยวแต่ละคนได้มีโอกาสกรี๊ดคนที่ตัวเองชื่นชอบ

 

แล้วยังตอนเกือบจบการทัวร์พิพิธภัณฑ์ที่มีโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้นั่ง black cab จำลองอีกด้วย (ตอนนี้เป็นตอนที่เราชอบมากที่สุด) เพราะถึงแม้จะไม่ได้สัมผัสหุ่นขี้ผึ้งเวลานั่งรถ แต่ก็ยังมีเสียงบรรยายภายในตัวรถและจากพี่ที่นั่งไปด้วยกัน ก็ทำให้ได้บรรยากาศไปอีกแบบ แต่ตอนที่จะขึ้นนี่สิมีลุ้นนิดหน่อย เพราะว่าตัวรถจำลองเหล่านี้จะเลื่อนมาช้าๆ ตามสายพาน นักท่องเที่ยวจะต้องกระโดดขึ้นรถกันเพราะว่ารถจะไม่หยุดให้ได้ขึ้นกันอย่างสบายๆ เราเลยต้องใช้ความว่องไวเป็นพิเศษ (ลองนึกภาพดูสิ คนตาบอดพยายามก้าวขึ้นรถที่เลื่อนไปเรื่อยๆ น่ะ) ตอนแรกก็แอบนึกหวั่นเล็กน้อย แต่ปรากฎว่าทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เพราะมีคนคอยช่วยส่งขึ้นรถและดูแลความเรียบร้อยให้ เจ้าหน้าที่จะดูแลให้เรานั่งให้เรียบร้อย พับเก็บไม้เท้า และดึงเอาตัวล็อคแบบที่มีตามเครื่องเล่นในสวนสนุกลงมาเสียก่อน เค้าถึงจะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่อีกคนปล่อยให้พี่ที่มาด้วยกันอีกคนขึ้นรถตามมาได้ เราไม่รู้เลยว่าเค้าทำแบบนี้จนถึงตอนลงนั่นแหล่ะ มีคนคอยรับอยู่ที่ปลายทาง และพวกเราก็ต้องรออีกสักพักกว่าพี่คนนั้นจะตามมาถึง เราถึงได้รู้กันว่าทางเจ้าหน้าที่เค้าปล่อยรถหลังคันของเราให้ว่างถึงเกือบสิบคันแน่ะ เรียกได้ว่าเรื่องความปลอดภัยของที่นี่มาเป็นอันดับแรก

 

และนั่นก็คือความประทับใจจากการไปเยือนพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของเรา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

จำได้ว่า หุ่นขี้ผึ้ง ไม่ได้ไปเที่ยวนานมากแล้ว
หวัดดีปีใหม่ครับ แวะไปบลอกด้วยนะครับquestion

#1 By DoDo on 2008-01-06 20:00

ดีจังเลยปอม พิพิธภัณฑ์ที่นี่บริการน่าประทับใจจริงๆ
ได้ทั้งถ่ายรูป นั่งรถ แถมดูเรื่องความปลอดภัยให้ด้วยbig smile

#2 By Little Little on 2008-01-06 20:57

อา...น่าไปจัง อยากดูหุ่นขี้ผึ้งมานานแล้ว เรายังไม่เคยดูเลย

อืม...ความฝันกับความจริงเหรอคะ พูดยากแฮะ...
ในเช้าของบางวัน
บางทีเราก็นอนต่อเพื่อจะัฝัน
แล้วเราก็ทำได้จริงๆ

แต่สุดท้ายฝันก็เป็นแค่ฝัน ฝันไม่ได้กลายเ็ป็นจริง แต่ฝันเป็นแรงผลักดันให้เราสร้างสิ่งที่ต้องการขึ้นมา เราคิดอย่างนั้น ไม่รู้คนอื่นจะคิดว่าไงบ้าง

#3 By Jasmine✿Lala~ on 2008-01-06 21:06

นึกว่ามีรูปให้ดูด้วยsad smile

#4 By Ripley on 2008-01-06 23:11

น่าสนุกจังเลยครับคุณปอม... ปอนวันๆ ได้แต่อยู่บ้านไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

ส่วนเรื่องที่คุณปอมเขียนตั้งแต่แรก ปอนก็คิดอยู่ตลอดเวลาครับ ทั้งๆ ที่สามารถทำให้เรามีกินมีใช้ได้ด้วยนะแต่ก็ทำไม่ได้ครับ เพราะหากทำคนหลายคนจะไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เราสละความสุขเล็กน้อยให้คนที่อยู่รอบตัวเราสบายใจดีกว่านะครับdouble wink confused smile

#5 By ปอนปอน on 2008-01-07 00:51

ส่วนตัวคิดว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็คือการสืบทอดลูกหลานไม่ให้สูญพันธุ์อะค่ะ (เอ๊ะ ยังไง) แต่... ไหนๆ มนุษย์ก็จะล้นโลกอยู่แล้ว ไม่สืบพันธุ์ซักคนสองคนคงไม่แปลกหรอกมั๊ง ฮาฮา

ถ้าไม่มีความหมายอื่นใดที่สำคัญกว่านี้ การทำให้ตัวเองมีความสุข ก็ไม่ผิดอะไรน่ะสิ? ก็น่าจะพอแล้ว?

อืม.. จริงๆ มีคำกล่าวนึงที่ชอบมากๆ แต่ดันจำไม่ได้ว่าไปเจอมาจากไหน เขาบอกว่า ถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นยิ้มได้ มีความสุขได้สักครั้ง ก็เท่ากับว่าชีวิตของเรามีความหมายแล้ว หุหุ

เรื่องพิพิธภัณฑ์นี่ เขาดูแลดีจังนะคะ confused smile

#6 By Choco on 2008-01-07 19:03

พูดยากนะ ถ้าให้พูดจะยิ่งยาว ยาว ยาว ยาววววออกไปเรื่อยเลยไอ้เรื่องทำสิ่งไหนดีระหว่างหน้าที่ความรับผิดกับความต้องการของเราเอง มีคำง่าย ๆ คำเดียวที่มักจะบอกตัวเองอยู่เสมอเมื่อรู้สึกแบบนี้คือ compromise จนกว่าเราจะละได้ดุจดังพระอรหันต์แล้วเราก็ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏถจักรของการเอาตัวรอดนะ อ้าว เห็นป่าวววยิ่งพูดยิ่งยาวยาวยาวยาว 555angry smile embarrassed

#7 By ปาระตี on 2008-01-19 09:41

น่าสนุก อยากไปเที่ยวบ้างจัง
cry

#8 By Apple (149.159.3.38) on 2008-01-19 11:14