เชื่อหรือไม่ว่าก่อนจะไปช้อปปิ้งประจำสัปดาห์เรากับเพื่อนที่บ้านต้องดูดินฟ้าอากาศกันก่อนด้วย...ธรรมดาเช้าวันอาทิตย์จะเป็นช่วงเวลาที่บ้านของเราจะไปช้อปปิ้งเพื่อซื้ออาหารเข้าบ้านประจำสัปดาห์ เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เทสโก้คนน้อย ไม่ต้องไปเบียดกับคนดี แต่ทว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราเปลี่ยนตารางกันเล็กน้อยเพื่อไปช้อปเช้าวันเสาร์แทน สาเหตุเพราะว่าเพื่อนเราดูพยากรณ์อากาศบนเว็บแล้วพบว่าวันเสาร์จะเป็นวันเดียว(ในช่วงนี้)เท่านั้นที่จะมีแดด อากาศดี ฝนไม่ตก เพราะหลังจากนั้นอากาศจะเลวร้ายมาก (ก่อนหน้านั้นก็ด้วย) ลมแรง ฝนตก อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ รู้สึกแปลกๆ ที่แค่จะไปซื้ออาหารก็ต้องดูพยากรณ์อากาศกัน แต่...จริงๆ แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ชักติดที่จะต้องถามสภาพอากาศจากเพื่อนก่อนเวลาที่พวกเราจะไปไหน เพราะว่าจะได้แต่งตัวได้ถูก

 

แต่...อากาศที่เกาะอังกฤษแห่งนี้นี่มันก็ช่างเปลี่ยนแปลงแปรปรวนบ่อยเสียเหลือเกิน เพราะว่าการเช็คอากาศต้องทำกันแบบวันต่อวัน (หรือบางทีทุกสองสามชั่วโมงกันเลยทีเดียว) แล้วอากาศมันก็ช่างพยากรณ์ยากซะเหลือเกิน ที่คนไทยเราชอบบ่นกันว่าพยากรณ์อากาศของเมืองไทยนี่ไม่ค่อยแม่นนั้น อยากบอกว่าที่นี่ก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่เลย ถ้าดูอากาศแบบทายล่วงหน้าสองสามวันนี่ก็อย่าไปคาดหวังมากว่าจะถูก หรือแม้แต่แบบวันต่อวันก็เถอะ เพราะเพื่อนเราเวลาเช็คอากาศทีจะต้องเช็คประมาณสองถึงสามเว็บเพื่อหาค่าเฉลี่ยสูงสุด แต่...เจ้ากรรม...บางทีแต่ละเว็บมันก็พูดกันไปคนละอย่าง (อันนี้เพื่อนกระซิบว่าถ้าเจอแบบนี้ให้เชื่อเว็บที่บอกว่าฝนตกไว้ก่อน)

 

คิดว่าเพื่อนๆ คงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของอากาศที่อังกฤษกันมาบ้างว่าฝนตกบ่อยมากกก ก็จริงค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะตกแบบปรอยๆ (คุณลุงคนหนึ่งเค้าเรียกว่าฝนตกแบบขี้เกียจ เพราะตกเหมือนไม่อยากตก) น้อยครั้งที่จะตกแบบมีฟ้าผ่าฟ้าร้องแบบบ้านเรา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราทำจนเป็นนิสัยคือพกร่มติดตัวตลอดเวลาค่ะ เพราะเดาไม่ได้ว่ามันจะตกลงมาเมื่อไหร่

 

พูดถึงเรื่องร่มนี่ก็มีเรื่องเสริมนิดหน่อย ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันที่คนที่นี่เค้าจะใช้ร่มสีดำกัน (มันผู้ดีตรงไหนก็ไม่รู้) ไม่มีหรอกที่จะใช้สีสันหวานสวยอย่างบ้านเราน่ะ ครั้งแรกที่เรามานี่เราก็พกร่มติดตัวมาจากเมืองไทย ร่มเราสีม่วงอ่อนค่ะ (แถมมีกบเคโระสีเขียวอีกด้วย!) แต่เราก็ไม่สนใจค่ะ ใช้ไปแหล่ะก็ซื้อมาแพงนี่ แต่...ร่มคันนั้นก็ได้มีอันเป็นไปไปเรียบร้อยแล้ว ลมที่นี่แรงมาก แบบว่าเราทำร่มหักไปแล้วสองคัน คันที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นคันที่สาม แล้วสุดท้ายก็ต้องมาใช้ร่มสีดำจนได้ (แถมตอนซื้อนี่มีป้ายสอนวิธีการใช้ร่มด้วย ว่าควรถือให้ต้านลมอย่างไรจึงจะไม่หัก)

 

วันก่อนเราได้ฟังบทความหนึ่งของคุณชลนินทร์ จากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ที่เขียนเกี่ยวกับแง่คิดธรรมะจากหนังเรื่อง Seasons Change คุณชลนินทร์เปรียบเทียบหัวใจของคนเราว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกับฤดูกาลที่เปลี่ยนไป แล้วแนะนำให้เราลองมาฝึกสังเกตดูว่าเราเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในใจนั้นของเราเหมือนกับที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลหรือไม่

 

เราฟังบทความนี้จบแล้วก็ให้นึกย้อนมาดูอากาศอันแปรปรวนของอังกฤษและความคิดของคนเราว่ามันก็ช่างเหมือนกับอากาศที่นี่เหมือนกัน (ประมาณว่าไม่ขอพูดถึงความเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลที่อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปกว่าที่เราจะสังเกตเห็นว่าฤดูใหม่กำลังก้าวเข้ามาเยือนแล้ว) แต่เราคิดว่าความคิดของคนเรานี่มันเปลี่ยนแปลงจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่งรวดเร็วเสียเหลือเกิน วินาทีหนึ่งเราอาจกำลังคิดเรื่องเรียน วินาทีถัดไปจิตเราอาจเปลี่ยนไปคิดถึงเรื่องอาหาร, เพื่อน, อดีต, อนาคต...โอย...สารพัด ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรเลยกับอากาศที่นี่ เพราะนาทีนึงอาจแดดออก นาทีถัดมาฝนก็อาจตกลงมาได้แบบไม่ทันให้ได้ตั้งตัว แล้วนาทีต่อไปอาจกลายเป็นหิมะ...อะไรก็เกิดขึ้นได้ เรียกได้ว่าวันนึงอาจมีครบทั้งสี่ฤดูกันเลย

 

เพื่อนๆ เคยลองหยุดสังเกตตามดูความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองกันบ้างมั๊ยคะ เราอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองดูนะคะ แล้วเพื่อนๆ อาจจะได้แปลกใจกับความรวดเร็วฉับไวของจิตคนเราที่คิดไปได้สารพัดสารพันเรื่องภายในชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาที ลองเริ่มแบบง่ายๆ ตอนที่พึ่งตื่นขึ้นมาตอนเช้าน่ะค่ะ ลองอยู่เงียบๆ แบบไม่ต้องเปิดวิทยุหรือโทรทัศน์รับฟังรับชมข่าวสาร แล้วลองเฝ้าสังเกตดูว่าพอลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อนๆ คิดถึงอะไร แล้วนาทีถัดไปตอนลุกขึ้นจากเตียงคิดอะไร เดินไปเข้าห้องน้ำคิดอะไรอยู่ เป็นต้น ลองตามดูสิคะว่าจิตเราเปลี่ยนความคิดไปกี่เรื่องแล้ว...ถ้าเริ่มสังเกตและเริ่มตามทันความคิดของตัวเราเองแล้วละก็เท่านี้เพื่อนๆ ก็ได้ชื่อว่าได้เริ่มปฏิบัติธรรมแล้วล่ะค่ะ หลายคนพอได้ยินคำว่าธรรมะแล้วอาจคิดไปว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ เรื่องของคนแก่ ไม่ใช่เรื่องของคนหนุ่มสาวแต่อย่างไร (เราเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน) ที่จริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะธรรมะคือเรื่องธรรมชาติ เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ เพียงแต่พวกเราไม่ได้สังเกตหรือตามดูอย่างจริงจังเท่านั้นเองค่ะ

 คำสอนที่ว่าไม่มีอะไรเที่ยงบนโลกใบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงนั้นพวกเราก็สามารถเห็นได้จากตัวอย่างง่ายๆ ของอากาศและความคิดของตัวเราเองนี่ล่ะค่ะ ไม่ต้องไปพยายามหาตัวอย่างไกลที่ไหนเลย  

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับบทความนี้
WPS8Kv hcvtmogr jluilozy esjonuls

#8 By CMYDukvPJnxb (89.248.172.50) on 2009-07-28 09:33

เรื่องนี้พอจะรู้มานานแล้วครับ แล้วก็พยายามแก้ด้วยสมาธิอยู่ ปัจจุับันยังคงสมาธิสั้นอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย

#7 By เจ้าชายน้อย on 2008-01-22 20:06

เข้ามาอ่านบทความของคุณ(เริ่มจากเรื่องหนังสือเสียงที่ B2S)ได้พักนึงแล้ว...
รู้สึกดีจังเลยค่ะ..

คนเรามักมองข้ามสิ่งต่างๆได้รวดเร็วเสมอตามอารมณ์...วันนี้เลยลองพิจารณาอารมณ์ของตัวเองตามที่คุณแนะนำ..

ปรากฎว่าปวดหัว..55..

#6 By cheery (124.121.185.57) on 2008-01-18 11:33

คือคุณปอมกำลังสอนให้ทุกคนมีสติทุกการกระทำใช่หรือเปล่าครับ ปอนว่าถ้าคนเรามีสติ การกระทำก็จะเป็นสิ่งที่ดีไม่ฝืนธรรมชาตินะครับdouble wink

เรารู้ตัวเอง เราก็จะกำหนดสิ่งต่างๆ ได้ง่ายๆ นะครับconfused smile

#5 By ปอนปอน on 2008-01-17 23:40

คุรปอมครับ
เพื่อนผใเขาบอกว่า ลองสังเกตุคูทุกคนสิ ไม่มใครสักคนเดียวที่ นั่ง หรือเดินอยู่ จะอยู่กับตัวเอง ตอนนั้นเพราะตลอดเวลา จิตใจเราจะคิดถึงเรื่องนั้น เรื่องนี้อยู่ตลอด น้อยครั้งนักที่จะคิดว่า ตอนนี้เราคือใคร กำลังทำอะไร เพราะขนะที่กำลังเดินอยู่ใจก็อาจจะกำลังคิดอาหารมื้อเย็น หรือ คิดถึงแฟนว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ทำนองนั้น อากาศอังกฤา กับเมืองไทย ถ้าเป็นจิตใจคนผมว่ามันเหมือนกันนะครับ

#4 By ืทวีศักดิื ถาวรรัตน์ (203.113.76.74) on 2008-01-16 14:57

อนุโมทนาครับ ^^

#3 By gomora on 2008-01-15 23:01

ใจยังมีอะไรรกๆ อยู่มากค่ะ ความอยากในการหยุดสังเกตความคิดจิตใจตัวเองเลยยังไม่เกิด ฮะๆ

#2 By Choco on 2008-01-15 11:15

อิจฉาจัง ที่กรุงเทพเช้านี้เหงื่อเริ่มซึมแล้วsad smile

#1 By paul (202.29.129.10) on 2008-01-15 07:00