ตาบอดฝึกพิมพ์ดีด

posted on 17 Oct 2008 04:25 by nupomme  in blind

(ขอบคุณ เชน หยินและหยางที่แนะนำไอเดียให้เขียนเรื่องนี้)

 

เพื่อนๆ ที่เคยเห็นเราพิมพ์ดีด (สมัยนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นพิมพ์คอมฯ แทนแล้ว) มักจะตื่นตาตื่นใจและสงสัยว่าทำไมทั้งๆ ที่ตาก็ไม่ค่อยดีเราถึงพิมพ์ได้เร็ว และวางมือได้แบบถูกต้อง (ไม่ใช่ใช้นิ้วจิ้มๆ แบบที่บางคนทำ) เราก็จะบอกว่าที่จริงกว่าจะพิมพ์ได้ขนาดนี้ ก็ผ่านประสบการณ์การพิมพ์มาอย่างโชกโชนเกือบยี่สิบปี กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ (แหมอ่านแล้วรู้สึกเหมือนต้องตะเกียกตะกายปีนบันไดความสำเร็จไงไม่รู้)

 

ครั้งแรกที่เราเริ่มเรียนพิมพ์ดีดนี่ ตอนนั้นอายุประมาณสิบขวบได้ อยู่ ป. 5 พึ่งย้ายจากโรงเรียนเก่าไปเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ จำได้ว่าคุณครูที่สอนชื่อคุณครูรุ้งเพชร ทักษะการพิมพ์ดีดสัมผัสนี่เป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่นักเรียนตาบอดทุกคนจะต้องเรียน เพราะว่ามันจะมีความสำคัญมากเมื่อเราออกไปเรียนต่อในโรงเรียนปกติหรือออกไปทำงาน

 

วิธีการสอนพิมพ์ดีดของครูก็คือครูจะให้นักเรียนท่องแป้นในแต่ละแถวว่ามีตัวอักษรอะไรบ้าง เริ่มจากแป้นเหย้า (home key) แล้วแต่ละตัวจะต้องใช้นิ้วอะไรพิมพ์ ท่องแถวแป้นเหย้านี่ก็ไม่ยากหรอกเพราะก็แค่จำว่าใช้นิ้วไหนกดตัวอะไร แต่แถวบนกับแถวล่างนี่สิ นอกจากพวกเราจะต้องจำให้ได้แล้วว่าจะต้องใช้นิ้วอะไรพิมพ์ตัวอะไร ครูยังให้พวกเราจำอีกว่าต้องก้าวนิ้วไปทางซ้ายหรือขวา เพราะพวกเรามองไม่เห็น เลยต้องบอกอย่างละเอียดเพื่อที่จะได้พิมพ์ได้ถูกต้อง เช่นสระ อะ นิ้วชี้ซ้ายก้าวขึ้นขวา, ท นิ้วชี้ขวาก้าวลงขวา, บ นิ้วก้อยขวาก้าวขึ้นขวา อะไรอย่างนี้น่ะ แค่นั้นยังไม่พอยังต้องจำอีกว่าตัวอะไรยกแคร่เป็นอะไร ถ้าใครท่องไม่ได้ก็จะโดนทำโทษ โอย...แล้วไอ้ตัวอักษรไทยนี่มันก็มีเยอะเสียเหลือเกิน แต่เราว่าแถวที่ยากที่สุดคือแถวบนสุด ตรงพวกตัว ข กับ ช น่ะ

 

พอพวกเราท่องได้ครูก็จะให้พวกเราลงมือปฏิบัติการจริงกับเครื่องพิมพ์ดีด แล้วลองคิดดูสิคะเครื่องพิมพ์ดีดสมัยเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนน่ะ (ทำไมมันฟังดูนานจังหว่า) มันเครื่องใหญ่ขนาดไหน แป้นก็หนักสำหรับเด็ก ป. 5 ตัวเล็กๆ ตอนที่เริ่มไปนั่งหัดพิมพ์จากเครื่องจริงนี่ครูก็จะสอนตั้งแต่การนั่งต้องนั่งตัวตรง ต้องวางมือและวางนิ้วอย่างไร ต้องยกข้อมือแบบไหนไม่ให้อุ้งมือลงไปทาบกับเครื่องพิมพ์ดีด อะไรพวกนั้นน่ะ จำได้ว่าสำหรับเรานิ้วที่มีปัญหามากที่สุดคือนิ้วก้อย เพราะเป็นนิ้วที่เล็กที่สุดและไม่ค่อยมีแรงกด แล้วไอ้เครื่องพิมพ์ดีดแบบเก่านั่นน่ะถ้าแรงกดไม่เท่ากันตัวหมึกที่ออกมามันก็จะเข้มจางต่างกัน ก็ต้องฝึกกันอยู่นานกว่าจะฝึกให้นิ้วก้อยมีแรงได้ พิมพ์ออกมาได้ความเข้มของหมึกสม่ำเสมอไม่ต่างกันจนเกินไป

 พวกเราเรียนพิมพ์ภาษาไทยอยู่ 1 ปี แล้วต่อจากนั้นพอขึ้น ป. 6 ก็เปลี่ยนมาฝึกเรียนพิมพ์ภาษาอังกฤษกัน ขั้นตอนก็ไม่ต่างกันกับตอนเรียนภาษาไทย คือเริ่มจากการท่องแป้นก่อน...etc., etc. แต่เราว่าภาษาอังกฤษนี่ง่ายกว่ากันเยอะเลยเพราะมีตัวอักษรน้อยกว่า ถึงจะเรียนทีหลังแต่เราก็ว่าเราพิมพ์ภาษาอังกฤษคล่องก่อนพิมพ์ภาษาไทยนะ... 

พอขึ้น ม. 1-3 พวกเราก็จะสามารถเอาทักษะการพิมพ์ดีดสัมผัสนี้มาใช้ประโยชน์ได้ตอนเรียนคอมพิวเตอร์ สมัยนั้นหลักสูตรของโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ คือ ป.5-6 เรียนพิมพ์ดีด พอขึ้น ม. 1-3 ก็เรียนคอมพิวเตอร์กัน พวกเราได้เรียนคอมพิวเตอร์กันตั้งแต่สมัยโปรแกรม Word Star, Lotus และ Qbasic โน่นนนนน สมัยที่ระบบปฏิบัติการยังเป็น DOS และแผ่นดิสก์ยังเป็นแบบ 5 นิ้วครึ่ง อยู่นั่นแหล่ะ (โบราณมากเลยเนอะ)

 

ส่วนตัวเราเองคิดว่าทักษะเหล่านี้เป็นประโยชน์มาก เพราะพอเราจบ ม. 3 ออกไปเรียนต่อโรงเรียนสอนเลขานุการแถวสุขุมวิทก็ต้องไปเรียนพิมพ์ดีดอีก ตอนนั้นแอบรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ที่เราพิมพ์ดีดเป็นแล้ว ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ยังพึ่งมาเริ่มหัดพิมพ์ต๊อกๆ แต๊กๆ กันอยู่เลย J แต่ด้วยความมั่นใจมากไปหน่อยทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ...สอบพิมพ์ดีดตก! ได้คะแนนติดลบอีกต่างหาก! ไม่อยากจะเชื่อเลย เป็นไปได้ไงเนี่ย เราที่เรียนพิมพ์ดีดมาแล้วและได้ใช้มาแล้วหลายปี แต่มาสอบพิมพ์ดีดตก (โดยเฉพาะภาษาไทย) สาเหตุที่ตกคือตอนนั้นไม่รู้ว่าเค้ามีการคิดคะแนนผลงานพิมพ์ดีดกันยังไง คิดว่ายิ่งพิมพ์เร็วก็ยิ่งดี แต่ที่ไหนได้ถ้าพิมพ์ได้เร็วจริง แต่ผิดเพียบนี่ล่ะก็...ตกค่ะ เพราะวิธีการคิดคะแนนนี่ถ้าผิด 1 ที่ ก็คูณ 10 เค้าไปแล้วไปหักออกจากจำนวนคำที่พิมพ์ได้ (เอ...ชักจำไม่ค่อยได้แฮะ ใครรู้วิธีการคิดที่ถูกต้องช่วยบอกด้วยค่ะ)

 

แต่จากการตกพิมพ์ดีดนี่แหล่ะ เลยทำให้เราเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องพิมพ์ให้เร็วเป็นข้าวตอกแตก แต่สิ่งที่สำคัญคือการพิมพ์ให้ถูกต้อง เพราะพิมพ์ดีดสมัยนั้นนี่ถ้าผิดก็กด back space ลบไม่ได้ง่ายๆ อย่างคอมฯ สมัยนี้ ต้องใช้น้ำยาลบคำผิด หรือกระดาษลบคำผิดสอดเข้าไปตรงตัวที่จะลบ แล้วสมัยนั้นถึงตาเราจะยังมองเห็นอยู่ แต่ก็ไม่ได้ง่ายเลย ต้องใช้แว่นขยายค่อยๆ ส่องหาจุดที่จะลบ เจ็บปวดที่สุด บางทีให้เพื่อนลบให้ซะเลย หรือถ้าผิดมากไปล่ะก็ต้องดึงออกแล้วพิมพ์ใหม่ทั้งแผ่น

 

การพิมพ์ดีดได้นี้ไม่ใช่แค่ให้ความรู้สึกดีทางจิตใจเท่านั้น แต่มันยังมีประโยชน์มากในการเรียนของคนตาบอดอย่างเรา เพราะเราทำการบ้านส่งอาจารย์ หรือพิมพ์คำตอบส่งเวลาสอบนี่ ก็ได้ทักษะการพิมพ์ดีดทั้งนั้นแหล่ะที่ช่วย เพราะจะให้มามัวค่อยๆ เขียนนั้นคงจะไม่ทัน เผลอๆ อาจารย์อ่านลายมือไม่ออก แถมไม่เรียบร้อย เพราะเขียนตกบรรทัดบ่อยๆ อะไรแบบนี้ แล้วถ้าจะเขียนตอบเป็นเบรลล์อาจารย์ก็อ่านไม่ออกอีก สุดท้ายถ้าเขียนเป็นเบรลล์ก็ต้องมาแปลเป็นตัวอักษรปกติอีกอยู่ดี

 

เพราะฉะนั้นการที่คนตาบอดพิมพ์ดีดสัมผัสได้นี่นับว่าไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย (ก็พิมพ์สัมผัส แปลว่า ไม่ต้องใช้ตามอง แต่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส) อีกอย่างพวกเราคุ้นเคยกับการพิมพ์มาเป็นอย่างดี ทั้งต้องเรียนหัดพิมพ์ แล้วก็เอามาใช้งานจริงเวลาออกไปเรียนในโรงเรียนปกติ และออกไปทำงาน (เคยอ่านหนังสือเจอว่าสมัยก่อนอาชีพหนึ่งที่คนตาบอดที่อังกฤษมักได้ทำก็คือการเป็นพนักงานพิมพ์ดีดนี่แหล่ะ)

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

การนับคะแนนจะมีการนับจำนวนตัวอักษรทั้งหมดก่อนครับ แล้วค่อยเอามาลบด้วยจำนวนที่พิมพ์ผิด

สำหรับแบบทดสอบที่ใช้ก็จะเป็นพวกบทความซึ่งมีการจัดหน้าและนับคำไว้เรียบร้อยแล้ว (จะมีเลขบอกไว้ที่ท้ายบรรทัด) เช่น

นางนกน้อย (9)
อยู่ในบ่อ (18) << นับต่อจากบรรทัดที่แล้ว

เป็นต้น

ถ้าพิมพ์ไม้โท แต่พิมพ์เป็นไม้เอก แล้วพิมพ์ไม้โททับไปอีกที ถึงจะดูออกยากก็โดนหักด้วยนะ open-mounthed smile

#1 By กระรอกโฉด on 2008-10-17 10:11

แอ๋วก็เริ่มมาจากพิมพ์สัมผัสเหมือนกัน โดนบังคับให้เรียนค่ะ แต่ฟังเรื่องของคุณแล้ว ต้องบอกว่า โอยฝึกฝนมากกว่าแอ๋วอีก ยอมรับในความสามารถค่ะ เพราะแบบนี้แอ๋วคงต้องไม่ยอมแพ้กับชีวิต ชิมิคะHot!

#2 By มายเดียร์ on 2008-10-17 12:41

ขอบคุณมากครับ Hot!

#3 By riddler on 2008-10-17 13:07

อย่าพิมพ์เพลินนะ
รีบปั่นงานด้วยงับ

#4 By อึ๋ม (202.29.129.160) on 2008-10-17 13:43

ผมพิมพ์สัมผัสอังกฤษได้โอเคนะ แต่พิมพ์ไทยดันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย

เพราะตอนเรียน ครูสอนพิมพ์ดีดไทยเค้าใจดี เลยเอานิ้วชี้กดเล่น ปั๊กๆๆๆ
ปัจจุบันเลยพิมพ์สัมผัสไทยไม่ได้เลย เอานิ้วจิ้มอย่างเดียว

Hot!

#5 By Buffo on 2008-10-17 13:51

Hot!

ประสบการณ์โชกโชนเหมือนกันนะครับ ยังดีคนตาสั้นมากอย่างผมเกิดในยุคคอมพิวเตอร์sad smile
พิมพ์เป็นวรรคเป็นวา พิมพ์เก่งยิ่งนัก...

เรายังพิมพ์จิ้มๆอยู่เลย สู้คุณมิได้

ขอคารวะ นับถือ

เอ๋...?
คงอ่านคอมเม้นต์ของเราได้นะ

ไม่กล้าพิมพ์ภาษาวิบัติ เกรงว่าจะไม่สันทัด
open-mounthed smile

#7 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-17 16:35

ฮิ้วอัพบล็อกแล้ว ที่แท้ต้องไปเรียนฝึกพิมพ์ดีดอย่างเป็นจริงเป็นจังอย่างนี้นี่เอง เสียงพิมพ์ของปอมถึงได้เหมือนเวลาเชนกด enter รัวๆ ฮ่าๆๆๆ

พออ่านแล้วนึกถึงตอนที่ครูภาษาอังกฤษบอกกับเชนว่า speak english fluently is not fast, it is clear. ชอบมากคำนี้ Hot!
อุ่ยยย..sad smile น่าอับอายยิ่งนัก ข้าพเจ้าพิมพ์สัมผัสไม่เป็น!
รู้สึกอายคนตาบอดเลยทีนี้..sad smile คงต้องฝึกพิมพ์มั่งซะแล้วสิ

#9 By VVITch on 2008-10-17 19:11

ผมยังจิ้มสัมผัสอยู่เลย sad smile

#10 By indybear on 2008-10-17 20:20

โอ้...อยากหัดพิมพ์สัมผัสเหมือนกันค่ะbig smile

#11 By (^_^)/nana on 2008-10-17 21:40

สวัสดีครับ คุณปอมครับ

ผมปีนป่ายนะครับ

ได้ไปอ่านในบอร์ดของ vfblind.com แล้ว

รู้สึกปลื้มจัง ที่มีคนอยากอ่านหนังสือที่ผมกำลังพิมพ์อยู่

ตอนนี้พิมพ์ไปได้สองสามบทครับ พอดีเวลาไม่ค่อยมี แต่จะทำให้เสร็จแน่นอนครับ ^^

#12 By ปีนป่าย (212.44.45.25) on 2008-10-18 01:20

ปอนก็ฝึกจากการพิมพ์รายงานเหมือนกันครับ.. ตอนนั้นแม่สอนว่าให้วางนิ้วมือยังไง แล้วก็ใช้วิธีก้าวนิ้วตามถนัด พอมาเรียนตอนอยู่ปวช.แบบจริงๆ จังๆ ก็ทำให้รู้ว่าเราก็ผิดหลักบ้างเหมือนกัน แต่ตอนนี้ก็พิมพ์ได้เร็วบ้างช้าบ้างครับ เมื่อก่อนพิมพ์เร็วเชียวแต่เดี๋ยวนี้นิ้วแข็งๆ ยังไงก็ไม่รู้sad smile confused smile

#13 By ปอนปอน on 2008-10-18 13:30

ยังจิ้มอยู่เลยค่ะ

เก่งจังเลย Hot! Hot!

#14 By เจน on 2008-10-18 20:13

พิมพ์ดีดสมัยก่อนเป็นอะไรที่คลาสสิคที่สุดครับ
เคยลองพิมพ์ๆ เล่นอยู่เหมือนกัน แต่กดไม่ค่อยตรงตำแหน่งเท่าไหร่
บางทีแถมไปกดควบสองแป้นซะงั้นเลยเรา ต้องมานั่งแงะออกอีกsad smile

ใช้คอมมา 7-8 ปีแล้วแต่ยังรู้สึกว่า้เหมือนต้องมานั่งจิ้มๆ อยู่เลยแฮะเรา
แต่ก็ขอยกย่องในความพยายามครับ Hot!

#15 By The Popup on 2008-10-18 20:31

ตอนนี้ก็ต้องมองแป้นไป พิมพ์ไปน่ะค่ะ เพราะไม่เคยเรียนพิมพ์ดีด

นับถือในความสามารถของคุณจริงๆ ค่ะ เก่งจัง Hot!
สุดยอดเลย
เเต่เรายังจิ้มๆอยู่เลยอะ
เราสนับสนุนจะให้ดาวเยอะๆเลยนะHot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#17 By ★•.°ArTb|oG•.°★ on 2008-10-19 18:58

เคยเรียนตอนมัธยม แต่คุณครูไม่สนใจเด็กนักเรียนสั่งงานแล้วก็ออกไปไม่เคยสอนระบบสัมผัสเลย จริงๆ มันเลยทำให้เรามองแป้นตลอด ก็ยังงัยดี

#18 By งุงิ (124.121.115.229) on 2008-10-29 15:15

เพื่อนเราพิมจนนิ้วหลุดลงไปแหวนเบี้ยวเลย แทบร้องไห้ จริงๆมันก็อยู่ที่การฝึกนะคะ เห็นเพื่อนเราแม่มันซื้อให้ มันฝึกทุกวันพิมพ์เร็วมากเลยอ่ะ

#19 By dkd (124.121.115.229) on 2008-10-29 15:17

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความที่นำมาแบ่งปันให้กัน。◕‿◕。

#20 By เรียนต่อต่างประเทศ (58.9.226.45) on 2009-01-17 20:20

sad smile tongue surprised smile

#21 By mook (125.24.203.187) on 2009-02-15 15:13

คุณ ปอม คะ...คุณเก่งมาก
ชื่นชม นะคะ ที่คุณเขียนบล็อกมาให้อ่าน
เอาใจช่วยค่ะ

#22 By tiki_ทิกิ (124.121.37.171) on 2009-02-20 09:59

#23 By koojnuinijijioj (206.73.209.94) on 2009-03-01 11:41