"ปอมเก่งเนอะ เดินได้คล่องแคล่วไม่ชนเลย..."

 

เพื่อนๆ ของแม่เรามักจะเอ่ยประโยคนี้เวลาที่มาที่บ้าน แล้วเห็นเราเดินไปโน่นมานี่ในบ้านได้โดยที่ไม่ชนอะไร (ยกเว้นเวลาที่มีใครเปลี่ยนที่วางของ) แถมเดินเร็ว เดินอย่างมั่นใจ เราเลยมักจะต้องตอบคำถามเดิมๆ อยู่เป็นประจำ

 

"ก็ชินแล้วอ่ะค่ะ อยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย ก็เลยไม่มีปัญหา"

 แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่ก็เป็นอีกทักษะหนึ่งที่พวกเรานักเรียนตาบอดจะได้รับการเตรียมความพร้อมจากโรงเรียนสอนคนตาบอด ทักษะนี้มีชื่อยาวๆ (ที่เราต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะจำได้) ว่า "การสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว" (Orientation and Mobility – หรือสั้นๆ ว่า O&M) 

สมัยก่อนที่เราเรียนอยู่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ เราเข้าใจว่าวิชานี้ก็คือวิชาเดินไม้เท้า คือพอถึงชั่วโมงนี้ทีไรสิ่งที่พวกเราจะได้ทำก็คือไปเอาไม้เท้ามาคนละอัน (ต้องเลือกขนาดให้เหมาะกับความสูงของตัว นั่นคือให้ไม้เท้าสูงประมาณลิ้นปี่ของเรา) จากนั้นก็ออกไปเดินแกว่งไม้เท้าไปมาภายในบริเวณโรงเรียน แกว่งซ้ายทีขวาทีตามจังหวะการก้าวเท้า วิธีที่ถูกคือต้องแกว่งไม้ไปทางขวาเวลาก้าวท้าวซ้าย สลับกันแบบนี้ บางวันก็อาจจะมีพิเศษหน่อยคือครูให้พวกเราเดินจากโรงเรียนที่อยู่สี่แยกตึกชัยไปที่อนุสาวรีย์ฯ พวกเราจะชอบมาก เพราะได้ออกนอกโรงเรียน เปลี่ยนบรรยากาศ เหมือนได้ออกไปเที่ยว แถมจะตบท้ายด้วยการที่ครูจะเลี้ยงดังกิ้นโดนัทตอนจบชั่วโมง...

 

ขอสารภาพตามตรงว่าตอนนั้นการเรียนเดินไม้เท้าสำหรับเราเป็นเรื่องที่รู้สึกว่าไม่เห็นจะได้อะไรเลย เพราะสมัยนั้นยังมองเห็นเยอะมาก เป็นคนประเภทสายตาเลือนรางที่เพื่อนๆ มักจะอิจฉาเพราะมองเห็นเยอะ เพราะฉะนั้นเวลาเดินก็จะเดินแกว่งไม้เท้าไปงั๊นๆ แหล่ะ พึ่งมาเห็นประโยชน์ก็ตอนที่มองไม่เห็นเหมือนเมื่อก่อนแล้วนี่แหล่ะ เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นคนขาดไม้เท้าไม่ได้ ต้องถือติดตัวอยู่ตลอด เพราะกลัวเดินชน (ยกเว้นเวลาเดินในบ้านหรือในอาคารที่คุ้นเคย)  

 

ที่จริงการถือไม้เท้านี่ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพได้ในระดับหนึ่ง เพราะจะทำให้คนตาบอดเดินตัวตรงได้อย่างมั่นใจ หากไม่ถือไม้เท้านี่เวลาเดินจะต้องเอาสองแขนยื่นออกไปข้างหน้าเพื่อกันไม่ให้ไปเดินชนอะไรเข้า แล้วก็จะเดินแบบกล้าๆ กลัวๆ ว่าตรูจะเดินไปชนอะไรหรือเปล่าหว่า... 

 

เขียนไปเขียนมาก็พูดถึงแต่เรื่องไม้เท้าแฮะ ที่จริงอยากจะบอกว่าการเรียนวิธีการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหวนี่ไม่ได้เรียนเรื่องการใช้ไม้เท้าอย่างเดียวเท่านั้นหรอก ทักษะนี้ยังครอบคลุมไปถึงการใช้ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวและสร้างความคุ้นเคยด้วย 

เวลาที่คนตาบอดเราไปในสถานที่ไหนเป็นครั้งแรกก็ตาม พวกเราจะต้อง(หรือควร)ได้รับการทำ O&M นี้ เพื่อให้พวกเราคุ้นเคยกับสถานที่และจะได้สามารถเคลื่อนไหวได้เองอย่างอิสระและปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่นตอนแรกที่เรามาเรียนอยู่ที่อังกฤษนี่ ผู้ประสานงานนักศึกษาพิการก็จะพาเราเดินจากหอพักของเราไปที่คณะที่เราจะต้องไปเรียน ระหว่างทางที่เดินเค้าก็จะแนะนำจุดสังเกตหรือจุดเด่นต่างๆ (landmark) ให้เราได้รู้และคอยสังเกต จะได้รู้ว่าเราเดินมาถึงตรงไหนแล้ว และถ้าเจอจุดสังเกตต่างๆ เหล่านั้นเราจะต้องไปไหนต่อ จุดสังเกตพวกนี้ก็อาจเป็นได้ทั้งพื้นถนนที่มีพื้นผิวที่แตกต่างกัน เบรลล์บล๊อก วงเวียน ไฟจราจร ตึก ฯลฯ นอกจากจุดสังเกตที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว บางครั้งจุดสังเกตที่มีอยู่ตามธรรมชาติก็สำคัญเหมือนกัน เช่น เสียงน้ำไหล กลิ่นต้นไม้ใบหญ้า อะไรพวกนี้

 

ครั้งแรกที่มาเห็นมหาวิทยาลัยแห่งนี้เราแอบรู้สึกตกใจ ทำไมมันใหญ่อย่างนี้หว่า...แล้วจะเดินได้เหรอเนี่ย เพราะฉะนั้นสองอาทิตย์แรกที่แม่มาส่งและยังอยู่ด้วย เราเลยออกไปฝึกเดินเพื่อจำเส้นทางกันทุกวัน เพื่อที่ว่าเวลาที่แม่กลับไปแล้วเราจะได้สามารถเดินไปไหนมาไหนเองได้ ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถพาลูกพี่ลูกน้องเราเดินเที่ยวชมมหาวิทยาลัยได้ตอนที่เค้ามาเยี่ยม

 สรุปก็คือนอกจากการใช้ไม้เท้าให้ชำนาญแล้ว วิชา O&M นี่ยังฝึกให้เราคนตาบอดได้หัดใช้ประสาทสัมผัสทั้งทางหู ทางจมูก และการสัมผัส เพื่อช่วยทดแทนประสาทสัมผัสทางตาในการเดินทางด้วย

  

ด้วยการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแบบนี้แหล่ะ พวกเราเลยจะสามารถหาทางกลับบ้านได้ถูกและยังบอกทางให้คนอื่นได้ด้วย เคยมีแท๊กซี่ที่เราใช้บริการแปลกใจมากเมื่อเราสามารถบอกเส้นทางจากบ้านเราไปโรงเรียนตาบอดได้ แถมรู้อีกต่างหากว่าตอนนั้นรถจอดติดอยู่ที่ไหน มีการทดสอบด้วยนะว่า "รู้หรือเปล่า ตอนนี้เรามาถึงไหนแล้ว" พอเราตอบได้เค้าก็ทึ่ง แหม...ก็มันคุ้นจะตายไปบ้านกับโรงเรียน

 และความลับอีกข้อก็คือเรายังพอมองเห็นอยู่นะ แต่แท๊กซี่อาจไม่รู้! 

Comment

Comment:

Tweet

มันเป็นความเคยชิน...เก่ง
จี๋ไม่ค่อยได้ทำ O&M เลยอะ... จะได้ทำเฉพาะในสถานที่ส่วนตัว เช่น บ้านญาติ ห้องพักในหอพัก ห้องพักในโรงแรม อะไรพวกนี้มากกว่า
แล้วพวกผู้ใหญ่ที่บ้านก็จะชอบบ่นจี๋...
"ทำไมเดินไม่คล่อง"
"ทำไมไม่รู้จักไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง"
"ทำไมไม่เก่งเหมือนคนนั้น... คนนี้"
แต่เวลาจี๋ขอให้เขาช่วยพาเดินสำรวจ หรือทำความคุ้นเคยกับสถานที่... ไม่เห็นเขาจะช่วยจี๋เลย
คือรับปากว่าจะช่วย แต่ก็...เหมือนกับไม่มีเวลาอะ สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
บางทีถือไม้เท้า เขาก็ยังว่ามันเกะกะ

#19 By นิลปานัน on 2010-01-30 14:02

วิธีที่เพื่อนของคุณ peterben ใช้นั้นเรียกกันว่า echolocation ค่ะ คือการส่งเสียงออกไปเพื่อฟังเสียงสะท้อนกลับ คล้ายๆ กับโซน่าร์น่ะค่ะ ที่จริงวิธีแบบนี้เป็นวิธีที่สัตว์หลายชนิด เช่น ปลาโลมา, ปลาวาฬ หรือค้างคาว ใช้เพื่อจะได้รู้เส้นทางได้ถูกต้องน่ะค่ะ

คุณนายแอ๋วคะ ในกรณีปอมไม่หายแล้วล่ะค่ะ เพราะอย่างเดียวที่เปลี่ยนได้คือกระจกตา ซึ่งเป็นส่วนหน้าที่สุด แต่ถึงกระจกตาจะดี แต่ถ้าประสาทตาไม่ดี ก็มองเห็นไม่ปกติหรอกค่ะ เปรียบเทียบกับนาฬิกานะค่ะ ถ้ากระจกใสเรามองเห็นหน้าปัดชัด แต่ถ้าเครื่องข้างในไม่ดีก็เปล่าประโยชน์ค่ะ นาฬิกาอาจจะเดินไม่ตรงหรือไม่เดินเลยน่ะค่ะ

สำหรับคุณ visitor เคยเขียนไว้เรื่องความฝันนะคะ จำไม่ได้ว่าเอ็นทรี่ไหน แต่ถ้าสำหรับเราที่เคยมองเห็นมาก่อน ความฝันก็จะมีภาพเหมือนตอนที่มองเห็นน่ะค่ะ แต่ถ้าสำหรับคนที่ไม่เคยมองเห็นเลย ความฝันก็จะเป็นความรู้สึก เสียงหรือสัมผัสอะไรพวกนั้นน่ะค่ะ

#18 By blind bookworm on 2008-10-24 16:05

ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆต้องนับถือความอดทนและใจเลยนะครับ กับการปรับตัวให้ได้แบบนี้

คนธรรมดาอาจไม่มีวันรู้จนกว่าจะลองหลับตาแล้วเดินดู ขนาดมีไม้เท้ายังกลัวแทบตายแน่ะ

ยกให้ใจที่อดทนครับ Hot!

#17 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-10-24 10:22

หืม

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะเนี่ย
ที่จะฝึก O&M ในทุกๆที่
สู้ๆครับconfused smile

#16 By oi2egon on 2008-10-24 07:09

คือผมเข้ามาที่นี่ครั้งแรกคับ ผมได้อ่านบทความของพี่เกือบทุกอันแล้วแต่ผมยังสงสัยอยู่เรื่องนึงนะคับ ขอถามแปลกๆหน่อยว่าเวลาที่พี่ฝัน มันเป็นยังไงเหรอembarrassed

#15 By Visitor (124.120.222.20) on 2008-10-24 02:32

Hot!
ทึ่งค่ะ

#14 By So long on 2008-10-24 00:37

เป็นการใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆทดแทน สินะคะ แต่ขอบอกว่ายังไงก็เป้นการปรับตัวที่ยอดเยี่ยมจริงๆค่ะ เก่งจริงๆ

#13 By ruk21us on 2008-10-23 21:17

เซียนครับ
เห็นคนตาบอดบางคนนี่บอกเลยนะ
ผมมองไม่เห้นอุปสรรค บางทีเลยกล้าทำสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า^^' !!

แต่ก็นะ อยากจูงไปด้วยน่อ ถ้าไปด้วยกัน เสียว ><!!

#12 By Shuu Exteen on 2008-10-23 17:44

หวัดดี เราได้ลิงค์มาจากบล็อกของคุณอากศกวีแหละ

อ่านแล้วก็แอบทึ่ง ปอมต้องมีระบบประสาทสัมผัสดีกว่าเราแน่ๆ เราเคยเข้าไปเดินใน Dialogue in the dark ในงานมหกรรมวิทย์ที่ไบเทคเมื่อเดือนสิงหาที่ผ่านมา เรามึนหัว เกิดความรู้สึกอยากอาเจียน แม้ว่าซักพักเราจะเริ่มคุ้นชินกับความมืดแม้ว่าเราจะลืมตาอยู่ก็ตาม ซักพักเมื่อเวลาผ่านไป ประสาทสัมผัสเราเริ่มตื่น (มั้งนะ) แต่ถ้าเราอยู่นานกว่านั้นเราต้องเวียนหัวจนอาเจียนแน่ๆ เราก็ไม่แน่ใจว่าทำไม แต่แน่นอนว่านิทรศการนี้ทำให้เราได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับเศษเสี้ยวหนึ่งของโลกคนตาบอดเท่านั้น

อ่านเคล็ดลับของปอมแล้วเราว่า ถ้าเป็นเราก็คงต้องใช้เวลานานมากแน่ๆ sad smile

ยินดีที่ได้รู้จักนะ

#11 By unknown subject on 2008-10-23 11:22

แล้วมีโอกาสจะเห็นเหมือนปกติไหมคะ ถ้าได้รับการเปลี่ยนโดยการผ่าตัด

#10 By มายเดียร์ on 2008-10-23 10:37

เป็นคนตาดี แต่ก็อยากจะไป O&M กะเขาบ้างจังbig smile

#9 By BlogNaE on 2008-10-23 10:18

อะไรที่ไม่ได้ใช้ก็หดหายไป ที่ใช้ก็เติบโตแทนที่
เคยคิดเหมือนกันค่ะว่าถ้าวันนึงเราไม่เหมือนเดิมแล้วเราจะอยู่ได้ไหม
embarrassed

#7 By sorbet* on 2008-10-23 09:25

อิอิ
อย่าบอกน้าแท๊กซี่เค้าละกันนะคะ ว่ายังพอมองเห็นอยู่
Hot!

#6 By groundfloor on 2008-10-23 00:17

นึกถึงตอนเข้าม.4 ใหม่ๆ มีเพื่อนร่วมชั้นตาบอดสองคน ตอนแรกๆ เพื่อนก็จะคอยดูแล พาไปไหนมาไหนตลอด ตอนนี้นี่บนระเบียงตึกเรียนเดินกันคล่องเลยทีเดียว

เราว่านอกจากการใช้ไม้เท้าแล้ว เรายังรู้สึกทึ่งกับการที่คนตาบอดเดินตามคนนำน่ะค่ะ เดินได้เป็นปกติมากเลย ตอนแรกๆ เราก็จะคอยกังวล แต่พอชินแล้วบางทีลืมไปเลยว่าคนที่เดินตามอยู่น่ะมองไม่เห็น ขึ้นบันไดลงบันได ทางลาด ตามได้หมดเลย เคยพาวิ่งด้วยซ้ำ ก็วิ่งตามได้ วิ่งไปวิ่งมากลายเป็นวิ่งนำเสียอีก

ที่สงสัยอยู่ก็คือว่าการใช้ไม้เท้า จะใช้ไม้เท้ากวาดไปมาเรี่ยๆ กับพื้น แล้วถ้าเกิดมีสิ่งกีดขวางแบบห้อยลงมาจากข้างบน หรืออย่างกิ่งไม้อะไรอย่างนี้ล่ะคะ? เคยถามเพื่อน เพื่อนบอก "ก็ชนไง" แล้วก็หัวเราะ ถ้าเจอแบบนี้จะมีวิธีรู้ไหมคะว่าข้างหน้ามีสิ่งกีดขวางอยู่

#5 By Liebestraum on 2008-10-22 23:51

อ้อ อย่างนี้นี่เองครับ ร่างกายคนเรานี่ปรับตัวได้น่ามหัศจรรย์จริงๆ

#4 By Repentant on 2008-10-22 22:29

เคยพาเพื่อนตาบอดไปมหาลัย เขาจะเดาะลิ้นครั้งสองครั้ง เขาบอกว่าทำให้รู้ระยะกำแพงได้ ฟังจากเสียงสะท้อนเอา

ลองหัดดูเหมือนกันแต่แยกไม่ออกแฮะ แยกได้แต่ว่าที่ๆกว้างมากๆ กับที่แคบๆ

#3 By PeterBen on 2008-10-22 20:15

ทำไมต้องไม้เท้าขาว อ่านจากแท็กจ๊ะ
สงสัยเหมือนหมอเชนเลย
ถึงปอมจะเฉลยมาแบบนี้ก็ยังรู้สึกว่าปอมเก่งอยู่ดีแหละ

#2 By MamiLuv on 2008-10-22 19:26

คือประสาทสัมผัสที่เหลือต้องเปิดกว้างหมดเลยสินะเนี่ย เก๋เนอะที่รู้ว่าเดินถึงตรงไหนแล้วจากกลิ่นอะปอม บางทีเชนก็ลองเดินไอ้ฟุตบาทที่เขาทำตะปุ่มตะป่ำไว้ให้คนตาบอดนะ แล้วก็เลยสงสัยเหมือนกันว่าคนตาบอดเขารู้สึกจริงๆไหมว่าพื้นถนนเปลี่ยนแล้วนะ แล้วรู้ได้ยังไงว่าจะเจอไฟแดง หรือตึก หรืออะไรพวกนี้ที่ไม่แน่ว่าจะหวดไม้เท้าไปโดนละ ถามเยอะอีกแล้ว เป็นเด็กเจ้าปัญหาจริงๆเลยเรา big smile