Day 2

 พวกเราตื่นกันแต่เช้าเพื่อจะได้ลงไปทันเวลาอาหารเช้าที่นัดกับเจ้าของบ้านไว้ว่า จะขอหม่ำตอน 7 โมงครึ่ง อาหารของ B&B ก็จะเป็นพวก English breakfast น่ะ มีไข่ ไส้กรอก เบคอน เห็ด มะเขือเทศ ขนมปัง ชา น้ำผลไม้ อะไรพวกนี้ อิ่มอร่อยจริงๆ อิๆ 

 

เราออกจากที่พักตอนประมาณ 9 โมงเช้า น้องลูกเกดบอกว่าไม่ไกลหรอกพี่ เดินประมาณ 10 นาทีก็ถึง แต่วันนี้อาจเป็น 20 นาที เพราะว่าไม่ได้มานานแล้วหลังจากที่จบไป  ขอทบทวนความทรงจำเรื่องเส้นทางหน่อย 

 

หาทางเดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยแคบๆ แถวนั้นกันไปจนเจอถนนเส้นหลักได้ น้องลูกเกดบอกต่อว่าไม่พลาดแน่นอน เพราะหน้าประตูโรงเรียนมีตู้ไปรษณีย์ตู้เบ้อเริ่ม รับรองต้องกวาดไม้เท้าเจอชัวร์ หรือถ้าพลาดนะ ถ้าพวกเราเดินเลยนี่ก็จะต้องเจอสะพานที่ให้คนข้าม ซึ่งตรงนั้นพวกเราต้องเบียดๆ กันเดินหน่อย เพราะทางขึ้นอยู่บนทางเดิน เลยทำให้เหลือทางเดินแคบลง 

 

เดินคุยกันไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่เร่งรีบ เพราะรู้สึกว่าอีกตั้งนานแน่ะ ไปทันนัดตอน 10 โมง แน่นอน เดินผ่านไปเจอสิ่งกีดขวางอันหนึ่ง...

"นั่นกำแพงอะไรน่ะพี่ เมื่อก่อนนี้มันไม่มีนี่นา" น้องลูกเกดถาม แล้วก็ลองเดินอ้อมไปดู..."ไม่รู้อะไรเหมือนกันแฮะ สงสัยสร้างใหม่"

พวกเราก็เดินคุยกันต่อไป...

"เอ...ทำไมมันมีทางโค้งๆ แบบนี้ล่ะ" น้องลูกเกดตั้งข้อสังเกตอีก

"พี่จะรู้เรอะ ไม่เคยมานะ" เราตอบ

"สงสัยเมื่อก่อนไม่ได้สังเกต" น้องลูกเกดว่า  

แล้วพวกเราก็เดินกันต่อไป...

"ทำไมฟุตบาธมันเรียบจังเลย เดี๋ยวนี้เค้าทำดีขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย" น้องตั้งข้อสังเกตอีก

"คงงั๊นมั๊ง" เราเออออตาม "ก็มันตั้งหลายปีแล้วนะ แถวมหาวิทยาลัยพี่ก็ทำใหม่"

 เดินไปเรื่อยๆ...

"เกด...อันนี้หรือเปล่าสะพานคนเดินที่เกดว่า" เราถามเพราะมองเห็นเงาของสิ่งก่อสร้างอยู่บนหัว

"เอ...แต่ไม่เห็นมีทางให้เลี้ยวเข้าประตูโรงเรียนเลยนะพี่..." น้องตอบ

เราตัดสินใจเดินต่อไปอีกหน่อย แต่น้องบอกว่า

"เราว่าเลยแล้วล่ะ มันนานเกินไปแล้ว ประตูโรงเรียนไม่น่าจะไกลจากบ้านขนาดนี้" น้องลูกเกดชวนเดินกลับ พวกเราดูเวลาตอนนั้นถึงได้รู้ว่าเลยเวลานัดไป 15 นาทีแล้ว รีบโทร.ไปโรงเรียนถามว่าจากบ้านที่เราอยู่นี่ต้องเดินผ่านไฟจราจรกี่อัน คนรับก็บอกไม่แน่ใจ จะบอกเค้าว่าอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ เพราะแถวนั้นไม่มีอะไรเลย นอกจากไฟจราจร เลยฝากให้บอกอาจารย์ที่เรานัดไว้ว่าพวกเราไปสายนะ เพราะยังหาทางไปโรงเรียนไม่เจอ!

 

เดินย้อนกลับไปได้สักพัก เจอทางเข้าไปไหนสักที่ ลองเลี้ยวเข้าไปดู ปรากฎว่าไม่คุ้น แต่ไปเจอป้ายอันนึง เอามือคลำตัวอักษรบนป้าย (โชคดีที่เป็นตัวลอยๆ ให้จับได้) ได้ความว่า "Whittington Hall" รีบโทร.กลับไปโรงเรียนอีกที บอกว่าเราอยู่ตรงนี้ คนรับคนนั้นขึ้นเสียงสูงพร้อมกับบอกว่า "You've gone toooooooo farrrrrrr!!!" (เธอเดินเลยไปไกลแล้ววววว) 

 

ทีนี้เลยมั่นใจได้ว่าเดินเลยแน่ๆ พวกเราเลยรีบเดินกันใหญ่ เพราะสายแล้ว ตอนที่เดินย้อนกลับนี่ถ้าเจอทางอะไรที่เหมือนจะเป็นทางเข้าได้ละก็...เดินเลี้ยวมันทุกอัน แต่ก็ยังไม่ใช่...จนมาถึงตรงที่น้องลูกเกดถามว่า "นั่นกำแพงอะไรน่ะ" ตอนขาเดินมา สรุปว่านั่นแหล่ะคือสะพานคนเดินที่น้องบอกไว้แต่ต้นว่าถ้าเจออันนี้คือเลยแล้ว...เฮ้อ...ในที่สุดก็ถึงโรงเรียน เพื่อให้แน่ใจว่าถูกก็เดินย้อนกลับไปดูว่ามีตู้ไปรษณีย์อย่างที่รู้ว่ามีหรือเปล่า ปรากฎว่ามี...แต่เราว่าตู้มันผอมนิดเดียวเอง ไหนบอกว่าใหญ่ สงสัยขาไปคงคุยเพลินจังหวะที่กวาดไม้เท้าเลยไม่เจอตู้ อิๆ 

 

เข้าไปถึงโรงเรียน ดูนาฬิกาอีกที ปรากฎว่าตอนนั้น 10 โมงครึ่ง (จากที่จะเดินกันแค่ 10-20 นาที ดันเดินไปตั้ง 90 นาทีโน่น ดูฟุตบอลจบได้เกมนึงเลยมั๊ง อิๆ) เจอกับอาจารย์ที่นัด เค้าเจอลูกเกดก็ดีใจใหญ่ เพราะไม่นึกว่าจะได้เจอศิษย์เก่า น้องบอกว่าเดินเลยโรงเรียน อาจารย์บอกว่าต้องทวงใบประกาศคืนแล้วมั๊งเนี่ย (นักเรียนตาบอดที่นี่จะได้รับการฝึก orientation and mobility (วิชาการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว))

 

พอทักทายกันเสร็จ อาจารย์คนนั้นก็พาเราเดินดูโรงเรียนนิดหน่อย (ที่จริงตามตารางที่จัดไว้แต่แรกเราจะได้ทัวร์โรงเรียนตอนช่วง 10.00-10.35 น.) แต่เนื่องจากมาสายเลยอด อาจารย์พาตรงไปเข้าห้องเรียนวิทยาศาสตร์อย่างที่เราขอมาล่วงหน้าเลย

 

ชั่วโมงวิทยาศาสตร์ที่เราได้เข้าไปนั่งสังเกตการณ์ในวันนี้เป็นชั่วโมงชีววิทยา มีนักเรียนผู้ชาย 2 คน กับครู 1 คน วันนี้พวกเค้าจะเรียนเรื่องการแยกเม็ดสีในใบไม้อะไรประมาณนี้แหล่ะ เราก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ได้เรียนสายวิทย์มา แถมพูดเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่คุ้นเคยอีก แต่ที่อยากดูการเรียนการสอนวิชานี้ก็เพราะตอนนี้ที่ไทยกำลังทำโครงการส่งเสริมนักเรียนตาบอดเรียนวิทยาศาสตร์อยู่ เลยอยากดูไว้เผื่อได้ประโยชน์

 

การเข้าไปนั่งสังเกตการณ์นี่เราก็ต้องสวมเสื้อแล็บ แว่นตา และถุงมือด้วย เพราะถ้าไม่งั๊นอาจารย์เค้าจะไม่ให้เราจับอะไร กลัวจะเป็นอันตราย (รู้สึกดีเหมือนกันนะ ประสบการณ์แปลกใหม่ ไม่เคยใส่เสื้อขนาดนี้มาก่อน) นั่งสังเกตการณ์ดูน้องๆ เค้าทำการทดลองกัน ครูให้ลงมือทำเองเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่หั่นผักที่เอามาทดลอง เอามาตำในครก ใส่สารอะไรสักอย่าง แล้วก็เอาไปหยดลงบนแผ่นอะไรอีกสักอย่าง เพื่อจะเอาไปถ่ายรูป แล้วเอามาดูกันว่าผักนั้นมีสารและสีอะไรบ้าง (เท่าที่เราเข้าใจก็ประมาณนี้) ส่วนครูนี่ก็จะคอยช่วยอำนวยความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ ให้กับน้องเพื่อที่จะให้เค้าสามารถทำการทดลองได้ แต่จะไม่มีการทำการทดลองให้ ใจความสำคัญคือเน้นให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรง ได้ทำการทดลองเอง ลงมือเอง จะได้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น

 

ตอนท้ายชั่วโมงได้มีโอกาสคุยกับครูที่สอนนิดหน่อย ครูเอาอุปกรณ์ที่น้องๆ ใช้ในการทดลองในชั่วโมงนั้นมาให้จับ สิ่งที่เค้าชี้ให้เห็นก็คือ ไม่จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์ไฮเทคเสมอไป บางชิ้นก็เป็นอุปกรณ์ทั่วๆ ไปที่นักเรียนตาดีใช้กัน แค่อาจมีการปรับนิดปรับหน่อยเพื่อให้เด็กตาเลือนรางและตาบอดใช้ได้

 

อีกอย่างที่เห็นจากการคุยกับครูก็คือ ครูรู้และเข้าใจถึงลักษณะการมองเห็นของเด็กแต่ละคน (อย่างน้อง 2 คนนี่ คนนึงเสียการมองเห็นตรงจุดกึ่งกลาง ส่วนอีกคนเสียการมองเห็นด้านข้างๆ ) พอรู้ลักษณะการมองเห็นของเด็กแต่ละคน ครูก็จะสามารถให้การสนับสนุนได้ถูกจุด

 

จบจากวิชาวิทยาศาสตร์ เราก็ได้เข้าไปนั่งเรียนกับน้องๆ อีกห้องนึง วิชาที่เราเลือกไปมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Independent Living Skill เป็นวิชาคล้ายๆ พวกงานบ้านอะไรพวกนี้ คือสอนทักษะต่างๆ เช่น ทำอาหาร ซักผ้า ดูแลทำความสะอาด ฯลฯ ให้นักเรียนตาบอดสามารถดำรงชีวิตอิสระได้ด้วยตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นทักษะสำคัญที่นักเรียนตาบอดทุกคนจะต้องได้เรียน เพื่อที่ว่าจะได้ช่วยเหลือและใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเองได้

 

ชั่วโมงที่เราเข้าไปนั่งเรียนในวันนี้จุดประสงค์การเรียนรู้คือสอนให้นักเรียนรู้จักน้ำตาลชนิดต่างๆ โดยเริ่มจากการให้อ่านคุณสมบัติและประโยชน์ของน้ำตาล จากนั้นก็ให้เด็กๆ (ห้องนี้มี 3 คน) ได้ลงมือทำเค้กโดยแต่ละคนจะใช้น้ำตาลต่างชนิดกัน ครูจะให้เด็กหัดตอกไข่ ตวงส่วนผสม (อันนี้มีเครื่องวัดน้ำหนักพูดได้) แล้วก็เอามาผสม และใส่เข้าเตาอบเอง โดยครูจะคอยช่วยดูอยู่ แต่จะไม่ลงมือทำให้อีกเช่นกัน ให้เด็กทำเอง พอทุกคนเอาเค้กเข้าเตาอบเรียบร้อย ก็จะกลับมานั่งที่โต๊ะ คราวนี้ครูก็เริ่มให้เด็กๆ ได้จับน้ำตาลชนิดต่างๆ ให้บอกความแตกต่างโดยการสัมผัสด้วยปลายนิ้วและปลายลิ้น น้ำตาลที่ครูให้ดูก็มีทั้งน้ำตาลทราย น้ำตาลไอ๊ซ์ซิ่ง น้ำตาลอะไรอีกบ้างเราก็เรียกชื่อภาษาไทยไม่ถูกเหมือนกัน รู้แต่ว่าได้ความรู้ไปกับน้องๆ ด้วย และยังแถมได้ชิมน้ำตาลชนิดต่างๆ หวานอร่อยจริงๆ อิๆ

 

ในขณะที่เราเรียนรู้ถึงน้ำตาลชนิดต่างๆ ใกล้จะจบก็พอดีกับที่เค้กที่ใส่เข้าเตาอบเสร็จพอดี พวกเราก็เลยได้ชิมเค้กชนิดเดียวกัน แต่ใช้น้ำตาลต่างชนิดกัน ได้รู้ว่ามันให้รสชาติต่างกัน เนื้อเค้กที่ได้ก็ต่างกันด้วย ช่างเป็นวิชาที่สนุกจริงๆ แถมอร่อยอีกต่างหาก แหะๆ

 

หมดช่วงเช้าก็ไปรับประทานอาหารกัน หลังจากนั้นเราก็ไปที่ห้องสมุดเพื่อพบกับบรรณารักษ์ คุยกันเรื่องเอกสาร ทรัพยากรต่างๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียน เห็นห้องสมุดแล้วอยากใช้เวลาอยู่ที่นี่นานๆ มีหนังสือเบรลล์ให้อ่านเยอะแยะมากมายเลย ทั้งหนังสืออ่านเล่น หนังสือความรู้ต่างๆ สารพัดจะมี อิจฉาเด็กๆ ที่นี่จัง

 

หมดไปแล้วอีกวัน หลังจากคุยเรื่องห้องสมุดและทรัพยากรต่างๆ เสร็จตามตารางที่วางแผนไว้ เรากับน้องลูกเกดก็เลยกลับออกจากโรงเรียนกัน ไหนๆ ก็มาต่างเมืองแล้ว ยังพอมีเวลาก็เลยเข้าเมืองไปดูโน่นดูนี่กันต่อ ก่อนจะจบด้วยไก่ Nando's แสนอร่อย เป็นมื้อเย็น...

 

ที่ร้าน Nando's นี่ก็มีเมนูอักษรเบรลล์ให้คนตาบอดได้เลือกอาหารเองตามสะดวก (ถ้าเป็นที่ไทยก็จะเป็นเมนูคนพูดได้ คือบริกรมาบรรยายให้ฟัง) เรากับลูกเกดใช้เวลาอ่านเมนู เลือกอาหารที่ต้องการ จากนั้นก็เดินไปสั่ง จ่ายตังค์ และกลับมานั่งรอให้เค้าเอามาเสิร์ฟ...

 

อืม...ไก่ Nando's แสนอร่อย รสชาติเข้มข้น แต่ไม่เผ็ดสำหรับลิ้นคนไทย กินพร้อมมันฝรั่งทอดใหม่ๆ ช่างเป็นมื้ออาหารที่ไม่เลวเลย

 

หลังจากหม่ำไก่กันไปครึ่งตัว พร้อมกับมันฝรั่งอีกกอบใหญ่ และน้ำคนละ 2 แก้ว ก็ได้เวลากลับที่พักแล้ว...

 

ออกไปยืนรอรถเมล์กันตั้งแต่ประมาณ 6 โมง กว่าๆ (คาดว่าไม่เกิน 6.20 น. แน่นอน) แต่กว่ารถจะมาก็ปาเข้าไป 7.05 ได้มั๊ง รอกันจนจะถอดใจจ่ายตังค์นั่งแท๊กซี่กันอยู่แล้ว (ถ้าหาแท๊กซี่เจอ และไม่เสียดายตังค์ค่ารถเมล์ที่ซื้อแบบ return ที่แสนแพง) แต่แล้วรถเมล์สาย 44 ที่พวกเรารอก็มาถึง คนขับอารมณ์ดี น่ารักมาก แถมยังหยอกล้อพวกเราเล่นอีกต่างหาก (ไม่เคยเจอคนขับรถที่อังกฤษเป็นแบบนี้ น้องลูกเกดลงความเห็น) นั่งกันไปได้ยังไม่ทันหายหนาว รถมาถึงที่หมายซะแล้ว ทำไมมันใกล้งี๊อ่ะ จ่ายไปตั้งเยอะ

 

จากจุดที่ลงรถเดินถึงบ้านที่พัก หมดแรงไก่ Nando's พอดี...

 

(โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ)

 

 

Comment

Comment:

Tweet

GtWjUM xjwscvsn vfopvkxy ddepmaaf

#5 By kdVmIJYXEoewFfD (89.248.172.50) on 2009-07-28 09:33

โหย รายการกินเป่าเนี่ย... confused smile

#4 By Apple (149.159.14.204) on 2009-02-10 06:36

well, if you've never made any mistakes... how would you learn!
พี่แหล่ะชวนคุยสะเพลินเลยยยยย
ต่ก็ดีนะ เดินจนร้อนหน่ะคิดดู
ราเนี่ยะตอนจบได้ใบประกาศนักเรียน mobility ยอดเยี่ยม ได้เงิน ได้ใบประกาศ
หวังว่าเขาจะไม่ขอเงินคืนนะเพราะใช้ปายยยหมดแล้วววHot! Hot! Hot! big smile

#3 By ลูกเกด on 2009-02-03 23:37

you've gone toooooooooo farrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr. quickly come back to write your thesis nowwwwwww กร๊ากกกกกกกก ฮ่าๆๆๆquestion
ตื่นเต้น รออ่านต่อครับ

#1 By mahaoath on 2009-02-03 10:28