Day 3 – Family Day 

เช้านี้หลังจากหม่ำอาหารเช้าสไตล์อังกฤษแสนอร่อยกันเสร็จ พวกเราก็เก็บของและแบกเป้เช็คเอ๊าท์ออกจากที่พัก มุ่งหน้าไปโรงเรียนตาบอดเหมือนเดิม (ไม่หลงแล้ว เดินแค่ 10 นาที ตามที่น้องลูกเกดบอกจริงๆ)

 

วันนี้ที่โรงเรียนจัดกิจกรรมเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องที่มีลูกหลานตาบอดมาร่วมทำกิจกรรมและเรียนรู้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่กับลูกตาบอด และระหว่างพี่ๆ น้องๆ ด้วยกัน เราก็เลยถือโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกับเค้าด้วยอีกคน ก็มันฟรีทุกอย่างนี่นา ไหนๆ ก็มาแล้วทั้งที...

 

ช่วงเช้าและช่วงบ่ายจะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมได้เลือกว่าจะไปทดลองทำอะไร น่าเสียดายที่พวกเราลงทะเบียนออนไลน์ช้าไปหน่อย เลยอดไปลองยิงปืนไรเฟิล หรือลองปีนกำแพง เพราะว่าเค้ารับจำนวนจำกัด เลยต้องลงชื่อไป Art Workshop แทน แต่ปรากฎว่าพวกเราสนุกกันดี ได้หัดร้อยเชือกบนแผ่นหนังที่เจาะรูไว้เรียบร้อย ได้กระเป๋าใส่เศษเหรียญน่ารักๆ มาคนละใบ ใน Art Workshop นี้ได้เจอคุณพ่อคุณแม่ที่มากับลูกตาบอดหลายคู่ น่ารักมาก ได้เห็นความเอาใจใส่ที่พ่อแม่มีให้กับลูกถึงแม้ว่าลูกจะพิการ ยังไงลูกก็คือลูกที่พ่อแม่มีความรักให้แบบไม่มีเงื่อนไขอยู่ดี

 

พอพวกเราทำกระเป๋ากันเสร็จ ก็เลยออกเดินไปตามจุดที่ทำกิจกรรมอื่นๆ เดินกันไปถึงโรงยิม กะว่าจะไปดูวิธีที่เค้าให้คนตาบอดยิงเป้าด้วยปืนไรเฟิลกันสักหน่อย (ที่จริงเราดูคนเดียวแหล่ะ เพราะน้องลูกเกดรู้แล้ว เคยยิงมานับครั้งไม่ถ้วนตอนเรียนที่นี่)

 

ไปถึงโรงยิม มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินเข้ามาหา เราบอกว่ามาขอดู ที่จริงอยากลองแต่ลงชื่อไม่ทัน เค้าเลยบอกว่าจะลงชื่อตอนนี้ก็ได้ เพราะคนไม่เยอะ สุดท้ายเลยได้ลองยิงเป้าสมใจ สนุกดี

 

วิธียิงเป้าของคนตาบอดก็คือ จะมีหูฟังให้ใส่เพื่อฟังเสียง ยิ่งเราเล็งปืนใกล้จุดกึ่งกลางของเป้ามากเท่าไหร่ เราก็จะได้ยินเสียงสัญญาณในหูฟังดังแหลมขึ้นๆๆ พอถึงจุดที่เราคิดว่าน่าจะใช่ เราก็เหนี่ยวไกได้เลย สนุกจริงๆ น่าเสียดายได้ยิงแค่ 6 นัดเท่านั้น ได้เป้าที่ยิงกลับมาเก็บเป็นที่ระลึก ฮิๆ

 

เสร็จจากกิจกรรมยิงเป้าก็พอดีได้เวลาพักเที่ยง เรากับน้องลูกเกดได้คุณลุงไมค์ ที่พวกเราไม่แน่ใจว่ามากับใคร แต่เป็นอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญสำหรับคนตาบอด คอยให้บริการอาหารและน้ำจนอิ่มกันพุงกาง แล้วคุณลุงก็จากไป

 

ช่วงบ่ายมีกิจกรรมเพิ่มจากตอนเช้าก็คือพายเรือแคนู เตะบอล และฝึกตีกลอง แต่พวกเราลงไม่ทันตามเคย เลยได้ไปทัวร์โรงเรียนแทน

 

ในทัวร์นี่เค้าพาเราไปดูบ้านที่นักเรียนอยู่กัน ขอบอกว่าน่าอยู่มากกกก ให้ความรู้สึกอบอุ่น ในบ้านแต่ละหลังก็จะมี house parents คอยดูแล เด็กๆ ก็จะมีห้องนอนคนเดียวบ้าง สองคนบ้าง มีห้องนั่งเล่นที่มีเปียโน (รู้มาว่าบ้านทุกหลังจะมีเปียโนไว้ให้นักเรียนเบ่น) มีห้องทำการบ้านที่มีคอมพิวเตอร์พร้อม มีเครื่องพิมพ์ดีดเบรลล์ คือเราไปเห็นแล้วแอบอิจฉาน้องๆ เพราะบ้านน่าอยู่จัง

 

สำหรับที่นี่การที่นักเรียนอายุ 11-12 ปี ต้องมาอยู่ห่างไกลบ้าน ห่างไกลพ่อแม่ นี่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะฉะนั้นทางโรงเรียนจะพยายามสร้างบรรยากาศให้เด็กรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลย...ลืมบอกไปว่าที่นี่เป็นโรงเรียนประจำ เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา มีนักเรียนทั้งหมดแค่ 85 คน เท่านั้น

 

หลังจากพาทัวร์ที่พักเสร็จ อาจารย์ที่นำทัวร์ก็พาพวกเราไปชมโรงเรียน ไปชมห้องดนตรี ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ (ที่เรามาเมื่อวาน) ห้องเรียนศิลปะและละคร ห้องเรียน Independent Living Skill โรงยิม ฯลฯ อีกมากมาย สิ่งที่อาจารย์หัวหน้าทัวร์คนนี้ชี้ให้เห็น (อีกแล้ว) ก็คือว่าอุปกรณ์หลายอย่างที่นักเรียนตาบอดใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์ไฮเทค ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์ทำขึ้นพิเศษสำหรับคนตาบอด แต่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีขายตามท้องตลาดทั่วๆ ไป เพียงแค่อาจมีการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ให้คนตาบอดสามารถใช้ได้สะดวกขึ้นเท่านั้น

 

ระหว่างที่เดินชมสถานที่ เราได้มีโอกาสสอบถามน้องที่เป็นคนมานำทางเราเป็นพิเศษ และได้คุยกับน้องลูกเกดนักเรียนเก่าที่นี่ ทำให้ได้รู้ว่าโรงเรียนที่อังกฤษจะไม่เน้นให้นักเรียนเด่นเรื่องวิชาการอย่างเดียว แต่ยังเน้นให้เด็กๆ ได้มีกิจกรรมนอกหลักสูตรอีกเยอะแยะมากมายด้วย เช่น น้องเอลลี่คนที่นำทางเราก็เป็นนักกีฬาพายเรือแคนู ซึ่งกำลังจะไปเดินป่า พายเรือ กับนักศึกษาของ King’s College ที่ประเทศเนปาล

 

น้องลูกเกดก็เล่าให้ฟังว่า ตอนที่เค้ายังเรียนอยู่ที่นี่ก็มีกิจกรรมสารพัดให้ได้เลือกทำ เช่น ขี่ม้า (อันนี้ได้ยินแล้วอิจฉามาก เพราะอยากลองขี่เหมือนกัน) โยนโบว์ลิ่ง ยิงปืน ขับรถ เดินป่า แค้มป์ปิ้ง ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนกับนักเรียนตาบอดฝรั่งเศสหรือเยอรมัน (แล้วแต่ว่าใครเลือกเรียนภาษาอะไร) ฯลฯ อีกมากมาย ได้ฟังจากที่น้องๆ เล่า และได้เห็น ได้สัมผัสกับทรัพยากรของโรงเรียนตาบอดแห่งนี้แล้วอยากมาเรียนที่โรงเรียนนี่บ้างจัง น่าเสียดายที่ตอนนี้คงสายไปแล้ว

 

การได้มาเยี่ยมโรงเรียนตาบอดในครั้งนี้นี่คุ้มค่ามากๆ ได้เปิดโลกทัศน์ของเรามากขึ้น ที่จริงก็พอรู้ๆ ว่านักเรียนตาบอดในต่างประเทศอย่างอังกฤษนี่ ได้ทำอะไรต่างๆ นานามากมาย แต่ก็ไม่เหมือนกับการได้มาสัมผัสกับตัวเองจริงๆ ในครั้งนี้

 

บอกได้ประโยคเดียวว่า...ประทับใจมากๆ ค่ะ (ถ้ามีโอกาสจะต้องไปเยี่ยมโรงเรียนตาบอดที่อื่นๆ อีกให้ได้)

Comment

Comment:

Tweet

NPMp9A kulqkgnd xokccirr ryviwvir

#9 By LfNSCHISZDRMsqX (89.248.172.50) on 2009-07-28 09:29

รีบเปลี่ยนสันชาติแล้วก็นั่ง time machine กลับไปโดยด่วน....cry

#8 By Apple (149.159.14.204) on 2009-02-10 06:42

อ่า ไปโรงเรียนที่แคนาดากันปะพี่
เคยไปแล้วครั้งหนึ่ง น่าอยู่มากมากเลย
ตอนนันไปตอนเด็ก ๆ ละ 10 ขวบเอง
ต่ยังจำได้ขึ้นใจว่าน่าอยู่
ไปก็อย่าลืมไก๊ด์คนนี้นะจ๊ะ
รับรองคราวหน้าไม่พาเดินเลย
แต่จะพาเดินไม่ถึง เอามะแบบนี้ฮิฮิฮิbig smile

#7 By ลูกเกด on 2009-02-08 03:19

มัวแต่หาของกินหรือเปล่าเลยลงทะเบียนอะไรกับเขาไม่ค่อยทันเลย อ่านมาสามภาคแล้ว เนื้อหาหลักคือกินตลอด ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆquestion
กิจกรรมของโรงเรียนน่าสนใจมากเลยครับconfused smile

ถ้าได้ไปโรงเรียนอื่นก็เอามาเล่าอีกนะครับbig smile
ตอบคุณ mahaoath ค่ะ

เด็กได้เรียนฟรีค่ะ พ่อแม่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน (จ่ายไปแล้วในภาษีเงินได้) คนที่เป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนคือองค์กรส่วนท้องถิ่นของเด็กคนนั้นๆ ค่ะ

ี่บ้านเราก็เรียนฟรีเหมือนกันนะคะ ไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่โรงเรียนได้เงินส่วนใหญ่มาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาค่ะ ได้เงินสนับสนุนจากทางรัฐบาลบ้าง แต่ไม่มากค่ะ (อันนี้ในกรณีของโรงเรียนสอนคนตาบอดที่ถูกจัดอยู่ในประเภทโรงเรียนเอกชนการกุศล)

แต่ไม่แน่ใจว่าอีก 2 โรง ที่เป็นของรัฐบาลนี่จะได้การสนับสนุนจากรัฐมากกว่าหรือเปล่านะคะ

#4 By blind bookworm on 2009-02-04 16:20

ของเขาเป็นของรัฐบาล หรือเอกชนครับ เรียนฟรีหรือเปล่า

#3 By mahaoath on 2009-02-04 13:33

ดีจังเลยนะครับ
แอบอดเปรียบเทียบกับของบ้านเราไม่ได้เชียว
ท่าทางที่โน่น คงมีความสุขไม่น้อยนะครับ

#2 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2009-02-04 07:12

จากที่ติดตามอ่านมา2วันก็รู้สึกประทับใจเหมือนกัน
โรงเรียนที่อังกฤษดีจริงๆนะ หลายๆสิ่งถ้าได้นำมาปรับใช้กับโรงเรียนของไทยที่นี่ก็คงจะดี

#1 By MamiLuv on 2009-02-04 07:05