เผอิญวันหนึ่งผ่านไปเจอ เอนทรี่นี้ เข้าที่ hot post แล้วก็เกิดสะดุดกับชื่อเอนทรี่ เลยลองกดเข้าไปอ่านดูค่ะ...

 

อ่านเอนทรี่จบ รู้สึกเห็นใจคนที่เป็นพ่อแม่ที่ต้องมีลูกตามองเห็นข้างเดียว คนเป็นพ่อเป็นแม่คงจะทุกข์สาหัสไม่น้อยไปกว่าลูก ที่ไม่ได้มีดวงตามองเห็น 2 ข้าง เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เลยทำให้นึกถึงพ่อแม่ของเราเอง

 

แม่เล่าว่าเริ่มรู้ว่าตาของเราผิดปกติตอนที่กำลังให้นม แล้วสังเกตเห็นว่าทำไมตาดำของเราถึงหลบเข้าไปในเปลือกตา ทำให้เหลือแต่ตาขาวน่ากลัว แม่เลยรีบพาไปพบจักษุแพทย์ หมอตรวจดูบอกว่าลูกสาวของแม่เป็นต้อกระจก ตอนที่แม่ได้รู้ข่าวนี้จากหมอ แม่บอกว่าแม่ร้องไห้แทบว่าจะขาดใจ มีแต่คำถามว่า "ทำไมต้องเป็นลูกเรา" "ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดกับลูกเรา" สารพัดคำถามประเดประดังเข้ามาในหัวแม่

 

แม่ร้องไห้อยู่เป็นเดือน ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง เริ่มต้นยังไง เรียกได้ว่าตอนนั้นไม่มีสติ ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร คิดอะไรไม่ออกเลย จนกระทั่งคุณยายพูดกับแม่ประโยคหนึ่งว่า "เราต้องหนักแน่นดั่งภูผา คอยเป็นหลักให้ลูกได้พึ่งพิง"   ซึ่งประโยคนี้ทำให้แม่ได้ฉุกคิด และได้ช่วยฉุดแม่ขึ้นมาจากความเศร้าหมอง พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อลูกสาวของแม่

 

เราเลยได้รับการผ่าตัดตาครั้งแรกตอนอายุได้ 2 เดือน หมอต้องมัดมือมัดเท้าเพื่อไม่ให้เรากระดุกกระดิกตอนที่กำลังผ่าตัดอยู่ แม่เห็นแล้วก็สงสารมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันจำเป็น ไม่อย่างนั้นคุณหมอจะทำการผ่าตัดไม่ได้ และลูกแม่ก็จะไม่ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด

 

หลังจากการผ่าตัดครั้งแรกครั้งนั้น เราก็ต้องได้รับการผ่าตัดตาเรื่อยๆ เพื่อพยายามรักษาการมองเห็นให้ยังคงอยู่ให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกของเราก็ได้พัฒนาเป็นโรคต้อหิน ซึ่งไม่มีวันรักษาหาย จะต้องรักษา กินยา หยอดตา ควบคุมความดันตาไปตลอดชีวิต ถึงแม้เราจะได้รับการรักษาที่พ่อและแม่เลือกแล้วว่าดีที่สุด กับคุณหมอที่ได้ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดท่านหนึ่ง แต่เราก็ต้องสูญเสียดวงตาข้างขวาไป ซึ่งมันนานมากจนเราเองไม่เคยจำได้ว่าการมองเห็นด้วยตาสองข้างเป็นยังไง

 

แต่ถึงแม้ว่าเราจะเป็นโรคตาที่จะต้องคอยควบคุมดูแลไปตลอดชีวิต แม่เราก็ไม่เคยเลี้ยงเราแบบประคบประหงม ประโยคที่คนรอบข้างชอบพูดว่า "สงสารน้องปอม" "น้องปอมน่าสงสารจัง" ถูกแม่สั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ห้ามใครก็ตามพูดประโยคนี้กับเรา หรือพูดให้เราได้ยิน เพราะแม่เชื่อว่าถ้าเราถูกพูดกรอกหูด้วยประโยคนี้ซ้ำๆ มันจะทำให้เรามองตัวเองด้อย มองตัวเองแย่ กลายเป็นคนที่มีแต่ความสงสารตัวเอง อ่อนแอและนุ่มนิ่ม

 

สิ่งที่แม่ทำคือ เลี้ยงดูเราขึ้นมาอย่างเด็กปกติคนหนึ่ง ซึ่งอาจมีความต่างในด้านการมองเห็น แม่ส่งเราเข้าโรงเรียน แม่ให้เราทำกิจกรรมต่างๆ แม่พาเราไปเที่ยว ไปให้เห็นโลกกว้างที่สุดเท่าที่เรายังมองเห็นอยู่ แม่ให้เราได้ทำทุกอย่างเหมือนเด็กคนอื่นๆ

 

ในขณะเดียวกัน แม่ก็ฝึกให้เรายอมรับความจริงว่าเรามีความต่างอยู่นิดหนึ่ง คือตาของเรามองเห็นไม่เท่ากับเด็กคนอื่นๆ นะ แม่มักจะคอยพูดเตือนเสมอ ไม่ให้เราประมาทว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะต้องมองเห็นแย่ลงไปมากๆ กว่าที่เคยเห็น หรืออาจจะต้องตาบอดสนิทไปเลย เพราะฉะนั้นเราควรต้องทำใจไว้บ้าง แต่ก็อย่าให้มันมาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของเรา

 

เราได้เรียนอยู่ในโรงเรียนปกติอยู่จนถึง ป. 5 เทอม 1 แล้วเราก็ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอด ความจริงแม่เคยพาเราไปแล้วครั้งหนึ่งตอนเราอยู่ ป. 2 แต่ตอนนั้นแม่เองที่เป็นฝ่ายทำใจไม่ได้ ที่ลูกของแม่จะต้องไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนคนตาบอด แต่สำหรับครั้งหลังนี้ที่ทำให้แม่ต้องตัดสินใจก็เพราะทุกครั้งที่ใกล้จะสอบปลายภาค ความดันตาของเราจะต้องขึ้น และต้องได้รับการผ่าตัดทุกครั้ง แต่สำหรับครั้งนี้ แทนที่จะเป็นเทอมปลายปีการศึกษา มันกลับเป็นตอนเทอมต้นของปีการศึกษา แม่เริ่มรู้สึกว่าควรจะเตรียมความพร้อมในเรื่องทักษะต่างๆ ของคนตาบอดให้เรา จึงตัดสินใจส่งเราไปเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ

 

แม่มักพูดเสมอว่าสิ่งที่แม่ให้ได้คือการเตรียมความพร้อมให้เรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน แนวคิด การดำเนินชีวิต และสภาพจิตใจที่ดี แต่ในท้ายที่สุดแล้วคนที่จะต้องใช้ชีวิตของเราก็คือตัวเราเอง ไม่ใช่แม่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ เพราะวันหนึ่งหากแม่ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว มันก็เหมือนกับVDO ม้วนหนึ่งที่ได้ฉายหนังของตัวเองจบม้วนแล้ว เราเองก็มีหนังชีวิตของเรา ที่เราต้องเป็นคนแสดงเอง แม่มาแสดงแทนให้ไม่ได้

 

ตอนเรายังเด็กๆ เราไม่ค่อยชอบวิธีการเลี้ยงลูกของแม่สักเท่าไหร่ เราอยากให้แม่เ