มาแล้วค่ะ มาแล้ว หลังจากเรียกน้ำย่อยกันไป 2 เอนทรี่ ก็ถึงเวลามาเขียน review กันซะที   

 

ต่อจากคราวก่อนที่พอได้เครื่องมาแล้วก็เกิด “touch” ไม่เป็นซะอีกแน่ะ แตะผิดแตะถูก อย่างที่เคยเขียนไว้คราวก่อนๆ ค่ะว่าพอเปิด voice over แล้ว วิธีการแตะจะไม่เหมือนกันแล้ว คือแตะครั้งเดียวแล้วมันจะไม่เข้า application เหมือนคนทั่วไป แต่จะอ่านให้ฟังแทนว่า ไอ้ที่นิ้วของเจ้าไปแตะโดนนั้นมันคืออะไรกัน   แต่ถ้าเจ้าจะเลือกเข้าโปรแกรมนั้นๆ น่ะ มันต้องแตะอีก 2 ทีเด้อ...  

 

พอกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่ทำอันดับแรกคือเปิดคอมฯ แล้วก็ชาร์จแบตฯ พร้อมกับเปิดเว็บ Apple เพื่ออ่านคู่มือทันที มันต้องมีวิธีการสัมผัสยังไงบ้าง (1 นิ้ว, 2 นิ้ว, 3 นิ้ว...สูงสุด 3 นิ้วค่ะ ยังไม่ถึงกับต้องใช้ทั้งฝ่ามือ!) มีทั้งแตะ ทั้งลาก ทั้งหมุนวน ทั้งปัด โฮ้ย...อะไรมันจะเยอะงี๊อ่ะ พวกวิธีส่งสัญญาณด้วยนิ้วของเราแบบนี้ Apple เค้าเรียกว่า “gesture based” ค่ะ    

 

เอาล่ะสิ สนุกล่ะทีนี้ เริ่มด้วยการลากนิ้วไปทุกส่วนของหน้าจอเพื่อฟังว่ามีอะไร อยู่ตรงไหนบ้าง แล้วก็ลองแตะบ้าง ลองหมุนบ้าง ลองปัดบ้าง มั่วไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ เกิดการเรียนรู้  แม่บอกว่าหน้าจอเป็นรอยนิ้วมือเต็มไปหมด อิๆ ดีนะที่ซื้อเคสซิลิโคนของ Apple เค้าแถมผ้าเช็ดหน้าจอให้ด้วย ไม่งั๊นคงหมดสวยกันล่ะ :P   

 

พอเริ่มเล่นเป็น มันก็ชักสนุก ก็ค่อยๆ เริ่มลองทีละฟังก์ชั่น เอาหลักๆ ก่อนละกัน โทร.ออก รับสายเรียกเข้า แล้วก็เวลาคุยอยู่จะวางสายยังไง บันทึกรายชื่อ ฯลฯ หลังจากที่ได้ใช้งานมาสักระยะก็เริ่มเห็นข้อเด่นและข้อด้อยค่ะ  

 

 

เราลองมาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง...

 

 

 1. iPhone มันพูดไทยได้ด้วย! ตอนแรกที่อ่านเจอเค้าเขียนไว้บนเว็บ Apple ก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อหูตัวเองซะเท่าไหร่ มันโม้ป่าววะ (คิดแบบนี้จริงๆ นะ) ทำไมถึงคิดแบบนี้น่ะเหรอ ก็เพราะขนาดโปรแกรมอ่านจอภาพของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่นี่ เวลาถ้าซื้อโปรแกรมมาจากบริษัท มันยังไม่มีภาษาไทยให้เลย ต้องเอามาลงเพิ่มเอง แล้วนี่โปรแกรมอ่านหน้าจอบนมือถืออย่าง iPhone เนี่ยนะ...แค่มีเสียงภาษาปะกิตให้ก็ว่าหรูแล้ว นี่ยังมีภาษาไทยที่ไม่ได้มีคนพูดเยอะกันอย่างภาษาจีน ญี่ปุ่น อะไรงี๊ มันจะมีให้ด้วยจริงเหรอ แล้วถ้ามีให้จริง มันจะพูดฟังรู้เรื่องป่าวเนี่ย สงสัยๆๆๆ  

 

พอได้เครื่องมาก็เลยต้องทดสอบกันซะหน่อย แต่ช่วงแรกๆ ยังไม่กล้าเปลี่ยน เพราะกลัวว่าเกิดมันพูดไทยไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวจะเปลี่ยนกลับยาก แต่สุดท้ายก็ทนความอยากรู้ไม่ไหว (ประกอบกับเพื่อนตาบอดคนอื่นๆ ก็อยากรู้ ถ้ามันพูดไทยได้จริงล่ะก็ จะเพิ่มความน่าจับจองเป็นเจ้าของขึ้นไปอีก) ก็เลยลองไปตามเมนูในคู่มือ ลองเปลี่ยนดูแต่นแต๊น...  

 

หน้าจอดับไปสัก 5 วินาที จากนั้นเสียงของคุณผู้หญิงอีกคนก็ขึ้นมาแทน เธอพูดไทยได้ค่ะ!!! ตื่นเต้นๆๆ พูดชัดดีทีเดียวเลยด้วย อ่ะ อ่านเมนูต่างๆ ชัดอาจจะเพราะตั้งมาแล้วจากโรงงาน ไหนลองเปิดเว็บไทยอ่านข่าวหน่อยซิ...ปรากฎว่าอ่านได้ดีเลย อ่านบล๊อกเราก็ได้ด้วย โอ้ พระเจ้า! มันยอดมากกกกก เจ๋งจริงๆ ท่าน  

 

เสียแต่ว่าเธอยังไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษในประโยคที่มีไทยปนอังกฤษได้ค่ะ แล้วก็ยังมีหยุดพักหายใจในการอ่านอยู่บ้าง แต่ขอบอกว่าเรื่องการอ่านประสมคำนี่ไม่แพ้ ตาทิพย์ โปรแกรมอ่านภาษาไทยในคอมพิวเตอร์เลย    

 

2. iPhone สามารถขยายหน้าจอได้ (หมายความว่าขยายภาพหรือตัวหนังสือบนหน้าจอนะคะ) แถมยังสามารถปรับให้เป็นตัวหนังสือสีขาวบนพื้นแบ็คกราวนด์สีดำได้อีกด้วย (อันนี้เหมาะสำหรับคนสายตาเลือนรางที่ต้องการ  contrast สูงๆ ค่ะ)  

 

3. เวลาที่เราเปิดเพลง จาก iPod หรือดูวีดีโอจาก youtube เนี่ย ถ้าเราต้องการจะควบคุมการเล่นด้วยปุ่มต่างๆ เราก็สามารถทำได้ เพราะเมื่อเสียง voice over พูดขึ้น เพลงหรือเสียงของวีดีโอที่เปิดอยู่ก็จะลดลงเป็นเสียงแบ็คกราวนด์ เพื่อให้เราสามารถได้ยินเสียงของ voice over ชัดขึ้น ซึ่งนี่เป็นปัญหาของคนตาบอดที่ใช้คอมพิวเตอร์มากค่ะ เช่น ถ้าสมมติเราเปิดไปเจอบล๊อกที่ใส่เพลงไว้ เราก็จะไม่สามารถอ่านข้อเขียนบนบล๊อกนั้นๆ ได้เลย เพราะเสียงเพลงจะดังกลบเสียงของโปรแกรมอ่านจอภาพหมด   

 

4. ถ้าเกิดว่าเราไปใช้โทรศัพท์ในที่สาธารณะ แล้วเกิดกลัวว่าจะมีใครแอบดูว่ายัยนี่กำลังทำอะไรอยู่ ทำไมมันจิ้ม iPhone ด้วยท่าทางประหลาดๆ เราก็สามารถปิดหน้าจอได้ด้วยค่ะ (screen curtain) ป้องกันคนสอดรู้สอดเห็น อิๆ แถมช่วยประหยัดแบตเตอร์รี่อีกต่างหาก   

 

5. แต่ข้อด้อยที่เราเจอคือ เวลาที่ออกไปนอกสถานที่ที่มีเสียงดังๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้า นี่เราจะไม่ค่อยได้ยินเสียงของ voice over ซะเท่าไหร่ ถึงจะพยายามเร่ง volume ให้ดังสุดๆ แล้วก็ตาม อาจเป็นเพราะตัวลำโพงที่เสียง voice over ออก มันอยู่ตรงตำแหน่งที่ปากเราพูด จะเอามาฟังใกล้ๆ หูก็ไม่ถนัด ตอนนี้ที่แก้ปัญหาคือเสียบหูฟังเข้าไปแทน  

 

6. และเนื่องจาก iPhone ไม่มีปุ่มให้สามารถสัมผัสได้ การจะกดรับโทรศัพท์โดยที่ไม่ฟังเสียงเลยก็ทำได้ยากกว่าเครื่องที่มีปุ่ม ถึงเราจะชินและพอรู้ว่าปุ่มรับ (แบบ virtual) มันอยู่ประมาณตรงไหนของหน้าจอ เราก็ต้องคอยฟังเสียงของ voice over อยู่ดี และก็อย่างที่เขียนไปในข้อ 5 ว่าถ้าอยู่ข้างนอกจะไม่ค่อยได้ยินเสียง voice over การจะกดรับ iPhone ก็เลยรู้สึกว่าทำได้ช้ากว่าการรับโทรศัพท์ที่มีปุ่มทั่วๆ ไปค่ะ (แต่ก็ไม่แน่ถ้าคล่องกว่านี้ก็อาจจะเร็วขึ้นก็ได้ อิๆ)  

 

จบแล้วค่ะ iPhone review ในมุมมองของผู้ใช้ตาบอดอย่างเรา ไม่เสียใจที่ตัดสินใจซื้อค่ะ 

 

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

iPhone 3GS กับการออกแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ก่อนตัดสินใจซื้อ iPhone 3GS

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าสนใจมากจริงๆ เลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยเล่าให้รู้ถึงฟังก์ชั่นของมันเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง แต่เราก็ยังไม่มีแผนจะซื้อเลยค่ะ อิอิ มันแพงเลยต้องคิดเยอะหน่อย

#1 By Minpanda on 2009-10-23 20:14

แปะไว้ก่อนนะ เดี๋ยวมาอ่านอีกที
น่าทึ่งมาก ภาษาไทยก็ได้ด้วย
ดีใจด้วยครับbig smile
เยี่ยมไปเลยนะครับ อย่างนี้สิ ตระหนักถึงผู้ใช้หลายรูปแบบ

#4 By Oktopaz on 2009-10-24 03:43

Hot! อะฮิ้ว น่าสนุกจัง เก๋ไก๋ดีมาก

ว่าแต่ทำไมดันไม่ขึ้นนะ เดี๋ยวดันใหม่อีก อิๆ
ขอให้สนุกกับเทคโนโลยีนะครับ ว่าแต่อยากได้บ้างจังเลย อิอิอิ

Hot! Hot! Hot!

#6 By djehuti on 2009-10-24 12:37

6.การจะกดรับโทรศัพท์โดยที่ไม่ฟังเสียงเลยก็ทำได้ยาก // ถ้าใช้หูฟังที่มี mic และ ปุ่ม กดรับ จะสะดวกขึ้นไหมครับ

#8 By siamindy (202.176.84.123) on 2009-11-21 13:34

สุดยอดพี่ ผมจะไปซื้อมามั่ง เร็ว ๆ นี้แหละ ถ้ามีโอกาศ เอาเลย

#9 By PjPancake on 2009-11-22 01:53