เรื่องนี้เป็นภาคต่อจาก ภาษาวิบัติในการรับรู้ของคนตาบอด ที่ เพื่อนเชน ใจดีเขียนให้จนฮ๊อตฮิตติดอันดับกันไปคราวก่อน

 

สำหรับเอนทรี่นี้ก็ได้คุณเชนเจ้าเก่าที่ไปสรรหาวัตถุดิบมาให้เขียนภาคต่อนะคะ โดยได้มาจากบล็อกของ น้องกิ๊ก แต่...ไม่อยากบอกเล้ยว่า ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วอ่ะ แอบทำใจไว้แล้วว่าส่วนใหญ่หนังที่มีภาค 2 ออกมามักจะดังสู้ภาคแรกไม่ได้ อิๆ  (เอ๊ะ! ไอ้ “เล้ย” นี่มันก็วิบัติชิมิ...แหะๆ ชักจะไปกันใหญ่)

 

เอาเป็นว่าให้ เจ้า “ตาทิพย์” เพื่อนยากของเราอ่านให้ฟังกันเลยดีกว่าค่ะ (ตาทิพย์คือโปรแกรมที่พัฒนาโดยคนไทยค่ะ มันคือเครื่องมือที่จะแปลงตัวอักษรให้เป็นน้ำเสียงเหน่อๆของผู้หญิงคนนึงให้ ผู้พิการทางสายตาได้รับข้อมูลข่าวสารทางคอมพิวเตอร์ได้ ) 

 

กติกาการฟังนะคะ ในคลิปจะมีอยู่ทั้งสิ้นสามประโยค ฟังจนครบเสร็จค่อยเลื่อนลงไปอ่านสคริปต์ว่าเด็กสมัยนี้เขาเขียนภาษาไทยกันว่ายังไง แน่นอนว่าต่อให้คนตาดีก็คงอ่านไม่รู้เรื่องหรือใช้ความพยายามอย่างมากเช่นกันในการรับสารแบบนี้ เพราะฉะนั้นจะแนบคำแปลไว้ให้ด้วยค่ะ

 

 

 

 

 


เป็นไงกันมั่งคะ ฟังจับใจความอะไรได้บ้างมั้ยคะ...ถ้าคุณฟังออก ดิฉันขอยกมือไหว้งามๆ เลยค่ะ เพราะจะขอสารภาพว่า ฟังแล้วยกมือกุมขมับกันเลยทีเดียวค่ะ...

 

นี่คือสคริปต์และคำแปลค่ะ 

ม่เข้าไจว่าท่ไม๊มึงถึงจา กกุไป๊ แต่ยั งไงก่รั่บแระค.ถ.มึง ส่เหม๋อน่ เพิ่ ลที่กุวม่เค่ ยรืม

ไม่เข้าใจว่าทำไมมึงถึงจากกูไป แต่ยังไงก็รักและคิดถึงมึงเสมอนะ เพื่อนที่กูไม่เคยลืม

 

จ่ดีจ่ ชั่วก่ตั วกูวซ์อ่ ม่ได่เกิ ดมาไนสังค มทรามๆ กรุณาเมร๊ นๆแบบผุ้คล เค้าเม้รนกั่ลหน่อย

จะดีจะชั่วก็ตัวกู ไม่ได้เกิดมาในสังคมทรามๆ กรุณาเมนท์แบบผู้คนเค้าเมนท์กันหน่อย

 

มิ้งเปร๊นค่ลไท ยน่ แต่มาเรี ยนที่ส่วีเดนจ่  ม่ได่รว ยไล๊หร่อก แต่เงิ นก่มีม่ขาด

มิ้งเป็นคนไทยนะแต่มาเรียนที่สวีเดนจ๊ะ ไม่ได้รวยอะไรหรอก แต่เงินก็มีไม่ขาด

 

ขอขอบคุณน้อง @Virusfowl ที่ยังไม่เคยเจอตัวเป็นๆ แต่เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยอัพ VDO นี้ให้คน low tech อย่างพี่ด้วยนะคะ แล้วก็ @drchain ที่เอามาแปะให้ในบล๊อกด้วย (สรุปเอนทรี่นี้เราทำอะไรมั่งเนี่ย ฮ่าๆๆๆ)

 

ตอนที่ได้อ่าน ข้อความนี้ สิ่งที่แว่บขึ้นมาในหัวก็คือ “คงไม่น่าสงสัยแล้วมั๊ง ว่าทำไมนักการศึกษาถึงกลุ้มใจกันว่าเด็กสมัยนี้อ่านหนังสือกันไม่ค่อยออก เราสันนิษฐานว่า ก็เพราะว่าเค้าอ่านออกแต่ภาษาวิบัติแบบนี้น่ะสิ ภาษาเขียนที่ถูกอักขระเลยอ่านไม่ออกกัน...”