ภาษีส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ (๕)

 

เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานคนพิการ และเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่

ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น อันจะทำให้คนพิการ สามารถปฏิบัติงานได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้ สมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคน

พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิตคนพิการเข้าทำงาน และยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง

หรือผู้ให้บริการสาธารณะอื่น ให้แก่คนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จึงได้มีการตรา "พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

(ฉบับที่ ๔๙๙) พ.ศ. ๒๕๕๓" โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไป ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

 

๑.ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้แก่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเข้าทำงาน

สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่าย ที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการดังกล่าว(มาตรา๓)

 

๒.ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้แก่เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือผู้ให้บริการสาธารณะอื่น ซึ่งได้จัดอุปกรณ์

สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น ให้แก่คนพิการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่าย ในการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการดังกล่าว(มาตรา๔)

 

เป็นที่น่าสังเกตว่าการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นายจ้างตามข้อ ๑ นั้น แต่เดิมก่อนที่จะพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ .ศ. ๒๕๕๐ นั้น มีข้อจำกัดว่านายจ้างต้องมีพนักงานถึง

๒๐๐ คนจึงจะสามารถจ้างคนพิการได้ ๑ คน และถ้ามีเศษถึง ๑๐๐ คน จึงจะจ้างคนพิการเพิ่มได้อีก ๑ คน แต่ตามกฎหมายปัจจุบันดังกล่าว ข้อจำกัดดังกล่าวได้ถูกปลดออกไป

นั่นย่อมหมายความว่า นายจ้างจะจ้างลูกจ้างที่เป็นคนพิการกี่คนก็ย่อมกระทำได้ ส่วนสิทธิประโยชน์ตามข้อ ๒ ไม่เปลี่ยนแปลงนับเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อคนพิการที่มีโอกาสได้รับการจ้างงานมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

ต้องขออนุโมทนาสำหรับนายจ้างผู้มีจิตเป็นกุศลทุกท่านทุกคนเทอญ.(เดลินิวส์ออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๗ ส.ค.๒๕๕๓)

 

ที่มา: http://www.tddf.or.th/tddf/newsroom/detail.php?id=0008980&newscate=01

 

อ่านประโยคสุดท้ายแล้วเจ็บปวดค่ะ

 

“ต้องขออนุโมทนาสำหรับนายจ้างผู้มีจิตเป็นกุศลทุกท่านทุกคนเทอญ”

 

บอกตามตรงว่า ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง เราเข้าใจว่าการทำบุญเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน แต่ตราบใดที่คนพิการยังถูกมองเป็นเป้าของการทำบุญอยู่ ต่อให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อยากจะส่งเสริม “สังคมแห่งความเท่าเทียม” แค่ไหน “ความเท่าเทียม” ที่แท้จริงก็คงบรรลุได้ยาก เพราะทัศนคติของคนทั่วไปในสังคม ยังมองคนพิการว่าด้อยกว่า

 

เวลาที่คนทั่วไปมองคนพิการ สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือความบกพร่องทางกายภาพ มีน้อยคนนักที่สามารถมองทะลุความบกพร่องเหล่านั้นเข้าไปเห็นถึงตัวตนของคนคนนั้น โดยที่มองความบกพร่องทางร่างกายเป็นเรื่องรองลงไป

 

ปัญหาของคนพิการไทยก็เกิดตรงนี้เอง...

 

ถ้าสังคมยังมองว่าความลำบากยากแค้น ความน่าสงสาร ของคนพิการมีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางร่างกายเพียงอย่างเดียว สังคมก็จะมุ่งเน้นแต่จะฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการ ทำยังไงที่จะให้คนพิการสามารถปรับตัวเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนที่ไม่มีความบกพร่องได้อย่างเป็นปกติสุข โดยที่สังคมจะไม่มองเลยว่า ความลำบากยากแค้นของคนพิการไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพแวดล้อม และทัศนคติของคนรอบข้าง ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติของคนพิการ แล้วมีอะไรบ้างที่สังคมจะปรับเพื่อให้คนพิการ (ซึ่งก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคม) สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากขึ้น การอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะระหว่างคน 2 คน คนกลุ่มเล็กๆ ไปจนถึงคนกลุ่มใหญ่ ต่างก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน (ไม่ใช่รอให้ฝ่ายเดียวปรับ) จึงจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 

คงต้องมาทำความเข้าใจความแตกต่างของคำว่า “บกพร่อง” (impairment) กับ “พิการ” (disabled) กันก่อนว่ามีความต่างกันอย่างไร

 

คำว่า “บกพร่อง” (impairment) นั้น ใช้เพื่อกล่าวถึงการขาดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือมีความผิดปกติทางจิตใจ หรืออารมณ์ ทำให้อาจต้องใช้วิธีที่แตกต่างออกไปในการที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น คนตาบอดอ่านหนังสือด้วยอักษรเบรลล์/ฟังเสียง ในขณะที่คนมองเห็นอ่านด้วยตัวอักษรปกติ, คนตาบอดใช้คำสั่งบนคีย์บอร์ดในการสั่งการต่างๆ บนคอมพิวเตอร์ แทนการใช้เม้าส์อย่างคนทั่วไป

 

ส่วนคำว่า “พิการ” (disabled) นั้น หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งคนใดประสบความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน สาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกที่ทำให้เขาเหล่านั้นพิการ เช่น คนตาบอดไม่สามารถกดลิฟต์ได้เองเพราะลิฟต์ไม่มีเสียงพูด, มนุษย์ล้อไม่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกเพราะทางเท้าไม่เรียบ มีคนวางของขายเต็มพื้นที่ ไม่มีทางลาด มีแต่บันได เป็นต้น

 

สรุปคือ “ความบกพร่อง” เป็นเรื่องทางกายภาพ แต่ “ความพิการ” เป็นเรื่องของสังคม

 

คนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องเป็นคนพิการ เช่น ถ้าลิฟต์มีเสียงและอักษรเบรลล์ คนตาบอดก็จะสามารถกดลิฟต์ไปยังชั้นที่ต้องการได้ด้วยตัวเอง หรือถ้ารถเมล์เป็นรถเมล์ชานต่ำที่อยู่ในระดับเดียวกับทางเท้า มนุษย์ล้อก็จะสามารถขึ้นรถเมล์ได้ โดยที่ไม่ต้องให้คนช่วยกันยกขึ้น

 

สาเหตุที่เราเขียนไว้ข้างบนว่า เห็นประโยคสุดท้ายของข่าวแล้วรู้สึกเจ็บปวด ก็เพราะว่าประโยคนี้ อาจดูเหมือนเป็นประโยคธรรมดาสามัญ ที่คนไทยเรามักพูดกัน แต่มันมีนัยสำคัญที่สื่อออกมาว่า...

 

“เป็นเรื่องที่นายจ้างต้องเสียสละมาก เพื่อรับคนพิการซึ่งอาจทำงานไม่ได้มากเท่าคนทั่วไป เข้าทำงานในองค์กรของตน เพราะฉะนั้น เราควรร่วม “อนุโมทนา” กับนายจ้างเหล่านี้ ที่ได้ทำบุญให้คนพิการได้มีงานทำ”

 

มันชี้ให้เห็นว่าเรายังมองคนพิการที่ความบกพร่อง ความด้อยความสามารถ มากกว่ามองที่ศักยภาพของเขาเหล่านั้น หรือมองว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคในการที่คนพิการจะสามารถทำงานได้เหมือนคนทั่วๆ ไป

 

จริงอยู่ที่การจะรับคนพิการคนหนึ่งเข้าทำงาน นายจ้างอาจต้องมีการปรับสภาพแวดล้อม หรือจัดหาอุปกรณ์เสริม เพื่อที่ลูกจ้างพิการจะสามารถทำงานได้ตามศักยภาพของตน นายจ้างอาจต้องเผชิญความยุ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าหากรับลูกจ้างที่ไม่พิการ แต่เราอาจไม่ทันคิดว่า การปรับอะไรที่ตอนแรกเรามองกันว่าเพื่อคนพิการที่มีความบกพร่องทางร่างกายใช้ประโยชน์เท่านั้น อาจเป็นประโยชน์แก่คนทั่วๆ ไปด้วยเช่นกัน เช่น คนชราที่มีปัญหาหัวเข่า คนท้อง คนหิ้วของหนัก หรือนักท่องเที่ยวที่ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ ก็จะได้ประโยชน์จากรถเมล์ชานต่ำ หรือการเขียนป้ายต่างๆ ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ ที่มีสีตัดกับพื้นหลังอย่างชัดเจน ก็จะทำให้คนทั่วๆ ไปมองเห็นและอ่านป้ายได้ง่ายขึ้นด้วย (ไม่ใช่แค่คนที่มีสายตาเลือนรางได้ประโยชน์เท่านั้น)

 

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นอะไรที่คนไทยเรายังไม่คุ้นเคย เลยมองว่ามันเป็นอะไรที่เหมือนคนพิการจะเรื่องมาก เรียกร้องจะเอาโน่นนี่ แต่หากวันนึงสิ่งเหล่านี้ได้รับการทำให้เป็นเรื่องปกติ จนกลายเป็นความเคยชินที่จะมองเห็นเบรลล์บล๊อกบนทางเท้า ลิฟต์มีเสียงพูดได้ หรือรถเมล์ไม่มีขั้นบันไดหลายขั้น วันนั้นคงเป็นวันที่คนพิการไทยไม่เป็นคนพิการอีกต่อไป...

 

Comment

Comment:

Tweet

บทความนี้ดีมากเลยคับ

#17 By Rabiosa (103.7.57.18|58.8.174.192) on 2012-08-27 21:10

ขอบคุณค่ะคุณ Poybig smile

#16 By blind bookworm on 2011-07-16 12:14

คงได้ขึ้น Hotpost ไปแล้ว เพราะนานมาก
แต่มาอ่านแล้วบอกได้ว่าชอบมากจริงๆค่ะ

#15 By PoY on 2011-07-14 14:35

Hot!

#14 By ppbangy on 2010-10-13 18:47

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

เพิ่งหัดใช้ดาวให้คะแนนเป็นครั้งแรกค่ะ อ๋อ! คลิกแนะนำให้เป็น hot post แค่นี้นี่เอง สงสัยมานานแล้วค่ะว่าทำยังไง วันนี้ทำเป็นแล้วค่ะ ฝึกเป็นกรรมการบ้าง เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์จริง
Hot! Hot! Hot!

#12 By ||CagedCanary|| on 2010-10-04 13:18

อืมๆๆ...มันเป็นสิ่งที่คนไทยยังไม่สามมารถพัฒนาไปไกลได้เพราะขนาดคนธรรมดา..ก็ยังขัดแข้งขัดขากันอยู่เลยsad smile Hot!

#11 By เจ้นุช on 2010-10-03 12:10

Hot!

#10 By mini-teddy on 2010-10-01 15:16

Hot! Hot! Hot!

#9 By ปิยะ99 on 2010-10-01 07:07

Hot! Hot! Hot! สาดดาวให้ปอม เขียนดี เขียนดี สาธุ

#8 By mahaoath on 2010-09-30 21:59

ตั้งแต่อ่านมาชอบงานเขียนชิ้นนี้ของปอมที่สุด ขอชื่นชมค่ะ

#7 By Barai (137.205.214.119) on 2010-09-30 19:14

Hot! Hot! Hot!

#6 By na m pu eng on 2010-09-30 16:03

ให้ดาวจ้าHot!

#5 By MamiLuv on 2010-09-30 14:44

Hot! Hot! Hot!

ขอแวะมาแปะดาวค่ะ

ถึงจะไม่ค่อยได้เมนท์ แต่ก็ติดตามอยู่ตลอดนะคะ confused smile

#4 By Choco on 2010-09-30 11:29

เห็นด้วยทุกประการครับ

จุดสำคัญควรเป็นการปรับสภาพแวดล้อม และทัศนคติของสังคม เพื่อให้คนพิการสามารถพึ่งพาตัวเอง ใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ต่างหาก ไม่ใช่หวังจะ "ทำบุญ"

Hot! Hot!

#3 By aaax on 2010-09-30 11:28

Hot! ช่วยดันๆ อยากให้คนได้อ่านกันเยอะๆ
Hot!

เป็นอีกมุมมองที่ดีมากเลยค่ะ big smile

#1 By แอ้ on 2010-09-30 00:12