One size doesn't fit all

posted on 16 Jul 2011 21:05 by nupomme in Thoughts

ในการสัมมนาเรื่อง inclusive business ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิคเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้มีโอกาสพูดคุยถกเถียงกันในช่วงรับประทานอาหารเกี่ยวกับเรื่องการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งที่เป็นคนไม่พิการเสนอความคิดว่า การที่พวกเราคนพิการเรียกร้องว่าบริษัทห้างร้านหรือธุรกิจควรต้องทำทางลาด ทำเคาน์เตอร์ ให้กับลูกค้าที่นั่งรถเข็น ซึ่งในละแวกร้านหรือสาขานั้นๆ อาจมีคนพิการมาใช้บริการแค่ไม่กี่คน เป็นการไม่คุ้มทุนอย่างยิ่ง

 

ในขณะที่ทางด้านคนพิการเราก็เห็นว่า เรามีสิทธิที่จะใช้บริการต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมเช่นกัน แต่พวกเราไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้ก็เพราะด้วยอุปสรรคหลายๆ อย่าง เช่น อุปสรรคทางกายภาพ สิ่งต่างๆ เช่น ทางลาด/ลิฟท์ นั้น ในตอนเริ่มแรกอาจถูกมองว่าคนที่ได้ประโยชน์คือคนพิการ แต่ในระยะยาว คนทั่วๆ ไปเองก็ได้ประโยชน์ด้วย

 

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจที่ผู้เข้าร่วมจากปากีสถานพูดถึงก็คือ แว่นตา ที่ในตอนแรกได้รับการประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้ใช้ แต่เดี๋ยวนี้เราเห็นกันหรือไม่ว่าแว่นตาพวกนั้น ได้พัฒนามาเป็นแว่นตากันแดด แว่นตาที่มีเลนส์สีต่างๆ กลายเป็นแฟชั่นไป

 

ในทางตรงข้ามโยชิมิยกตัวอย่างที่น่าสนใจถึงเรื่องบริการบางอย่างที่อาจมีคนรำคาญ เช่น ที่สถานีรถไฟในโตเกียว จะมีเสียงต่างๆ เยอะแยะมาก เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนตาบอด แต่คนตาดีบางคนรู้สึกรำคาญ เพราะมันเหมือนกลายเป็นมลภาวะทางเสียงไป

 

มันก็น่าคิด...เราคงจะไม่สามารถทำทุกอย่างให้ถูกใจคนทุกคนได้ แต่นั่นมันหมายความว่าแล้วเราไม่ต้องทำอะไรเพื่อคนที่อาจถูกมองว่าเป็นคนกลุ่มน้อยเลยหรือ? คนกลุ่มน้อยเหล่านี้ พวกเขาควรได้รับสิทธิเหมือนคนกลุ่มใหญ่คนอื่นๆ บ้างหรือไม่? ถ้าไม่มีใครมองเห็นหรืออยากทำอะไรเพื่อคนกลุ่มน้อย เราอาจจะยังไม่มีแว่นตาใช้ก็ได้...

 

ในขณะที่เรากำลังถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างออกรส วิทยากรก็ถามผู้เข้าร่วมสัมมนาว่าอาหารเที่ยงเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เข้าร่วมหลายคนบอกว่าเผ็ด โยชิมิผู้กินอาหารเผ็ดเก่งอยู่แล้วตกใจมากว่าไม่เห็นจะเผ็ดตรงไหนเลย ออกจะจืดไปซะด้วยซ้ำ เราก็เลยได้ทีเห็นช่องที่จะชี้ให้เห็นว่า นี่ไง...ความต้องการ ความชอบ หรือความสามารถในการกินเผ็ดของแต่ละคนไม่เท่ากัน แล้วถ้าคุณเป็นผู้จัดงานคุณจะทำอาหารยังไงให้ถูกปากผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคน เราจะบังคับไปเลยได้ไหมว่า โอเค คุณมาเข้าร่วมสัมมนาที่เมืองไทยที่มีอาหารรสจัด คุณก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าอาหารจะต้องรสจัดนะ เราไม่มีอาหารรสจืดๆ ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างชาติที่ทานเผ็ดไม่ได้ เพราะคุณมีกันแค่ไม่กี่คน คำตอบคือ ผู้จัดก็ทำอย่างนั้นไม่ได้จริงไหม แต่ถ้าจะทำอาหารรสจืดสำหรับผู้เข้าร่วมที่เป็นต่างชาติ คนไทย หรือคนที่ทานอาหารรสจัดได้ก็จะไม่ถูกปากอีก ถ้าคุณเป็นผู้จัด คุณจะทำอย่างไร?

 

สิ่งที่ผู้จัดทำคือ มีอาหารหลายอย่างให้เลือก มีทั้งที่รสจัด มีทั้งที่รสจืด มีทั้งที่เป็นอาหารฮาราล...นี่แสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถทำอะไรอย่างเดียว แล้วพยยาม fit สิ่งที่มีอยู่ให้เข้ากับคนทุกๆ คนได้

 

เช่นกันกับเรื่องที่เราถกเถียงกันมาอย่างที่เล่าข้างต้น ถ้าเราบอกว่าบริษัท/ธุรกิจเราคงทำทางลาดสำหรับมนุษย์ล้อไม่ได้หรอก หรือทำตู้เอทีเอ็มที่มีอักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอดไม่ได้หรอก หรือว่าทำเว็บไซต์ให้คนพิการสามารถเข้าถึงใช้ไม่ได้หรอก เหตุผลเพราะว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เล็กเกินไป ถ้าทำเราก็จะไม่คุ้มทุนกับสิ่งที่ต้องลงทุนสร้างไป แต่คนพิการสิ ต้องพยายามปรับตัวให้ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้ได้เอง มนุษย์ล้อต้องพยายามขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปตามร้านค้า คนตาบอดต้องจำเอาเองว่าต้องกดปุ่มนั้นปุ่มนี้กี่ครั้งถึงจะกดตังค์ได้ แบบนี้มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วหรือ แล้วในระยะยาว การที่ทางบริษัท/ธุรกิจกีดกันคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ออกจากธุรกิจ พวกเขาได้เสียโอกาสทางธุรกิจไปบ้างหรือไม่

 

ขอยกกรณีศึกษาของ Apple ผู้ผลิต  iPhone ในรุ่นแรกๆ ที่ยังไม่มีฟังก์ชั่นสำหรับคนพิการ ลูกค้าที่พิการแล้วอยากจะซื้อก็ซื้อไม่ได้ เพราะซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ ไม่คิดที่จะซื้อ หรือแม้แต่มีคนให้ฟรีก็ไม่เอา แต่ตั้งแต่ iPhone 3GS เป็นต้นมา ที่มีฟังก์ชั่นสำหรับคนพิการ ทำให้ iPhone พูดได้ จากวันนั้นเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มซื้อ iPhone มาใช้เป็นคนแรกของไทย มาจนถึงวันนี้ มีคนตาบอดไทยหลายสิบคนที่หันมาใช้ iPhone (ไม่นับคนตาบอดอีกทั่วโลก) และมีคนตาบอดไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังตัดสินใจจะซื้อ iPhone มาใช้ ตัวเลขเหล่านี้มันอาจดูเป็นส่วนน้อย อาจเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของจำนวนยอดขายทั้งหมด แต่นั่นก็หมายความว่า Apple มียอดขายเพิ่มขึ้น มีกลุ่มลูกค้าใหญ่ขึ้น นอกจากจะขายเครื่องได้ ยังขาย app, เพลง, หนังสือ,  accessories และสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย แล้วคนพิการเหล่านี้ก็ยังมีครอบครัวและคนรอบข้าง ที่พวกเขาสามารถสร้างผลกระทบ ทำให้บุคคลเหล่านี้มีความรู้สึกดีๆ กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพิ่มมากขึ้น เป็นตัวช่วยประชาสัมพันธ์ฟรีๆ ให้ เป็นคนช่วยขายให้โดยที่บริษัทไม่ต้องจ่ายค่า commission ด้วยซ้ำ ผลประโยชน์เหล่านี้มันอาจจะมากกว่าจำนวนรายได้จากการขายเครื่อง iPhone ที่ขายคนพิการก็ได้ และยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทก็ยังได้ภาพลักษณ์ที่ดีอีกด้วย

 

เราเชื่อว่าผลประโยชน์เหล่านี้ที่ทางบริษัท/ธุรกิจจะได้จากการเป็นบริษัท/ธุรกิจแรกๆ ที่คำนึงถึงคนกลุ่มน้อยอย่างคนพิการน่าจะพอหักลบกลบหนี้กับทุนที่ต้องลงไปในการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้บ้างหรอกนะ

 

สิ่งสำคัญคือการยอมรับและพร้อมที่จะผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายของคนในสังคม...

 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! เป็นมุมมองที่ดีครับ

#8 By Beskung on 2011-09-26 09:11

คุณเบนคะ ส่งเมลมาได้ที่ isvrss@googlemail.com ค่ะbig smile

#7 By blind bookworm on 2011-08-21 14:03

สวัสดีครับคุณปอม ผมตามอ่านบทความที่คุณปอมเขียนไว้หลายบทความแล้ว ผมรู้สึกประหลาดใจถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของคุณปอมอย่างมาก ผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังทำวิจัยเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตาร่วมกับลูกศิษย์ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบทางเท้า การเข้าถึงและการใช้พื้นที่สาธารณะของผู้พิการทางสายตาครับ อยากได้รับความช่วยเหลือจากคุณปอมไม่ทราบว่าจะมีโอกาสได้ติดต่อกันบ้างมั้ยครับ

#6 By เบล์ล (203.131.212.10) on 2011-08-16 11:36

เรื่องนี้น่าสนใจมากค่ะ ทุกวันนี้สินค้าที่เป็นเทคโนโลยีเพื่อคนพิการสร้างกันออกมาที่ราคาสูงลิบ เพราะคิดกันว่ากลุ่มตลาดเป็นกลุ่มคนพิการซึ่งเป็นคนส่วนน้อย

แต่ถ้ามองกันให้ดี บางครั้งเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ใช้สำหรับเฉพาะคนพิการเ่่ท่านั้น และอาจได้กลุ่มตลาดที่กว้างขึ้นได้ หากมีการคิดกลยุทธที่สร้างสรรค์ค่ะ ถ้ามัวแต่มองถึงผลกำไร มากกว่าความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีให้ดี อาจด้อยลงไป หรือพัฒนาอย่างเชื่องช้ากว่าที่เป็นมากค่ะ

ขอบคุณพี่ปอมมากค่ะ

#5 By KunuuNut on 2011-07-25 18:21

Hot!

#4 By Tar on 2011-07-17 18:22

Hot! Hot! Hot!

เห็นด้วยทุกประการครับ

Hot! Hot! Hot!

#3 By aaax on 2011-07-17 02:31

เห็นด้วยเลยอย่างเรื่องiPhoneหลังจากที่เรารู้จากปอม
ว่าiPhoneพูดได้ มีฟังก์ชั่นสำหรับคนพิการ
ก็ทำให้เรารู้สึกว่าเออ มือถือยี่ห้อนี้เจ๋งดี
เ้ค้านึกถึงคนอื่นด้วย คนพิการก็ใช้ได้ ดีจัง

บางครั้งเราก็ควรจะลงทุนเพราะเป็นเรื่องดี
เป็นเรื่องของน้ำใจที่ต้องนึกถึงเพื่อนๆที่อยู่ร่วมกันบนโลก
จริงๆก็ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอย่างที่ปอมเขียนเลย

ได้ช่วยเหลือคนอื่นให้ได้เข้าถึงในสิ่งต่างๆได้เท่าเทียมกัน
มันไม่คุ้มตรงไหน ยังได้รายได้และภาพลักษณ์ดีๆกลับคืนมาด้วยแท้ๆเนอะ

#2 By MamiLuv on 2011-07-16 23:15