พ่อแม่รังแกฉัน

posted on 24 Apr 2012 22:49 by nupomme in Thoughts

เพิ่งวางโทรศัพท์จากพี่คนหนึ่งที่บังเอิญได้รู้จักกันผ่านมาทางญาติของเขาที่ google มาเจอบล๊อกของเราที่นี่เมื่อหลายปีก่อน

 

ตอนที่ได้รับอีเมลจากพี่คนที่เป็นญาติ ตอนนั้นเรายังอยู่อังกฤษ เลยได้แต่อีเมลโต้ตอบกันและให้ความเห็นเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเรากลับมาเมืองไทยหลังเรียนจบ ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่เจ้าของเรื่อง (ขออนุญาตใช้ชื่อสมมติว่า “พี่เอ” แล้วกันนะคะ)

 

พี่เอเคยเป็นคนที่มีสายตาปกติ ใช้ชีวิตแบบคนทั่วๆ ไปมาหลายสิบปี แต่อยู่มาวันหนึ่งก็ค้นพบความจริงว่าตัวเองเป็นโรคต้อหิน ทำให้สูญเสียการมองเห็นไปเรื่อยๆ ตอนนี้ถึงจะยังพอมองเห็นบ้าง แต่ก็อ่านตัวหนังสือปกติไม่เห็นแล้ว งานที่เคยทำเมื่อก่อนก็ทำต่อไปไม่ได้อีก ต้องออกจากงานมาอยู่บ้านเฉยๆ

 

สิ่งที่พี่เอต้องการมากที่สุดตอนที่โทร. มาคุยกับเราคืออยากใช้คอมพิวเตอร์ได้ เพราะพอพี่เอต้องมาอยู่บ้านเฉยๆ ก็พยายามหาอะไรทำที่พอจะมีรายได้บ้าง พี่เขาก็เลยมาหัดเล่นหุ้น ก็เลยอยากดูหุ้นผ่านเว็บ นอกเหนือจากการฟังทางวิทยุและโทรทัศน์

 

ความต้องการของพี่เอก็ได้รับการตอบสนองไปแล้ว ด้วยการที่พี่เอจ้างคนตาบอดที่เก่งคอมพิวเตอร์ไปสอนให้ที่บ้าน เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทาง

 

แต่วันนี้ที่พี่เอโทร. มา ก็อยากจะสอบถามเรื่องไม้เท้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่พี่ญาติคนเดิมอ่านเจอบนอินเตอร์เน็ต คุยกันไปคุยกันมาก็เลยไปถึงเรื่องที่พี่เอน่าจะได้เข้ารับการอบรม “การสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว” เป็นการอบรมที่จะทำให้คนตาบอดและสายตาเลือนรางสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัย

 

พี่เอบอกว่า “ถ้าต้องไปค้างคืน บ้านพี่ต้องไม่ให้ไปแน่ๆ ทุกวันนี้พี่ก็เหมือนถูกขังอยู่ในบ้าน เวลาเขาจะไปไหนกัน เขาก็ไม่พาเราไป เพราะเขาบอกว่าเราทำอะไรช้า พี่อึดอัดมาก บางครั้งพี่แค่จะเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยว หรือไปเซเว่น พี่ก็ต้องรีบไปรีบมา เพราะแม่พี่จะคอยเป็นกังวล มันเลยทำให้พี่ไม่อยากไปไหนคนเดียว แต่พอจะให้คนอื่นพาไป เขาก็ไม่ค่อยอยากพาเราไป”

 

พี่เอบอกว่าเคยคุยเปิดอกกับที่บ้านว่า “พี่ก็เป็นคนนะ มีความรู้สึก มีอารมณ์ เหมือนกัน พี่ก็อยากจะไปไหนมาไหนเหมือนคนอื่นๆ บ้าง แต่พอพี่พูดแบบนี้ ที่บ้านเขาก็จะถามว่า มีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ เท่านี้ยังไม่พออีกหรือ คือเขาไม่เข้าใจความรู้สึกเรา”

 

เรื่องของพี่เอนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ธรรมดา มีพ่อแม่ของคนตาบอดหลายคนที่เรารู้จักก็มีความคิดและมุมมองคล้ายๆ แบบนี้ สาเหตุหลักก็มาจากความรัก ความห่วงใย ที่พ่อแม่มีให้แก่ลูกของตนที่มีความบกพร่องทางการเห็น เป็นความรัก ความห่วงใย แบบที่ว่า “ฉันดูแลลูกของฉันได้ ฉันตามรับ-ส่งลูกของฉันได้ ฉันไม่อยากให้เขาต้องไปลำบาก ต้องออกไปเดินทางเอง ก็ลูกของฉันมองไม่เห็น เดี๋ยวเขาไปแล้วจะเป็นอันตราย...” กว่าร้อยพันเหตุผลของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่จะมีให้แก่วิธีการปกป้องลูกของเขา

 

เพื่อนตาบอดของเราที่มีพ่อแม่ที่ over protective แบบนี้ หลายคนหัวดี เรียนเก่ง และมีความสามารถ เรียนจบแล้วก็อยากทำงาน แต่ติดปัญหาที่ว่าพวกเขาไปไหนมาไหนเองไม่ได้ ไม่คล่องตัว เวลาอยากจะร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ที ก็ต้องคอยเช็คกับคนที่บ้านก่อนว่าจะมีใครสามารถพาเขาไปได้ไหม ทำให้พวกเขาไม่มีอิสระในการที่จะคิดจะไปทำอะไร ทุกคนตอนนี้เป็นคนไม่มีงานทำ อยู่บ้านเฉยๆ อย่างดีก็เล่นเน็ต ฟังหนังสือเสียง ไปวันๆ ช่างน่าเสียดายเวลาและความสามารถของเขาแต่ละคน

 

เคยมีคนถามพ่อแม่เหล่านี้ว่า “หากวันหนึ่งที่พ่อแม่จะต้องจากโลกนี้ไปก่อนลูก แล้วเขาจะทำอย่างไร” ถ้าเป็นครอบครัวที่มีพี่น้องหน้าที่การดูแลก็จะเป็นมรดกตกทอดที่พ่อแม่จะส่งต่อไปให้ลูก (ที่ตาดี) รับช่วงต่อ

 

แต่พ่อแม่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าพี่น้องเหล่านั้นจะดูแลลูกที่มีความบกพร่องทางการเห็นที่ทำอะไรไม่ค่อยคล่องได้ดีเท่าที่พ่อแม่เคยดูแลมา หากพี่น้องเหล่านั้นไปมีครอบครัว เชื่อได้ว่าความสำคัญอันดับแรกที่พวกเขาต้องให้ก็คือครอบครัวใหม่ของพวกเขา แล้วคนตาบอดคนหนึ่งที่ทำอะไรไม่ค่อยคล่อง ไปไหนมาไหนเองไม่เป็น เขาเหล่านี้จะมีชีวิตเป็นอย่างไร

 

คำตอบก็คือ...คงมีชีวิตไม่ต่างกับการ “ติดคุก” ซึ่งอาจเป็น “การติดคุก” ตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว แล้วคนที่เป็นคน “ขัง” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือคนที่ “รักและห่วงใย” เขามากที่สุดนั่นเอง

 

เราเองก็เป็นคนตาบอดคนหนึ่งที่มีพ่อแม่ที่รักและห่วงใย แต่บังเอิญโชคดีกว่าเพื่อนๆ อีกหลายคน ที่พ่อแม่ยอมเสียน้ำตาเวลาเห็นเราต้องเจ็บตัวจากการที่เขาฝึกให้เราทำอะไรเอง ฝึกไปไหนมาไหนเอง พวกเขายอมเสียน้ำตาตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ค่อยๆ ฝึกเรามาตั้งแต่เด็ก จนในวันหนึ่งที่เราเติบโตขึ้นมาเป็นเราในวันนี้ เรียนจบปริญญา มีงานประจำทำ สามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง จากน้ำตาที่เคยเสียไป บัดนี้กลายมาเป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ และเราเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างไม่มี “ห่วง” อีก

 

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้แก่พ่อแม่ที่มีลูกพิการที่อาจได้ผ่านมาอ่านงานเขียนชิ้นนี้คือ “เราจะให้ความรักความห่วงใยแก่ลูกพิการของเราแบบไหน จะให้เขาเป็น “ไม้เลื้อย” ที่ต้องคอยเกาะเกี่ยวอยู่กับต้นไม้ต้นอื่นๆ ที่แข็งแรงกว่า  หรือจะให้เขาเป็น “ไม้ยืนต้น” ที่สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกได้ด้วยตัวเอง”

 

ความรักความห่วงใยที่แสดงออกมาในรูปของความสงสารและการปกป้องดูแลที่มากจนเกินไป คงจะไม่มีค่าเท่ากับความรักความห่วงใยที่แสดงออกมาในรูปของการให้โอกาสให้คนๆ หนึ่งได้พัฒนาและเติบโตตามศักยภาพของตัวเอง

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

big smile ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ ที่คนตาดีมองไม่เห็น

#9 By good (124.121.158.30|124.121.158.30) on 2014-01-23 12:16

big smile ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ ที่คนตาดีมองไม่เห็น

#8 By good (124.121.158.30|124.121.158.30) on 2014-01-23 12:15

เราก็เป็นคล้ายๆพี่เอค่ะ .....กลุ้มใจค่ะ จากคนปรกติ ต้องมาอยู่บ้านเฉยๆ

#7 By Gade (103.7.57.18|125.24.198.69) on 2012-12-15 15:27

พ่อแม่คนไทยส่วนใหญ่ชองเลี้ยงลูกแบบนี้ ขนาดคนตาปกติบางคนก็ยังเลี้ยงแบบนี้ จากความหวังดีกลายเป็นหวังร้ายไปซะงั้น angry smile

#6 By St.Devil (103.7.57.18|115.87.110.69) on 2012-05-04 23:10

Hot! ไม่ได้มาเขียนนานเลยนะจ๊ะ
เป็นมุมมองที่ใครหลายๆ คนมองข้ามไปจริงๆ ครับ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By pawin35 on 2012-04-26 11:25

Hot! Hot! Hot!

อยากให้ได้อ่านกันเยอะ ๆ จังครับ

#3 By aaax on 2012-04-25 11:15

เป็นแง่มุมที่น่าสนใจมากเลยครับ ผมว่าเพราะคนตาดีทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า คนตาบอดทำอะไรเองไม่ค่อยได้ จึงไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาฝึกทำ นับว่าน่าเสียดายมาก ผมเองก็เพิ่งได้รู้จากการอ่านบล้อกนี้ ว่าที่จริงแล้วคนตาบอดทำอะไรได้เยอะมากจนน่าทึ่ง หลายอย่างผมแทบจินตาการไม่ออกเลยว่า ทำได้อย่างไรโดยที่มองไม่เห็น ขอบคุณที่เปิดโลกทัศน์ให้คนตาดีผ่านบล้อกนี้ครับ

big smile Hot!

#2 By Tar on 2012-04-25 11:14

ไม่ได้เข้ามาอ่านเสียนาน ยังคงมีเรื่องราวในแง่มุมอื่นๆ มานำเสนอเช่นเคยเลยนะคะ แอ้อ่านแล้วเข้าใจเลยนะ และเห็นด้วยว่าไม่มีใครสมควรโดนขังทั้งนั้น ไม่ว่าจะขังด้วยความรักความเป็นห่วงหรืออะไรก็ตาม จริงๆ แ้ล้วน่าจะลองปรึกษาจิตแพทย์ดูนะคะ เชื่อว่าคุณหมอต้องมีไอเดียดีๆ หรือทางออกดีๆ ให้แน่เลย

#1 By แอ้ on 2012-04-25 06:06