Accessibility

เคยเขียนรวบรวมไว้นานแล้วค่ะ และก็ได้มีโอกาสส่งให้เพื่อนๆ คนตาบอดหลายคนที่เป็นน้องใหม่ในการใช้ iPhone ได้เอาไปฝึกใช้ iPhone/iPad เครื่องใหม่ของตน ก็เลยคิดว่าเอามาแปะไว้บนบล๊อกเพื่อเผยแพร่หน่อยดีกว่า เผื่อมีเพื่อนๆ ตาดีคนอื่นอยากจะลองใช้ voice over กันดูบ้าง ก็จะได้ควบคุมเครื่องกันได้อย่างเพลิดเพลินค่ะ ^__^

 
วิธีการ ‘touch’ iPhone สำหรับคนตาบอด Embarassed
 

นิ้ว

Function

1 นิ้ว แตะและลากผ่าน icon/item ต่างๆ

Voice over จะอ่านให้ฟังว่าเลื่อนผ่านอะไรบ้าง

1 นิ้ว แตะ 2 ครั้ง

เลือก icon/item ที่ต้องการ

1 นิ้ว ปัดไปซ้าย/ขวา

เลื่อนไปทีละ 1 icon/item (แบบนี้จะทำให้สามารถเลื่อนผ่านปุ่มต่างๆ ได้โดยไม่พลาด ไม่ว่าปุ่มจะเล็กแค่ไหนก็ตาม)

1 นิ้ว ปัดขึ้น/ลง

เลือก roter setting ต่างๆ

2 นิ้ว แตะ 1 ครั้ง

Pause/continue เสียงอ่านของ voice over

2 นิ้ว แตะ 2 ครั้ง

Play/pause iPod, ถ่ายรูป, รับ/วางสายโทรศัพท์, เริ่ม/หยุด การอัดเสียง ฯลฯ

2 นิ้ว ถูไปทางซ้ายแล้วย้อนกลับมาทางขวา

Back ไปยัง page ก่อนหน้า

2 นิ้ว ปัดขึ้น

เริ่มอ่านตั้งแต่จุดแรกของหน้านั้นๆ

2 นิ้ว ปัดลง

เริ่มอ่านตั้งแต่จุดที่อยู่ ณ ปัจจุบัน

2 นิ้ว ทำท่าเหมือนมุนปุ่มวิทยุสมัยก่อน

เปลี่ยน roter setting ต่างๆ เช่น word, character, line ฯลฯ

3 นิ้ว แตะ 1 ครั้ง

บอกหน้าและแถวที่เราอยู่ ณ ปัจจุบัน

3 นิ้ว แตะ 2 ครั้ง

เปิด/ปิดเสียง

3 นิ้ว แตะ 3 ครั้ง

เปิด/ปิดหน้าจอ

3 นิ้ว ปัดขึ้น/ลง

เลื่อนหน้าขึ้น/ลง

3 นิ้ว ปัดไปซ้าย/ขวา

เลื่อนหน้า home แต่ละหน้า (ในกรณีที่มีหน้า home มากกว่า 1 หน้า)

 

นับจากวันที่ได้ตัดสินใจซื้อ iPhone 3gs มาไว้ในครอบครอง เวลาก็ผ่านไปแล้วเกือบ 2 ปี...จาก iPhone 3GS เราก็ได้พัฒนาเปลี่ยนมาเป็น iPhone 4G จากลูกค้าตาบอดไทยคนหนึ่งที่ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะใช้ iPhone ยังไง และจะใช้ได้คุ้มกับสตางค์ที่จ่ายไปหรือเปล่า ก็พัฒนามาเป็นตัวแทนขายให้กับ Apple อย่างไม่เป็นทางการ (หมายความว่าไม่ได้เปอร์เซ็นต์จากการขายผลิตภัณฑ์ให้กับทางบริษัท แต่เชียร์ให้เพื่อนๆ ตาบอดใช้เพราะของเค้าดีจริง) และได้กลายมาเป็น 1 ในวิทยากรเรื่อง iPhone ให้กับคอร์ส iPhone สำหรับคนตาบอด

 

ในวันนี้ที่ iPhone 5 กำลังจะออกสู่ตลาด และข่าวคราวการ ขอบคุณ Steve Jobs ของ Stevie Wonder ที่น่าจะทำให้คนทั่วไปทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศได้รับรู้กันมากขึ้นว่าคนตาบอดสามารถใช้ iPhone ได้อย่างไร user อย่างเราก็เลยขอมาเขียนเม้าท์ถึง features ต่างๆ ของ voice over ใน iPhone 4 เพิ่มอีกหน่อย

 

ใน iOS 4x นี้ voice over ก็ได้มีการพัฒนาให้คนตาบอดสามารถใช้ iPhone, iPad, iPod ร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้นกว่าเดิม...

1. อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่าเมื่อเปิดฟังก์ชั่น voice over การ ‘touch’ iPhone จะไม่เหมือนเดิม (ไม่เหมือนอย่างไร เชิญย้อนกลับไปอ่านที่นี่ค่ะ) แล้วทีนี้เวลาที่จะขอให้คนตาดีถ่ายรูปให้ ก็มักจะเกิดปัญหาว่าเขา ‘touch’ แบบคนตาบอดไม่เป็น กว่าจะถ่ายได้ก็ต้องยุ่งยาก แล้วพอถ่ายได้ภาพก็เบลอ เพราะ ‘touch’ แรงไป ฯลฯ... วิธีที่ดีที่สุดคือการปิดเสียง voice over เพื่อให้คนตาดีสามารถใช้ iPhone ได้อย่างที่เขาถนัด แต่ถ้าเป็นรุ่น 3GS เราจะต้องเข้าไปใน setting > general > accessibility > voice over เพื่อปิด แล้วพอคนตาดีใช้เสร็จ ก็ต้องรบกวนให้เขาเข้าไปเปิดให้อีก ซึ่งเป็นการไม่สะดวกอย่างยิ่ง

 

แต่ใน iOS 4x ขึ้นมานี้ เราสามารถตั้งปุ่ม home (กด home 3 ครั้งติดกัน) ให้เป็น short cut ในการเปิด/ปิดเสียง voice over หรือสลับหน้าจอระหว่างตัวอักษรขาวบนพื้นดำ หรือดำบนพื้นขาว หรือเปิด/ปิด zoom ได้ โดยที่ไม่ต้องเข้าไปใน setting อีก หลังจากที่ตั้ง short cut ในครั้งแรกไปแล้ว เดี๋ยวนี้เลยสบายมาก คนตาบอดกับคนตาดีใช้ด้วยกันได้อย่างสะดวก เพียงแค่คุณกด home 3 ครั้ง เท่านั้น!

(หมายเหตุ : วิธีการตั้งปุ่ม home เป็น short cut ทำได้โดย setting > general > accessibility > triple click home)

 2. การสลับภาษา ถ้าเป็นรุ่น 3GS นี่เวลาจะเปลี่ยนภาษาที เราต้องเปลี่ยนทั้งหมด หมายความว่าถ้าอยากเปลี่ยนเป็นภาษาไทย เราก็ต้องยอมรับที่จะใช้เมนูภาษาไทยด้วย (ซึ่งจะอ่าน text ภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก) หรือเกิดอยากจะ inter ใช้เมนูและ voice over ภาษาอังกฤษ แต่เกิดต้องอ่าน text ภาษาไทย มันก็จะพูดไม่ออก (เงียบไปเลย) ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องใช้ทั้งอังกฤษและไทยอย่างเรามีความรู้สึกอึดอัดพอสมควร

 

แต่ใน iOS 4x มีการเพิ่มฟังก์ชั่น language rotor ซึ่งสามารถให้ผู้ใช้เข้าไปเลือกภาษาที่เราต้องการสลับไปมาไว้ได้ล่วงหน้า ผู้ใช้ที่ตั้งภาษาอังกฤษเป็น default ก็จะสามารถสลับภาษาเพื่ออ่าน text ภาษาไทยได้เพียงแค่ปลายนิ้วปัดขึ้น/ลงเบาๆ 1 ครั้ง เท่านั้น ไม่ต้องเข้าเมนูไปหลายชั้นเพื่อไปเปลี่ยนภาษาอีกต่อไป

(หมายเหตุ : language rotor อยู่ในเมนู voice over)

 

3. การพิมพ์บน virtual keyboard ถ้าเป็นรุ่น 3GS จะมีวิธีการพิมพ์แบบเดียว (standard typing) นั่นคือ เลื่อนนิ้วไปตามคีย์ต่างๆ เมื่อเจอคีย์ที่ต้องการก็ ‘touch’ 2 ครั้ง เพื่อพิมพ์ แต่ใน iOS 4x มีการเพิ่มวิธีการพิมพ์แบบใหม่ (touch typing) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลื่อนนิ้วไปตามคีย์ต่างๆ เมื่อเจอคีย์ที่ต้องการ เพียงยกนิ้วขึ้น เครื่องก็จะพิมพ์ตัวอักษรตัวนั้นให้ทันที

 

นี่ก็เป็น features เล็กๆ น้อยๆ ของ voice over ที่ make a big difference กับคุณภาพชีวิตของคนตาบอดที่นำมาเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ค่ะ

Accessibility in Macau

posted on 13 Sep 2010 11:52 by nupomme in Accessibility

สวัสดีค่ะ...วันนี้แวะมาอีกแล้ว...พอดี tweet เรื่องไปเที่ยวมาเก๊า tweet ไปๆ มาๆ ก็เลยรู้สึกว่าเอามาเขียนลงบล๊อกไว้ดีกว่า เผื่อใครผ่านไปผ่านมาได้อ่าน ดีกว่าจะหายไปกับสายลมของ timeline ใน twitter…

 

ก็ตามเคยนะคะ คือไม่มีรูปให้ดูอ่ะค่ะ แหะๆ แต่คิดว่าคงหารูปมาเก๊าสวยๆ ดูได้จากที่อื่นไม่ยากเนอะคะ (อิๆ ข้อแก้ตัวมั๊ยเนี่ย...)

 

Anyway, ขอเล่าถึงมาเก๊าจากมุมมองของคนตาบอดแล้วกันค่ะ วันนี้จะมาเขียนเรื่องสาธารณูปโภคที่ได้ไปสัมผัสแบบผิวๆ มานิดหน่อยค่ะ

 

ทุกคนที่จะไป หรือไปเที่ยวมาเก๊ากันแล้ว ก็คงรู้ว่าที่ที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ พลาดไม่ได้เลยก็คือ จตุรัสเซนาร์โด้ ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ

 

เราก็ได้ไปฝากรอยเท้าเอาไว้เรียบร้อย อิๆ...ระหว่างเดินเที่ยวย่านจตุรัสเซนาโด้และบริเวณรอบๆ เช่น โบสถ์ St Paul และพิพิธภัณฑ์มาเก๊า  เราก็พยายามสังเกตว่ามีเบรลล์บล๊อกเหมือนบ้านเราไหม แต่ไม่ยักกะมีแฮะ...แต่ทางเท้าเค้าค่อนข้างเรียบ ไม่มีของวางขายบนทางเท้าเหมือนบ้านเรา (หรือว่าเพราะฝนตกก็ไม่รู้เหมือนกัน)

 

ส่วนรถเมล์บางสาย(ที่ได้ขึ้น)มีเสียงพูดบอกป้ายถัดไป (ก็สะดวกดีสำหรับคนตาบอด) แล้วก็มีตัววิ่ง(สำหรับคนหูหนวก) แต่บันไดเยอะ ไม่รู้ถ้ามนุษย์ล้อจะขึ้นจะทำไง คิดถึงรถเมล์บ้านเราที่กำลังจะพยายามออกมาเพิ่มอีก 4 พัน คัน นี่นอกจากจะเป็นชานต่ำ (แบบที่จะให้มนุษย์ล้อขึ้นได้) ก็น่าจะมีเสียงบอกสถานี และตัววิ่งกำกับด้วยเหมือนกัน

 

แต่สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากพวกอุปกรณ์ประกอบอำนวยความสะดวกพวกนี้ สิ่งที่รถเมล์ไทยควรปรับปรุงให้ได้ คือการจอดรถเข้าป้าย สังเกตที่มาเก๊าเค้าจะไม่เปิดประตูรถนอกป้ายรถเมล์ แล้วอย่างป้ายที่จตุรัส ที่เป็นป้ายค่อนข้างใหญ่ ดูเหมือนว่ารถเมล์แต่ละสายจะมีที่จอดเฉพาะของตัวเองด้วย คนที่จะขึ้นก็ไปยืนตามที่ของสายที่ตนจะขึ้น ไม่ใช่ต้องไปวิ่งไล่ตามรถเมล์กันบนถนน

 

ส่วนโรงแรมที่พวกเราไปพักกัน (The Venetian) ลิฟต์มีเสียง แต่เสียงเบาไปหน่อย ฟังเสียงแล้วเหมือนพูดมาจากที่ไกลๆบนหัวเรา คล้ายๆ เสียงกระซิบจากสวรรค์เวลาดูหนัง (รู้สึกจะจินตนาการมากไปมั๊ย แต่รู้สึกงั๊นอ่ะ) ต้องคอยเงี่ยหูฟัง ถ้าคนเยอะก็ไม่ได้ยินเลย ส่วนปุ่มสำหรับกดมีอักษรเบรลล์กำกับ แต่รู้สึกว่าถูกย่อส่วนให้ช่องไฟค่อนข้างเล็กคล้ายอักษรเบรลล์ญี่ปุ่นที่จะมีขนาดช่องไฟเล็กกว่าอักษรเบรลล์ที่ใช้กันทั่วๆ ไป เพื่อย่อขนาดหนังสืออักษรเบรลล์ให้มีขนาดกะทัดรัดขึ้น (ก็ญี่ปุ่นอ่ะนะ ทุกอย่างต้องเล็กกะทัดรัด)

 

ทีนี้มาถึงป้ายบอกเลขห้องพักของ The Venetian เค้าก็มีอักษรเบรลล์ให้จับได้ว่าถึงห้องเลขอะไรแล้ว (ว่าจะขอให้พี่ถ่ายรูปป้ายให้เพื่อเอามาอัพบล๊อกก็ลืมจนได้สิน่า...)  ตัวเลขอักษรเบรลล์จะอยู่ต้ายตัวเลขห้องที่เป็นตัวอักษรปกติบนป้ายแผ่นเดียวกัน ถ้าคนตาบอดไปพักที่โรงแรมก็น่าจะหาห้องได้ไม่ลำบากจนเกินไป

 

เดี๋ยวนี้ลิฟต์ในอาคารหลายๆ แห่งก็เริ่มมีอักษรเบรลล์และเสียงพูดบอกชั้นกันแล้ว ถ้าโรงแรมหรืออาคารอื่นๆ สามารถทำได้แบบนี้ เวลาที่มีการประชุมของคนตาบอด ทางผู้จัดคงไม่ต้องมานั่งทำงานเพิ่ม โดยการพิมพ์อักษรเบรลล์บอกเลขชั้น (เพื่อไปติดตามปุ่มลิฟต์) หรือเลขห้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนตาบอดผู้เข้าร่วมงานกันอีก บางครั้งคนตาบอดบางคนที่อ่านตัวหนังสือปกติออกก็ต้องใช้วิธีคลำตัวเลขอารบิกหน้าห้องพัก แต่คนตาบอดที่ไม่เคยมองเห็น หรือเรียนตัวหนังสือปกติมาเลยก็หมดสิทธิ์กับวิธีนี้ ต้องพึ่งให้คนตามองเห็นหาห้องพักให้อย่างเดียว

 

อ้าว...แหะๆ...ลืมตัวบ่นไปซะแล้วค่ะ เอาเป็นว่าเล่าเรื่องสาธารณูปโภคแบบผิวๆ ที่ได้ไปสัมผัสมาจบแล้ว ขอจบเอนทรี่เลยแล้วกันค่ะ...