Accessibility

ขอเข้าไปดูด้วยคนสิ

posted on 19 Apr 2007 21:46 by nupomme  in Accessibility

พึ่งฟังหนังสือ มีชีวิตที่คิดไม่ถึง ของ ดังตฤณ จบ ต้องขอขอบคุณคุณ โจโฉ ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเสียง ทำให้คนตาบอดอย่างเราได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกับคนอื่นๆ ด้วย เอาล่ะเราจะไม่ขอพูดถึงเนื้อหาของหนังสือว่าเกี่ยวกับอะไร แต่จะขอพูดถึงเรื่องที่เกิดต่อจากนั้นหลังจากที่เราอ่านจบละกัน (ถ้าใครอยากรู้ว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไรก็ไปหาอ่านกันเองนะ บอกได้อย่างเดียวว่าอ่านแล้วทำให้อยากทำความดี)

โอเคเข้าเรื่องกันดีกว่า คือว่าในตอนท้ายของไฟล์หนังสือเสียงเล่มนี้ คุณโจโฉได้อ่านโฆษณาหนังสือเล่มอื่นๆ ที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เดียวกันไว้ด้วย เราได้ฟังชื่อหนังสือเหล่านั้นก็สนใจอยากเข้าไปดูรายละเอียด แต่ปรากฎว่าเข้าไม่ได้ค่ะ! ไม่ใช่ว่าเราเข้าหน้าเว็บของสำนักพิมพ์ไม่ได้หรอกนะ ที่เราว่า เข้าไม่ได้ นี้เราหมายความว่าเว็บนี้ไม่ accessible ค่ะ คือเราใช้โปรแกรมอ่านจอภาพสำหรับคนตาบอดที่ชื่อ JAWS (นายปลาฉลาม) เพื่อช่วยเราอ่านข้อความต่างๆ ที่แสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเราน่ะ วิธีการอ่านของเราก็จะใช้วิธีการกดปุ่มลูกศรเพื่อเลื่อนไปอ่านข้อความต่างๆ น่ะ แต่ทีนี้ไม่ว่าเราจะกดปุ่มผ่านลิงค์ไหนนี่มันก็จะคลิกลิงค์ให้เราหมดเลย ฉะนั้นแทนที่จะได้อ่านให้จบหน้าแล้วค่อยเลือกลิงค์ที่สนใจ การกลับกลายเป็นว่าไอ้เจ้าคอมฯของเราเลยได้แต่คลิกเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ เฮ้อ! เศร้าใจ จะทำไงดีละนี่ อยากรู้อ่ะว่าเค้ามีอะไรกันบ้าง

สิ่งที่ทำได้ก็คือปฏิบัติการป่าล้อมเมือง คือประมาณว่าไป search google.co.th เพื่อจะหาอะไรก็ได้ที่พูดถึงสำนักพิมพ์นี้ ผลก็คือได้แต่อ่านหน้าเว็บของเค้าที่ไม่ใช่หน้า home หรือไม่ก็อ่านข่าวที่พูดถึงสำนักพิมพ์นี้แทน ฮือๆ ให้ความรู้สึกเหมือนถูกปิดประตูไม่ให้เข้าบ้านยังไงยังงั๊นเลย

ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าเค้าใช้วิธีอะไรในการเขียนหน้าโฮมเพจ เพราะเราก็ไม่ได้เก่งคอมพิวเตอร์อะไร ก็แค่ผู้ใช้ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ปัจจุบันปัญหา web accessibility (การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารบนหน้าเว็บ) นี่เป็นปัญหาระดับโลก ในต่างประเทศมีมาตรฐานที่ผู้เขียนเว็บควรคำนึงถึงและปฏิบัติในการที่จะเขียนเว็บที่ดีและสามารถเข้าถึงได้โดยผู้พิการที่ต้องใช้ตัวช่วย (อย่างโปรแกรมอ่านจอภาพ) เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารบนหน้าเว็บได้ และยังมีโปรแกรมที่ผู้เขียนเว็บจะต้องนำหน้าเว็บที่ตัวเองสร้างขึ้นมาไปทดสอบก่อนว่าผ่าน accessibility test หรือไม่ (เค้าเรียกกันว่า validation) ในประเทศไทยที่รักของเราก็ได้ข่าวว่าเนคเทคกำลังดัดแปลงโปรแกรมตัวนี้อยู่เพื่อให้ง่ายแก่ผู้ใช้ในเมืองไทย

เฮ้อ! ไม่สมกับที่เรียกว่า world wide web เลยแฮะ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงได้ อย่างนี้ถ้าเป็นเว็บที่ขายของออนไลน์ (และรู้สึกว่าเว็บของสำนักพิมพ์ก็น่าจะมีการขายออนไลน์ด้วย) ก็เสียลูกค้าไปบางส่วนล่ะ (ก็เข้าไปดูเว็บไม่ได้ จะให้ซื้อได้ไงอ่ะ) อยากให้คนเขียนเว็บในเมืองไทยรับรู้เรื่อง web accessibility กัน และช่วยนำไปปฏิบัติกันด้วยก็จะดีมาก ยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว และชาวโลกเค้าก็ตื่นตัวกันมากในเรื่อง accessibility กันแล้ว คนไทยเราจะยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือ???

มีตัวอย่างจะเล่าให้ฟัง เมื่อสองปีก่อนตอนที่เรามาเรียนปริญญาโทที่อังกฤษนี่ มีเพื่อนคนไทยคนนึงเค้าเรียนเกี่ยวกับ e-business แล้วเค้าต้องทำหน้าเว็บจำลองเพื่อขายของให้กับบริษัทแห่งหนึ่งเป็นงานโปรเจ็กท์ของเค้า เค้าบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาบอกให้เค้าคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย และเผอิญว่ามีเราเป็นคนตาบอดคนไทยที่เค้ารู้จัก อาจารย์ก็เลยบอกให้เพื่อนเราเอาเว็บที่เขียนเสร็จแล้วมาให้เราทดสอบก่อนที่จะเอาไปส่งอาจารย์ อีกตัวอย่างก็คือมหาวิทยาลัยวอริคที่เราเรียนอยู่เค้าจะปรับปรุงหน้าเว็บ เค้าให้เราช่วยไปทดสอบเว็บให้ และตัวผู้เขียนเว็บเองก็มีโปรแกรมอ่านจอภาพแบบ demo ที่สามารถใช้ได้สี่สิบนาทีอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเค้าเองด้วยเพื่อทดสอบ accessibility ก่อนที่เค้าจะ launch หน้าเว็บนั้นๆ ให้คนภายนอกได้ใช้กัน

นี่ก็คงแสดงให้เห็นได้ว่าในประเทศอื่นเค้าให้ความสำคัญเรื่องคนพิการกันแค่ไหน

สุดท้ายก่อนจบเราอยากบอกว่าไม่ใช่แค่เว็บของสำนักพิมพ์นี้เท่านั้นที่คนพิการอย่างเราไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ยังมีเว็บอื่นๆ อีกหลายเว็บที่เป็นปัญหาสำหรับคนพิการอย่างพวกเรา แม้แต่เว็บของภาครัฐเองก็ตามที

(หมายเหตุ : ข้อความที่เขียนนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อโจมตีแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นประสบการณ์และความคิดเห็นของคนตาบอดคนหนึ่ง จุดประสงค์ที่เขียนนี้ก็เพื่อ

ติเพื่อก่อ เท่านั้นค่ะ)
edit @ 2007/04/28 19:43:16

วันนี้ได้อ่านผลการสำรวจของ American Foundation for the Blind (AFB) ที่เค้าสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้พิการทางสายตาในอเมริกาที่มีต่อแบงก์ดอลล่าร์สีเขียวๆ ที่พวกเราคุ้นเคยกันดี คือเรื่องมันเริ่มมาเมื่อปลายปีที่แล้ว (ถ้าเราจำไม่ผิด) ว่ามีการฟ้องร้องเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงการใช้แบงก์ดอลล่าร์ของผู้พิการทางสายตาในอเมริกา คนทั่วไปอ่านแล้วอาจฟังดูแปลกๆ แต่เราจะเล่าให้ฟังว่าทำไมเค้าถึงต้องฟ้องร้องกัน

สาเหตุก็คือว่าแบงก์ดอลล่าร์นั้นมีอยู่สีเดียวคือสีเขียว ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าไหร่ก็ตาม แถมยังมีขนาดเท่ากันไปหมดเสียอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้พิการทางสายตาจึงไม่สามารถบอกได้ด้วยสัมผัสหรือสีว่าแบงก์ที่พวกเค้ามีหรือได้รับทอนมานั้นมีมูลค่าเท่าไร พวกเค้าต้องพึ่งคนสายตาปกติให้ช่วยบอกให้ว่าแบงก์อะไรเป็นแบงก์อะไร หรือมีบางคนก็ต้องใช้เทคโนโลยีอย่างสแกนเนอร์ช่วยในการแยก (เว่อร์ไปมั๊ยเนี่ย ผู้พิการทางสายตาต้องใช้เทคโนโลยีช่วยแยกแบงก์ ในขณะที่คนสายตาปกติไม่ต้องทำอะไรเลย) เพราะอย่างนี้ผู้พิการทางสายตาจึงแก้ไขด้วยการมีวิธีการพับแบงก์ที่มีมูลค่าต่างกันในรูปแบบต่างๆ (อันนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเค้าพับแบบไหน คงต้องลองให้แอ๊ปเปิ้ลไปสืบดู)

นี่ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมจึงมีการฟ้องร้องเรื่องการไม่สามารถเข้าถึง และความไม่เท่าเทียมกันเกี่ยวกับการใช้แบงก์ดอลล่าร์เกิดขึ้น เราคิดว่ามันก็คงไม่เว่อร์เกินไปหรอกที่มีคดีแบบนี้เกิดขึ้น ก็อเมริกาเค้าก็ชอบฟ้องร้องกันอยู่แล้วด้วยนี่ ไม่งั๊นอาชีพทนายความจะรุ่งเหรอ

เอาล่ะมาเล่าถึงประสบการณ์อันน้อยนิดของเราเกี่ยวกับการแยกแบงก์มั่งดีกว่า เมื่อเกือบสี่ปีที่แล้วเรากับเพื่อนอีกคนหนึ่งก็มีโอกาสได้เดินทางไปเข้าร่วมการอบรมของผู้หญิงพิการนานาชาติที่ Eugene, Oregon เป็นเวลาสามอาทิตย์ พวกเราไปอยู่กับ host แล้วเค้าก็พยายามสอนให้เราดูแบงก์และเหรียญเหมือนกัน แต่ไม่สามารถเจ้าค่ะ เหรียญเค้าก็มีหลายแบบ (แต่ถ้าอยู่นานอีกนิดอาจพอแยกได้ เพราะอย่างน้อยก็มีรูปร่างและขนาดไม่เท่ากัน) แต่สำหรับแบงก์นี่หมดสิทธิ์ ไม่ว่าจะอยู่นานแค่ไหนก็ไม่มีทาง host เราเค้าบอกว่าที่จริงในแบงก์ดอลล่าร์แต่ละมูลค่าจะมีหน้าประธานาธิบดีต่างกันไป แล้วที่ด้านหนึ่งของแบงก์ก็จะมีตัวเลขที่ตัวโตกว่าอีกด้านหนึ่ง อันนี้สำหรับผู้พิการทางสายตาที่มองเห็นเลือนรางก็อาจพอแยกได้ แต่ถ้าสำหรับคนที่เกือบมองไม่เห็นแล้วอย่างเราก็ไม่มีทาง แต่เราก็สังเกตว่าเวลาไปซื้อของตามร้าน เวลาที่แคชเชียร์ทอนเงินเค้าก็จะค่อยๆ ทอนให้เราแล้วก็บอกไปด้วยว่าทอนอะไรมาให้เท่าไหร่แล้ว อันนี้ก็ดี แต่ก็ต้องวัดใจและเชื่อใจกันพอสมควร เพราะถ้าเกิดเจอคนไม่ซื่อสัตย์ขึ้นมาล่ะ จะทำไง แต่จากประสบการณ์สามอาทิตย์ของเราก็นับว่าผ่านไปได้ด้วยดี

คราวนี้มาดูแบงก์ของไทยเรามั่ง ที่จริงเราอยากบอกว่าเมืองไทยเรามีแบงก์ที่สวยงาม และเหมาะสำหรับผู้พิการทางสายตาไม่น้อย เพราะว่าแต่ละใบก็จะมีขนาดไม่เท่ากัน และมีสีที่แตกต่างกันไปอย่างค่อนข้างชัดเจนอีกด้วย (แต่รู้สึกว่าแบงก์ยี่สิบกับห้าสิบบาทรุ่นใหม่จะสีคล้ายกันไปเล็กน้อยสำหรับคนสายตาเลือนราง) แต่ก็ยังดีที่ยังมีขนาดไม่เท่ากัน ทำให้สามารถเอามาวัดเทียบกันได้ ก็เลยมีการคิดทำที่วัดแบงก์สำหรับคนตาบอดขึ้นมาโดยอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตท่านหนึ่งที่เป็นผู้พิการทางสายตาเหมือนกัน ที่วัดแบงก์นี้ก็จะเป็นแผ่นพลาสติกที่มีบานพับ เวลาใช้เราสามารถสอดปลายด้านหนึ่งของแบงก์ที่ต้องการวัดเข้าไปตรงกลาง แล้วพับแบงก์ลงมา ปลายแบงก์อีกด้านหนึ่งก็จะไปจรดกับเส้นใดเส้นหนึ่งที่มีอักษรเบรลล์กำกับว่ามีมูลค่าเท่าใด ใช้ง่ายและสะดวกพกพาดี แล้วเหรียญของไทยเราก็มีไม่มากเกินไป แยกได้ไม่ยาก แต่โดยส่วนตัวเราไม่สามารถคลำจุดเบรลล์ที่มีอยู่ที่เหรียญสิบได้ (เคยลองสังเกตุกันมั๊ยเอ่ยว่าที่ขอบนอกของเหรียญสิบมีจุดเบรลล์บอกราคาอยู่ด้วย) แต่เนื่องจากเหรียญสิบมีสองสีและมีขอบที่ค่อนข้างสัมผัสได้ง่ายจึงไม่มีปัญหาในการแยก

มาดูแบงก์ปอนด์กันมั่ง แบงก์ปอนด์ก็พอแยกได้เหมือนกันเพราะว่ามีขนาดไม่เท่ากัน สีนั้นถึงจะต่างกัน แต่ก็ค่อนข้างอ่อน จึงค่อนข้างลำบากอยู่บ้างในการแยกสำหรับสายตาอย่างเรา ตัวปัญหาของเงินสกุลนี้อยู่ที่เหรียญค่ะ เพราะว่ามีเหรียญเยอะเหลือเกิน มีตั้งแต่ 1p, 5p, 10p, 20p, 50p, 1 ปอนด์ และ 2 ปอนด์ ก่อนที่เราจะมาเรียนที่นี่ก็มีพี่คนตาบอดที่เคยมาเรียนก่อนเราเค้าสอนให้ลองจับที่ขอบเหรียญดู สำหรับเหรียญ 1 และ 2 ปอนด์ นั้นไม่ยาก เพราะว่าหนาและหนักกว่าเหรียญอื่น เหรียญ 20p และ 50p ก็ไม่ยากเหมือนกันเพราะว่ามีขอบเป็นเหลี่ยมๆ และมีขนาดต่างกันมาก แต่เหรียญ 5p กับ 1p นี่สิ มีขนาดใกล้เคียงกันมาก ถึงจะสีต่างกันแต่สำหรับคนตาบอดสนิทคงไม่สามารถบอกได้ด้วยสี พี่เค้าก็สอนให้จับดูที่ขอบ เพราะว่าเหรียญ 5p จะมีขอบขรุขระ ในขณะที่ 1p จะมีขอบเรียบ และท้ายสุดเหรียญ 10p กับ 2p ที่ก็มีขนาดใกล้เคียงกันก็หลักการเดียวกันค่ะ คือ 10p จะมีขอบขรุขระ และ 2p ขอบเรียบ แล้วทีนี้ก็มีคนถามว่าถ้ามีขอบขรุขระกับขอบเรียบเหมือนกันจะแยกระหว่าง 5p กับ 10p และ 1p กับ 2p ได้ยังไง ก็ไม่ยากเพราะขนาดไม่เท่ากัน เหรียญเล็กกว่ามีมูลค่ามากกว่าเหรียญใหญ่ค่ะ ก่อนที่เราจะมาเราก็เลยต้องหาเหรียญมานั่งหัดคลำดูก่อน เผอิญในเมืองไทยได้มาแต่เหรียญปอนด์ เลยต้องมาเรียนต่อที่อังกฤษ เรียกได้ว่า on the job training มั๊ง

พวกเราภูมิใจกันมากที่สามารถแยกเหรียญของอังกฤษออกได้ เพราะพี่เค้าเล่าว่ามีเพื่อนเป็นคนตาบอดอังกฤษเองเค้ายังไม่รู้เลยว่าเหรียญอะไรเป็นเหรียญอะไร เพราะว่าส่วนใหญ่เค้าให้คนดูให้ตลอด แล้วก็มีบางที่ที่ทำเหมือนอเมริกาคือเวลาทอนก็จะบอกให้เลยว่าเท่าไหร่ อิๆ ต้องให้คนตาบอดไทยมาสอนซะนี่

ส่วนแบงก์ของประเทศอื่นๆ นี่ยังไม่เคยเห็นค่ะ แต่อย่างแบงก์หยวนนี่เคยเห็นนานมาแล้ว ตอนนั้นยังพอมองเห็นอยู่ก็เลยไม่ได้สนใจมากเท่าไหร่ ก็เลยจำไม่ได้แล้ว อ้อ! เมื่อปีที่แล้วไปมาเลเซียก็ได้เห็นเงินริงกิตเหมือนกัน แบงก์เค้าก็ไม่เท่ากัน มีแบงก์หนึ่งริงกิตจิ๋วมาก น่ารักดีเราชอบ

หวังว่าคงพอได้ความรู้กันไปบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ

หมายเหตุ : คำว่า ผู้พิการทางสายตา, คนตาบอด และคนสายตาเลือนราง นั้นมีความหมายต่างกันไปนะคะ แล้วจะกลับมาขยายความในตอนต่อไปค่ะ


edit @ 2007/04/29 05:48:12
เฮ้อ หายไปหลายวัน ยุ่งหัวเกือบฟูเลย งานก็ยังไม่เรียบร้อยแต่อยากกลับบ้านแล้วอ่ะ โอเคๆ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า วันนี้ไม่ได้จะมาเขียนเรื่องงานวิจัย แต่อยากมาเขียนเรื่องประสบการณ์การขึ้นรถเมล์ที่อังกฤษต่างหากล่ะ คนตาบอดกับเรื่องรถเมล์นี่คงเป็นเรื่องฮ๊อตฮิตเลยนะ พลาดไม่ได้ ไปอ่านบล๊อกเพื่อนมาสองคนแล้วเค้าก็มีเรื่องนี้กันทั้งนั้น เลยขอมาเขียนเล่ามั่ง เดี๋ยวตกเทร็นด์ เมื่อประมาณสองอาทิตย์ก่อนเรากับเพื่อนๆ ไปรับอาจารย์และท่านผู้ใหญ่ที่มาจากเมืองไทยกันที่สถานีรถไฟในเมือง เนื่องจากว่าพวกเราก็แค่นักเรียนธรรมดาๆ ก็เลยไม่มีรถหรูๆ ขับกะเค้านะคะ เลยต้องพึ่งบริการสาธารณะ ที่จริงเราไม่ค่อยชอบนั่งรถเมล์เข้าเมืองสักเท่าไหร่ เพราะรถที่นี่เค้าเปิดฮีตเตอร์แทนเปิดแอร์ (หน้านี้ไม่เปิดแล้ว เปิดหน้าต่างแทน) แถมถนนที่นี่ก็มีวงเวียนเยอะมาก ทำให้เราปวดหัวคลื่นไส้ทุกครั้งที่ต้องนั่ง แต่ก็ยังดีที่ระยะทางที่ต้องนั่งนั้นไม่นานเกินไป พวกเราเดินไปรอรถที่ป้าย รถที่นี่ก็ตรงเวลาใช้ได้ รอไม่นานรถก็มา ตอนที่กำลังจะก้าวขึ้นเพื่อนเราบอกว่าคนขับเค้าลดระดับรถลงด้วยล่ะ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องก้าวขึ้นจากฟุตบาธ แค่เดินเฉยๆ เราก็อ๋อ เหรอ พึ่งรู้น่ะนี่ ขึ้นรถแบบนี้มาก็หลายครั้ง สังเกตุว่าไม่ต้องก้าวขึ้นเหมือนรถที่เมืองไทย ก็ยังนึกว่าที่นี่เค้าทำฟุตบาธให้เท่ากับบันไดของรถ พึ่งถึงบางอ้อกันวันนี้เองว่าที่จริงไม่ใช่ฟุตบาธหรอก แต่เป็นรถต่างหากที่ลดระดับลงได้ (สงสัยคงจะเป็นรถเมล์พื้นต่ำที่เราเคยได้ยินมา ที่เหมาะสำหรับให้คนนั่งรถเข็นขึ้นได้น่ะ) แต่จริงๆ เราว่ามันก็เหมาะสำหรับคนตาบอดอย่างเรา คนชรา คนที่ถือของเยอะๆ เด็กๆ และที่จริงก็คนทั่วๆ ไปด้วย บ้านเราน่าจะมีมั่ง การขึ้นรถครั้งนี้ทำให้นึกถึงครั้งที่ไปเยี่ยมเพื่อนที่ St. Andrews, Scotland ว่าตอนขากลับที่พวกเราขึ้นรถเมล์จะไปสถานีรถไฟ พี่ที่ไปด้วยกันก็บอกว่ามีคนนั่งรถเข็นขึ้นด้วยล่ะ เราได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกดีว่าที่นี่เค้ามีระบบสาธารณูปโภคเอื้อต่อคนพิการดี ไม่เหมือนกับที่บ้านเราที่คนที่นั่งรถเข็นจะไปไหนทีก็ลำบาก จะขึ้นรถเมล์ก็ไม่ได้ ต้องขึ้นแต่แท็กซี่ แล้วแถมแท็กซี่บางคันเห็นคนนั่งรถเข็นก็ไม่รับอีก เคยมีครั้งนึงเห็นคุณลุงเข็นรถอยู่บนพื้นถนนที่รถวิ่งเลย! อันตรายมากกก แต่ทำไงได้ล่ะ เข็นบนฟุตบาธก็ไม่ได้เพราะฟุตบาธไม่เรียบ แถมเวลาขึ้นลงฟุตบาธก็ไม่มีทางลาดอีก ทำไมชีวิตคนพิการไทยถึงต้องลำบากผจญกับอันตรายอย่างนี้นะ บ้านเราก็เคยมีความพยายามจะอำนวยความสะดวกคนตาบอดขึ้นรถเมล์เหมือนกันนะ ด้วยการติดเสียงให้กับรถเมล์สายสิบสองไง มีอยู่สายเดียวนะ เหตุผลที่ติดให้สายสิบสองก็เพราะว่าเค้าบอกว่าคนตาบอดใช้เยอะ เนื่องจากมันผ่านโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ และสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เอ่อคนตาบอดเดินทางกันแค่นี้เหรอเจ้าคะ ไม่ต้องไปไหนกันเลย แต่ถึงจะมีเสียงนะ เราว่ามันก็ช่วยไม่ได้มาก เพราะบางทีคนขับก็ไม่เปิดเสียง หรือบางทีเราเคยรอขึ้นรถสายนี้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โอเค วันนั้นคนขับเปิดเสียงค่ะ แต่รถอยู่ไหนล่ะ? อย่างที่รู้ๆ กันว่าที่อนุสาวรีย์ฯ นี่รถเมล์จะจอดเยอะมากกกกกก บางทีโน่นจอดอยู่เลนนอกโน่นแน่ะ ถ้าคนตาบอดไปคนเดียวจะไปหารถสายสิบสองเจอได้ไงอ่ะ ถึงรถจะมีเสียงก็ตาม หรือถึงจะหาเจอก็ต้องฝ่าด่านรถเมล์สายอื่นๆ ออกไปอีกหลายชั้น อันตรายจริงๆ ชีวิตข้าพเจ้าและเพื่อนๆ อีกครั้งนึงตอนนั้นเรานั่งรถจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยมาที่อนุสาวรีย์ฯ เพื่อจะต่อรถไฟฟ้า ปรากฏว่ารถเมล์จอดเลนนอกเจ้าค่ะ ลงไปเสร็จแล้วตกใจเลย ทำไงดีหว่ามองก็ไม่เห็น คนขับก็อุตส่าห์ใจดีนะ ตะโกนลงมาบอกผู้โดยสารที่ลงป้ายนี้ด้วยกันให้ช่วยคนตาบอดด้วยครับ เราก็คิดอยู่ในใจว่า อ้าว แล้วทำไมไม่ไปจอดข้างในล่ะฟะ จะได้ไม่ต้องลำบากกัน วันนั้นโชคดีมีคุณแม่ใจบุญมากับลูกน้อยคนนึงช่วยพาเราข้ามเลนข้างในไปถึงฟุตบาธได้อย่างปลอดภัย แต่ลองคิดดูสิว่ามันจะทุลักทุเลแค่ไหน มือหนึ่งคุณแม่ก็ต้องจูงลูกเค้า อีกมือหนึ่งก็คอยจูงเรา เฮ้อ! รอดมาได้ดีใจสุดๆ ขอขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองลูกช้างให้เดินทางปลอดภัย ความแตกต่างที่เราเห็นจากการขึ้นรถเมล์ที่อังกฤษและเมืองไทยนั้นไม่ได้มีเฉพาะตัวรถเท่านั้น แต่ตัวคนขับรถเมล์เองก็คงจะได้รับการอบรมวิธีการปฏิบัติตัวกับคนพิการดีกว่า เค้าจะไม่ออกรถจนกว่าจะเห็นว่าเราได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว หรืออย่างเวลาเราจะลงจากรถถ้ามีคนจะสวนขึ้นมาเค้าก็จะบอกให้คนนั้นรอก่อน ที่บ้านเราก็คงมีเหมือนกันที่คุณกระเป๋ารถเมล์จะคอยดูแลให้ แต่ถ้าเทียบตามสัดส่วนปริมาณแล้ว ก็ถือว่าเป็นส่วนไม่มากนักจากทั้งหมด เอหรือว่ามันจะเป็นเพราะเราอยู่บ้านนอกของอังกฤษนะ ชีวิตมันถึงไม่ต้องเร่งรีบเท่ากับในกรุงเทพฯ ต้องรีบขึ้น รีบลง ไม่งั๊นไม่ทัน
edit @ 2007/05/21 21:44:08