Accessibility

 

หลวงพี่โอ๊ต เคยแนะนำไว้นานแล้วค่ะว่าอยากให้เขียนเอ็นทรี่เกี่ยวกับการทำเว็บอย่างไรให้ผู้พิการที่ต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ช่วยในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ด้วย หลังจากที่ติดท่านไว้ซะนาน วันนี้ฤกษ์งามยามดี (หลังส่งวิทยานิพนธ์ให้บัณฑิตวิทยาลัยไปเรียบร้อย เย้!) เลยได้โอกาสมาเขียนให้อ่านกันค่ะ ก่อนอื่นไปดู VDO กันก่อนมั๊ยคะ

 

วีดีโอที่จะให้ดูกันต่อไปนี้ มีชื่อว่า WCAG 2.0 เค้าจะโชว์ให้ดูกันค่ะว่าคนพิการแต่ละประเภทเข้าถึงข้อมูลบนหน้าเว็บ หรือบนบล๊อกกันได้ยังไงนะคะ ส่วนเสียงสังเคราะห์ (speech synthesizer) นาย sharky ที่ได้ยินมาแร๊บเป็นเพื่อนคุณเดวิดนั่นคือเสียงโปรแกรมอ่านจอภาพที่ตัวเราและเพื่อนๆ คนตาบอดทั่วโลกใช้กันค่ะ เค้ามีชื่ออย่างเป็นทางการว่า JAWS ค่ะ

 

กดไปดูและฟัง กันได้ที่นี่ค่ะ

 

 

แล้ว WCAG 2.0 คืออะไร???

 

WCAG ย่อมาจาก Web Content Accessibility Guidelines มันคือเอกสารที่พัฒนาโดย W3C ซึ่งเป็นองค์กรที่คอยควบคุมดูแลเกี่ยวกับเรื่องเวบไซต์ เอกสารดังกล่าวได้เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ในรูปแบบของ WCAG 1.0 และในปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนมาเป็นเวอร์ชั่น 2.0 เพื่อให้เหมาะกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน

 

ทุกวันนี้ WCAG ได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ของนักพัฒนาเวบไซท์  มีหน่วยงานทั่วไปได้ยึดถือนำไปปรับให้เข้ากับกฎระเบียบและมาตรฐานเวบไซท์ของตน

 

ในส่วนของประเทศไทยก็เช่นกัน ได้มีการหยิบยกเอา WCAG 1.0 มาเป็นแม่บทในการร่างระเบียบของการพัฒนาเวบไซท์ต่างๆ หรือ TCAG เพื่อเป็นโครงการนำร่องใช้ภายในประเทศต่อไป  (ตอนนี้ไทยเราก็เริ่มมีการรื้อเว็บภาครัฐออกมาแก้กันแล้ว)

 

สำหรับกฎการพัฒนาเวบไซท์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้หลักๆ ใน WCAG 2.0 ประกอบไปด้วยหลักการสี่ข้อ ดังนี้

 

1. Perceivable หรือ สามารถรับรู้ทางประสาทสัมผัสได้ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็คือประสาทสัมผัสทางการมองเห็น ทางการได้ยิน โดยการรับรู้ดังกล่าวอาจสื่อผ่านมาจากการใช้ web browser หรืออุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น โปรแกรมอ่านจอภาพ หรือโปรแกรมขยายจอภาพ เป็นต้น

 

(ตัวอย่างเช่น เว็บที่ใช้รูปในการสื่อความหมาย รูปนี้สำหรับคนมองเห็นอาจสามารถรับรู้ข้อมูลที่ต้องการสื่อได้นะคะ แต่สำหรับคนตาบอดที่ต้องใช้โปรแกรมอ่านจอภาพช่วยในการอ่านเว็บ จะไม่สามารถรับรู้สารที่ต้องการสื่อได้ หากนักพัฒนาเว็บไม่ใส่คำบรรยายภาพไว้ใน alt tag ด้วย หรือสำหรับคนหูหนวกที่เข้าเว็บที่ใช้เสียงในการส่งสาร แต่หากไม่มีการใส่คำบรรยายเป็นตัวอักษร (caption) ให้พวกเค้าสามารถอ่านได้ไว้ด้วย คนหูหนวกก็จะไม่สามารถรับรู้สารที่ส่งผ่านเสียงได้ค่ะ)

 

2. Operable หรือ สามารถใช้งานได้จริง โดยผู้ใช้สามารถสื่อสารกับองค์ประกอบเนื้อหาของเวบไซท์ได้โดยผ่านเมาส์ แป้นพิมพ์ หรืออุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

 

(ตัวอย่างเช่น ลิงค์ที่ใช้รูปภาพเป็นสื่อ หากผู้ออกแบบเว็บไม่ใส่คำบรรยายลิงค์ไว้ด้วย คนตาบอดก็จะไม่สามารถเลือกลิงค์ที่ต้องการไปได้ถูกต้องค่ะ เพราะโปรแกรมอ่านจอภาพไม่สามารถอ่านรูปได้ค่ะ หรือถ้าหากผู้ออกแบบเว็บวางลิงค์ไว้ติดกันมากไป ผู้พิการแขนขาอาจมีปัญหาในการบังคับเม้าส์ให้เลื่อนไปยังจุดที่ต้องการคลิกเลือกได้ แต่หากวางลิงค์ไว้ห่างกันหน่อย อาจทำให้ผู้พิการแขนขาสามารถควบคุมเม้าส์ หรือ track ball ไปยังจุดต่างๆ เพื่อคลิกเลือกได้ง่ายขึ้นค่ะ การใส่ชื่อเว็บ หรือตั้งหัวข้อในกรอบต่างๆ เช่น frame หรือ title ให้สอดคล้องกับเนื้อหาก็จะช่วยให้การ navigate ทำได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

 

นอกจากเรื่องหน้าตา (interface) แล้ว ‘operable' นี้ก็ยังหมายรวมไปถึงความสามารถในการควบคุมเนื้อหาของเว็บโดยผู้ใช้ด้วยค่ะ เช่น การให้ผู้ใช้สามารถสั่งคำสั่งต่างๆ ได้ด้วยคีย์บอร์ด นอกเหนือไปจากการต้องใช้เม้าส์คลิกเพียงอย่างเดียว หรืออย่างบางเว็บที่มีเสียงเพลง ก็ควรมีคำสั่งให้ผู้ใช้สามารถเลือกกดปิดเพลงได้ (อันนี้นี่สำหรับคนตาบอดอย่างเรา ถ้าไปเจอบล๊อก/เว็บไหนที่มีเพลงแล้วล่ะก็...โบกมือลากันได้เลย เพราะเสียงเพลงจะดังกลบเสียงโปรแกรมอ่านจอภาพ จนไม่สามารถได้ยินเนื้อหาบนหน้าบล๊อก/เว็บนั้นๆ ได้ค่ะ) และอีกตัวอย่างคือการกำหนดค่าเวลาในการทำกิจกรรมบนเว็บ เช่น online banking ที่เราใช้อยู่ที่อังกฤษนี้ จะมีช่องให้ผู้พิการสามารถเลือกได้ว่าไม่ให้มีการ refresh หน้า เมื่อหมดเวลาตามที่กำหนด อะไรประมาณนี้ค่ะ)

 

3. Understandable หรือสามารถเข้าใจได้ ผู้ใช้สามารถเข้าใจ เนื้อหาต่างๆ บนเวบไซท์ได้โดยปราศจากความสับสนหรือความคลุมเครืออื่นใด

 

(การออกแบบหน้าเว็บให้ดูสวยงามด้วยสายตาโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการว่าการจัดวางลิงค์, รูปภาพ, หรือข้อความ ต่างๆ ไว้ตามจุดที่ดูด้วยตาแล้วอาจดูดี แต่พอนักท่อง