England

ดู Harry Potter ฟรีที่อังกฤษ

posted on 26 Jul 2009 04:19 by nupomme in England

ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่อยากอวด แหะๆ :P

 

คือวันนี้เข้าเมืองไปดู Harry Potter and the Halfblood Prince กับพี่มิ๊นมา ไหนๆ ก็เข้าไปดูโรงหนังในเมืองแล้ว (เพราะโรงที่มหาวิทยาลัยไม่มีเรื่องนี้) ก็ตั้งใจว่าจะไปลองใช้บริการ audio description ดูซะหน่อยค่ะ แล้วที่โรงหนังในเมืองก็มีบริการนี้ แต่ยังไม่เคยได้ลองสักที เพราะหนังบางเรื่องก็ไม่มีการทำ audio description แต่สำหรับพ่อมด Harry ผู้โด่งดัง ก็เลยพลาดไม่ได้ที่จะต้องมีการทำ audio description ให้แฟนๆ ตาบอดกันซะหน่อย  

 

Audio description คือเสียงพากย์เพิ่มเติมในช่วงที่ไม่มีบทสนทนาของตัวละครค่ะ สิ่งที่เค้าจะบรรยายก็พวกรายละเอียดที่อาจมีนัยสำคัญกับการเข้าใจเนื้อเรื่อง หรือเพื่อประสบการณ์ในการดูหนังให้ได้สนุกมากขึ้น รายละเอียดพวกนี้ก็เป็นพวกที่คนตาบอดไม่สามารถรับรู้ได้เพราะมองไม่เห็น เช่น เสื้อผ้าการแต่งกายของตัวละคร สภาพแวดล้อมของฉาก นั้นๆ หรือว่าในฉากนั้นๆ ตัวละครกำลังทำอะไรกันอยู่...สบตากัน...ใครเดินเข้ามาในห้อง...อะไรประมาณนี้น่ะค่ะ คิดว่าคงเหมือนที่ล่าสุดที่บ้านเรามีการพาน้องๆ ตาบอดไปดูหนังเรื่องก้านกล้วย แล้วมีคุณนันทนา บุญหลง (เอ...หวังว่าคงจำถูกคน) มาพากย์ให้ฟังเป็นพิเศษนั่นแหล่ะค่ะ แต่ที่นี่เค้าทำกับหนังหลายเรื่อง ทำลง DVD ด้วยก็มี เคยซื้อ Mourin Rouge มาดู ก็ดีไปอีกแบบ เพราะไม่งั๊นก็จะได้แต่นั่งอ้าปากค้างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเวลาที่ไม่มีบทพูดของตัวละคร  

 

พวกเราไปถึงในเมืองกันตอนเกือบบ่ายโมง ตกลงกันว่าเดินไปซื้อตั๋วหนังให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเดินไปร้าน Noodle Bar เจ้าประจำเพื่อหม่ำราดหน้าเส้นใหญ่กัน (อิๆ เรื่องกินพลาดไม่ได้)  

 

ไปถึงที่โรงหนังปรากฎว่ารอบที่มี audio description มีรอบตอนบ่ายโมง (เร็วไป) กับสี่โมงครึ่ง (ช้าไป) เลยอดลองใช้บริการไปตามระเบียบ เพราะไม่อยากกลับบ้านค่ำเกินไป แต่ก็คิดว่ามันก็คงไม่ต่างจากที่เคยดูใน DVD เท่าไหร่ เพียงแค่เท่าที่เข้าใจสำหรับการดูในโรงนี่เค้าจะมีหูฟังพิเศษมาให้หนึ่งอัน เอาไว้มาฟังคนเดียวน่ะค่ะ ก็เลยอยากจะลองซะหน่อย ผิดหวังนิดๆ แต่ไม่เป็นไร...

  

พวกเราตัดสินใจเลือกดูรอบบ่ายสามครึ่ง...ตั๋วหนังราคา 6.90 ปอนด์ ต่อคน กำลังเตรียมจะจ่ายทั้งหมด 13.80 ปอนด์ แต่ปรากฎว่าเค้าคิดแค่ใบเดียวค่ะ เค้าบอกว่าสำหรับคนตาบอดไม่ต้องเสียตังค์ แหม...ดีจังเลย...อดดูแบบที่มี audio description แต่ได้ดูฟรีแทน แบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้นะ อิๆ ประหยัด

 

 

สุดท้ายเลยเอาค่าตั๋วหนังไปซื้อลูกชิ้นเนื้อสไตล์สวีดิชจาก Ikea มาไว้ทำเป็นกับข้าวกินแทนค่ะ (ได้ข่าวว่า Ikea เค้าขายเฟอร์นิเจอร์...) ค่ะ ใช่ ขายเฟอร์นิเจอร์ แต่ก็มีอาหารขายด้วยอ่ะ :P

น้ำปลา + น้ำใจ

posted on 28 Jun 2009 02:49 by nupomme in England

แหะๆ สวนกระแสกับคนอื่นสุดๆ ในขณะที่ Exteen มีกิจกรรม June write ให้สมาชิกได้เขียนเอนทรี่กันทุกๆ วัน แต่สำหรับเราเดือนนี้เขียนไปเอนทรี่นึงแถวๆ ต้นเดือน โผล่มาอีกทีก็สิ้นเดือนพอดี :P  

 

วันนี้มีเรื่องอยากเล่าค่ะ เลยโผล่มาอัพบล๊อกได้ เป็นเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ สองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน (ยกเว้นคำว่า น้ำ) เรื่องนึงให้ความรู้สึกขำเล็กๆ แต่อีกเรื่องนึงให้ความรู้สึกดีๆ ค่ะ  

เรื่องแรกเป็นเรื่องขอน้ำปลาแท้ตราปลาหมึกของไทยเราที่ โก อินเตอร์ มาขึ้น shelf ที่เทสโก้สาขาใกล้บ้าน (และมหาวิทยาลัย) ของเราค่ะ

  

ความจริงเมื่อก่อนเทสโก้สาขานี้ก็ไม่ได้มีเครื่องปรุงไทยๆ อย่างน้ำปลา กะทิ หรือเครื่องแกง มาวางขายหรอกนะคะ ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยเรามีนักเรียนไทยมาเรียนเฉลี่ยปีละเกือบร้อย มาตั้งนานแล้ว (จำนวนนี้อาจฟังดูเยอะ แต่คงไม่ต้องบอกว่าแพ้นักศึกษาจีนขาดลอยค่ะ)

 

สมัยก่อนถ้าอยากซื้อเครื่องปรุงอาหารไทยพวกเราต้องนั่งรถเมล์เข้าเมืองเพื่อไปซื้อที่ร้านไทยกันค่ะ แต่เมื่อสามปีก่อนมีร้านของคนเกาหลีมาเปิดในช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (ที่เทสโก้ตั้งอยู่ด้วย) ร้านนี้ชื่อ Fresh Asia คือไม่ได้ขายแต่ของไทยอย่างเดียว แต่ยังมีเครื่องปรุงและอาหารของชาติอื่นๆ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย วางขายด้วย ก็นับว่าเป็นโชคดีของพวกเรานักเรียนไทยที่ไม่ต้องถ่อสังขารเข้าเมืองไปแบกข้าวไทยถุงละห้ากิโลขึ้นรถเมล์กันมา (ความจริงเทสโก้ก็มีข้าวไทยขายอยู่แล้ว แต่แค่กิโลเดียว ไม่จุใจค่ะ อิๆ)

  

คงไม่ต้องบอกว่าร้าน Fresh Asia (หรือที่เราเรียกกันย่อๆ ว่า FA) จะขายดีขนาดไหน...

  

วันดีคืนดีพวกเราก็เดินไปเจอว่าเทสโก้ไปเอาเครื่องปรุงอาหารไทย (อย่างที่ยกตัวอย่างข้างบน) มาวางขายแข่งบ้าง ในราคาที่ถูกกว่านิดนึง ตอนแรกพวกเราก็ไม่ค่อยอยากส่งเสริมพฤติกรรมแบบนี้เท่าไหร่ คืออยากให้ร้านเล็กๆ เค้าอยู่ได้ด้วยการพยายามไปซื้อของพวกน้ำปลา กะทิ อะไรพวกนี้จาก FA เหมือนเดิม แต่วันนี้เผอิญไม่รู้เพื่อนเรานึกยังไง ลองซื้อน้ำปลาตราปลาหมึกจากเทสโก้แทน พอมาดูบิลปรากฎว่าได้เห็นความไม่ค่อยประสากับอาหารเอเชียของฝรั่งค่ะ คือแทนที่ที่บิลจะเขียนว่า “fish sauce” เค้ากลับเขียนว่า “squid sauce” แทนไปซะนั่น ฮ่าๆๆ

  

จะว่าไปมันก็อาจจะไม่ใช่ความไม่ประสาอาหารเอเชียของฝรั่งไปซะทั้งหมดหรอก ก็แหม...ของข้างในเป็นน้ำปลา แต่ไปตั้งชื่อแบรนด์และแปะฉลากเป็นรูปปลาหมึกอ่ะ คนก็เข้าใจผิดกันได้แหล่ะเนอะ

  

ใครเป็นนักการตลาดช่วยให้ความกระจ่างหน่อยสิคะว่าแบบนี้มีผลกับด้านการตลาดของสินค้าตัวนี้บ้างมั๊ย เพราะตัวผู้บริโภคอาจถูก mislead จากชื่อแบรนด์หรือฉลากได้

  

เอาล่ะค่ะ...จบเรื่อง น้ำปลา ไปแล้ว คราวนี้มาเล่าเรื่อง น้ำใจ กันบ้างค่ะ

  

ย้ายโลเกชั่นของเรื่องจากเทสโก้มาเป็นที่ร้านเกาหลี FA ค่ะ คือธรรมดาพวกเราจะช้อปอาหารจำพวกผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ ที่เทสโก้กันจนเสร็จเรียบร้อย ขากลับก็จะแวะไปที่ร้าน FA ทุกครั้งเพื่อซื้อเครื่องปรุงหรืออาหารแห้งอื่นๆ ที่หาไม่ได้ที่เทสโก้ค่ะ เช่น ทอดมัน ลูกชิ้น มาม่า ฯลฯ

  

เผอิญว่าร้าน FA นี้เค้าให้อารมณ์ความเป็นเอเชียสุดๆ ค่ะ คือร้านเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยชั้นวางของและสินค้านานาชนิด (แม้แต่กลิ่นก็ยังใช่เลย) และเนื่องจากร้านเล็กมากนี้เอง ธรรมดาเราจึงมักจะยืนรอเพื่อนเราพร้อมรถเข็นใส่ของอยู่ที่หน้าร้าน เราก็ยืนรอของเราไปเรื่อย ไม่ได้คิดอะไรมาก พยายามยืนดูลมหายใจ ดูจิตของตัวเองไป...

  

สมัยก่อนตอนที่เจ้าของร้านเค้ายังมาดูแลร้านเอง (ได้ข่าวว่าเป็นเด็ก Ph.D ที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยของเรา แต่หัวใสเรียนไปด้วยทำธุรกิจไปด้วย) เวลาที่เค้าขนข้าวออกมาจัดวางไว้หน้าร้านแล้วเจอเรายืนรออยู่ เค้าก็จะส่งเสียงทักทายมาเป็นภาษาอังกฤษสไตล์เกาหลี เท่านี้เราก็รู้สึกดีถึงความเป็นมิตรของเค้าแล้วนะ

  

น่าเสียดายที่เดี๋ยวนี้เจ้าของร้านไม่ค่อยมามากเท่าเมื่อก่อนแล้ว เค้าจ้างคนอื่นให้มาทำหน้าที่ต่างๆ แทน และหนึ่งในนั้นก็คือแคชเชียร์ค่ะ อยากบอกว่าแคชเชียร์นี่แหล่ะค่ะที่ทำให้เราประทับใจ...เท่าที่รู้แคชเชียร์คนนี้เป็นคนล่าสุดที่อยู่มานานพอควร

  

วันหนึ่งเมื่อสามอาทิตย์ก่อน เราก็ยืนรอเพื่อนอยู่หน้าร้านตามปกติ...แต่แล้วก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ตอนแรกนึกว่าใครจะมาถามอะไร แต่ปรากฎว่าคุณแคชเชียร์เดินเข้ามาแนะนำตัวเองว่าเค้าเป็นพนักงานของ FA นะ เค้าเอาเก้าอี้มาให้เรานั่งรอค่ะ เพื่อนเราบอกว่าเค้าว่าเค้าเห็นเราทุกอาทิตย์ ก็เลยเอาเก้าอี้มาให้นั่ง (ทั้งๆ ที่เพื่อนเราก็ไม่ได้เข้าไปซื้ออะไรนานเท่าไหร่) แต่ไอ้ความมีน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหล่ะที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจ จนตอนนี้ผ่านไปแล้วสามอาทิตย์เค้าก็จะออกมาจากร้าน เอาเก้าอี้มาให้เราทุกครั้ง ทันทีที่เพื่อนเราเดินเข้าร้านไปซื้อของ ดีใจที่ได้เจอคนน่ารักๆ ค่ะ (เพื่อนเรากระซิบว่าหน้าตาก็น่ารักด้วย)

  จบแล้วค่ะเรื่องที่อยากเล่า...

Enjoy Shopping

posted on 05 May 2009 16:30 by nupomme in England

เดี๋ยวนี้ไม่ต้องออกจากบ้านก็เสียตังค์ได้...

 

ที่อังกฤษนี่มีองค์กรคนตาบอดใหญ่ยักษ์อยู่แห่งหนึ่งชื่อ Royal National Institute of the Blind (RNIB) ที่พวกเราคนตาบอดไทยได้อาศัยใช้บริการสั่งหนังสือ ยืมหนังสือ สั่งซื้อของจุกจิกจิปาถะกันอยู่เนืองๆ ล่าสุดเรากับน้องลูกเกดก็ enjoy shopping กันสุดๆ

 

มันเริ่มจากที่เราอยากจะสั่งหนังสืออ่านเล่นเล่มหนึ่ง ซึ่งมีขายเป็นอักษรเบรลล์ในราคาเท่ากับหนังสือปกติทั่วไป (ธรรมดาหนังสืออักษรเบรลล์ที่เราสั่งทำเองในไทยจะมีราคาแพงกว่าหนังสือเล่มจริงมาก) ก็เลยว่าจะสั่ง แต่รู้ดีว่าเราคงไม่มีเวลาอ่านได้ในช่วงนี้ เลยถามลูกเกดว่าพี่โอนตังค์ให้สั่งให้ได้ไหม จะได้ให้เค้าส่งไปบ้านน้อง แล้วให้น้อง (ผู้ซึ่งเราคิดว่ามีเวลาอ่านมากกว่าเรา) อ่านก่อน แล้วช่วยส่งหนังสือนั้นกลับไทยให้เรา ซึ่งเราก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากลูกเกด 

 

ทีนี้จากการสั่งหนังสือหนึ่งเล่ม รายการสั่งของมันก็งอกออกมาอีก เมื่อน้องเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ที่ RNIB เค้ามีนาฬิกาที่เป็นทั้งอักษรเบรลล์ให้เปิดฝาเอานิ้วอ่านเวลาได้ และสามารถกดให้มันพูดบอกเวลา (เป็นเสียงภาษาอังกฤษ) ได้อีกด้วย ขายในราคา...ถ้าคูณเป็นเงินไทยตอนนี้ก็แค่ประมาณ 1,500 บาท เท่านั้นเอง เราก็เลยแวะเข้าเว็บไซต์ของเค้าไปดูรายละเอียดซะหน่อย แต่สุดท้ายยังไม่ตัดสินใจสั่ง เพราะกะว่าจะให้คนมองเห็นช่วยดูให้ก่อนว่าสวยไหม (เชิญคลิกไปดูหน้าตาของนาฬิกาได้ ที่นี่เลยค่ะ)  

 

แต่แทนที่จะได้นาฬิกา เรากลับไปได้อย่างอื่นมาแทน คือพวกเราคนตาบอดนี่ก็ไม่ต่างจากคนมองเห็นนะคะ ที่เวลามองเห็นเจ้าตัวอักษรสีแดงตัวโตๆ สี่ตัว แปะอยู่หน้าร้านแล้วนี่อาการอยากได้ของก็พุ่งขึ้นมาทันที สำหรับพวกเราแค่ได้ยินคำว่า “Sale” บนเว็บเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีสีแดงมาเป็นตัวกระตุ้น เท่านี้ก็เรียบร้อยโรงเรียน RNIB ซะแล้วค่ะ 

 

สรุปว่าพวกเราได้ organiser เบรลล์ มากันคนละเล่ม เราไม่เคยเห็นเหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่น้องลูกเกดที่เคยได้เป็นของขวัญจากเพื่อนบอกว่าดี เราก็เลยลองสั่งมาดู แหม...ลดตั้ง 50% แน่ะ

 

นอกจากนั้นก็ยังได้กระดาษไว้สำหรับเขียนอักษรเบรลล์ที่จะเอามาใช้เป็นไส้เติมใน organizer ของพวกเรากันอีกคนละชุด พร้อมด้วย slate ที่ไม่ว่าพวกเราจะพยายามอ่านคำอธิบายบนเว็บกันสักเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าไอ้เจ้า slate อันนี้ที่เค้าโฆษณาสรรพคุณว่าสามารถเขียนจากซ้ายไปขวาได้เหมือนเวลาที่คนทั่วไปเขียนตัวหนังสือปกติ (ธรรมดาการเขียนอักษรเบรลล์จะเขียนจากขวาไปซ้ายค่ะ) แล้วก็ไม่ต้องพลิกกระดาษกลับหน้ามาอ่าน เพราะว่าเบรลล์ที่เขียนจะนูนขึ้นมาได้เลย เรากับลูกเกดอ่านกันยังไง๊ยังไงก็นึกไม่ออก จึงตัดสินใจกันว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ เพราะฉะนั้นก็สั่งกันอีกคนละชุด 

 

วิธีการสั่งก็ไม่ยากเลยค่ะ จะสั่งออนไลน์บนหน้าเว็บก็ได้ (แต่เราเคยทำเมื่อหลายปีก่อนไม่สำเร็จ) เลยใช้วิธีโทร.ไปสั่งแทน เท่านี้ก็เรียบร้อย รอรับของที่จะส่งมาทางไปรษณีย์ได้เลย ที่นี่นอกจากหนังสือของคนตาบอดที่ส่งฟรีแล้ว อุปกรณ์อื่นๆ ของคนตาบอดก็ส่งฟรีเหมือนกันค่ะ แถมมีบริการบุรุษไปรษณีย์มารับของถึงที่ด้วยสำหรับคนตาบอดที่ต้องการส่งของ แต่อาจไม่สะดวกหอบของพะรุงพะรังเดินไปไปรษณีย์เอง (กะว่าจะลองใช้บริการดูตอนที่ต้องส่งหนังสือกลับไทย ไม่รู้ว่าจะเป็นไงเหมือนกัน เอาไว้ได้ใช้บริการแล้วจะมาเขียนเล่าค่ะ) 

 

......ผ่านไปสามวันของที่สั่งก็มาถึงหน้าประตูบ้านเรียบร้อย (ตอนแรกกะว่าจะเอารูปบนเว็บมาให้ดูหน้าตาของที่สั่ง แต่หาลิงค์หน้าของ Braille pocket organiser ไม่เจออ่ะ) เอาเป็นว่าขออธิบายแทนละกันค่ะ......  

 

Braille pocket organizer ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่เอาแฟ้มห่วงอันเล็กๆ มาใส่กระดาษเปล่า เพื่อเอาไว้เขียนนัดหมายหรือโน๊ตอะไรเล็กๆ น้อยๆ ลงไป แต่ที่ทำให้พิเศษหน่อยก็คือมีปฏิทินเบรลล์ให้ด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นเราสามารถเขียนโน๊ตวันนัดหมายแล้วไปสอดไว้หลังปฏิทินเดือนนั้นๆ ได้ และเพราะมีขนาดเล็ก จึงสามารถพกพาใส่กระเป๋าถือไปไหนมาไหนด้วยได้อย่างสะดวกสบาย

 

ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คลิกไปดูรูป

braille king pocket frame ได้เลยค่ะ เราชอบแพ๊คเกจจิ้งมาก เล็กกะทัดรัดน่ารักดี

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่ชอบการสั่งของกับ RNIB ก็คือ ได้ของมาตั้งเกือบเดือนแน่ะค่ะกว่าเค้าจะเก็บตังค์ แหะๆ เราเลือกที่จะจ่ายแบบ direct debit คือให้เค้าตัดเงินจากบัตร debit ของเรา ธรรมดานี่ถ้าเป็น debit card ทางร้านจะตัดเงินในบัญชีทันที หรือไม่ก็วันสองวันหลังจากนั้น แต่ของ RNIB นี่เหมือนกับให้เครดิตกลายๆ เลย

 

ตอนนี้เวลาเครียดๆ เรากับลูกเกดก็ยังแวะเข้าเว็บ RNIB กันอยู่เรื่อยๆ แหะๆ ล่าสุดพึ่งสั่งรายงานวิจัยของ RNIB ไป (อันนี้เพื่อการศึกษาค่ะ)