News

เจ๋งจริงๆ ค่ะ นี่คือตัวอย่างของคนพิการที่ไม่ยอมแพ้ต่อความพิการ ถ้าไงลองแวะเข้าไปดูรูปของคุณโสภณดูนะคะ (ให้เพื่อนไปดูเค้าบอกว่าสวยดีค่ะ)

 

พิการไม่ใช่อุปสรรคการมีชีวิตแต่จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสู้ต่อไป

โสภณ ฉิมจินดา

"ความพิการไม่ใช่อุปสรรคของชีวิต ไม่ได้หมายความว่าชีวิตหมดสิ้น ซึ่งความหวัง ความสุข ที่จะก้าวต่อไป ความทุกข์ใจที่เกิดจากการช่วยเหลือตนเองไม่ได้จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสู้ต่อ
ไป" นี่คือการคิดเชิงบวกของ "โสภณ ฉิมจินดา" วัย ๓๒ ปี ผู้พิการครึ่งล่าง นั่งยานพาหนะคู่ใจ "วีลแชร์" โบกรถท่องเที่ยวถ่ายภาพ "ยิ้ม" ของผู้คน และสถานที่ต่างๆ
ที่เขาพานพบ และนำมาแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นได้มีความสุขจากผลงานของเขา

"โสภณ" เป็นชายหนุ่มผู้รักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ แถมยังมีพรสวรรค์ในการถ่ายภาพอย่างหาตัวจับได้ยาก เพราะสะสมองค์ความรู้ด้านการถ่ายภาพ จากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ
ทุกครั้งที่มีโอกาส เขาจะโบกรถไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อยู่เป็นประจำ กระทั่ง ๖ ปีก่อน เขาโบกรถไปเที่ยวกับเพื่อนๆ พร้อมๆ กับไปสำรวจโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร
จ.แม่ฮองสอน เพื่อทำโครงการอาหารกลางวันแก่เด็กๆ ผู้ด้อยโอกาส จนประสบอุบัติเหตุรถตกเขา ไขสันหลังขาด ส่งผลให้ช่วงล่างของร่างกายตั้งแต่เอวลงไปไม่สามารถใช้งานได้
ต้องเปลี่ยนมานั่ง วีลแชร์

ก่อนหน้านั้นไม่นาน สมาชิกครอบครัว "ฉิมจินดา" ๕ คนเจอมรสุมเศรษฐกิจถึงขั้นล้มละลาย ตาม "องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์" (ร.ส.พ.) จากที่เคยทำธุรกิจรับส่งสินค้า
ผู้เป็นแม่ต้องเปลี่ยนอาชีพมาขายขนมส่งเสียลูก แต่ "โสภณ" มีเวลาโศกเศร้ากับโชคชะตาแค่ ๒ วัน เขาก็มีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปโดยไม่ยี่หระกับความพิการ เพราะได้กำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนฝูง
เขามองหาช่องทางที่จะทำอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้มีชีวิตอยู่ใน สังคมอย่างมีคุณค่าในตัวเอง มีความสุข และไม่เป็นภาระของครอบครัว

ชายหนุ่มจึงสมัครเรียนเขียนโปรแกรมที่ โรงเรียนอาชีวะศึกษาพระมหาไถ่ พัทยา เรียนรู้งานกราฟฟิกดีไซน์ผ่านสื่อการเรียนรู้ ซีดี อินเทอร์เน็ต จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
เช่น งานออกแบบนิทรรศการ ไปจนถึงการทำงานในวงการโทรทัศน์ และผลงานภาพยนตร์สั้นเรื่อง “เก็บยิ้ม" ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวด Disability Film Awards ๒๐๐๘
ในงานเทศกาลภาพยนตร์และการสัมมนาเรื่องความพิการ DISABILITY film festival & seminar ๒๐๐๘ เป็นต้น

วันนี้ "โสภณ" ได้คำตอบแล้วว่า "ความพิการ" ที่เกิดขึ้นด้วยความไม่ได้ตั้งใจ เปิดโลกทัศน์ เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ของเขาอีกมากมาย ได้ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ
ไม่ต่ำกว่า ๒๔ จังหวัด เรียนรู้ชีวิตของผู้คนผ่านการโบกรถไปตามสถานที่ต่างๆ เขาตั้งใจว่า จะโบกรถไปทั่วประเทศ และพา "แม่" ผู้ให้กำเนิดอายุ ๖๑ ปีไปด้วย จุดหมายแรกคือโรงเรียนใน
จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อระดมทุนจากผู้สนับสนุนสร้างอาคารอเนกประสงค์ ตามความตั้งใจเมื่อครั้งไปสำรวจสถานที่เมื่อ ๖ ปีก่อนให้เป็นจริง พร้อมทั้งเขียนหนังสือถ่ายทอดประสบการณ์ของเขาเพื่อแบ่งปันให้แก่คนพิการไปในตัวด้วย

"ผมชอบถ่ายรูปคนยิ้ม เพื่อสื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่าคนเราแม้ว่าจะแตกต่างกันปานใด ทั้งฐานะ ชนชั้น จน รวย พิการ หรือครบ ๓๒ แต่ทุกคนก็มีรอยยิ้มเหมือนกัน และรอยยิ้มคือกำลังใจที่แบ่งปันกันได้ในผู้คนทุกหมู่เหล่า
ผมตั้งใจว่าจะถ่ายรูปคนยิ้มให้มากที่สุด เพื่อแชร์ความสุขให้แก่เพื่อนร่วมโลกตราบเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่" ชายหนุ่มที่ได้รับเลือกให้เป็น ต้นแบบคนพิการไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
(พม.) ซึ่งจะเปิดตัวในงานมหกรรมต้นแบบคนพิการไทย วันที่ ๑๕ กรกฎาคมนี้ กล่าว

และที่สำคัญที่สุด "โสภณ" อาสาถ่ายทอดคำพูดจากหัวใจคนพิการทั้งหลายว่า พวกเขาไม่ต้องการให้ผู้คนในสังคมมอง "คนพิการ" อย่างสังเวช หรืออยู่ในฐานะที่ต้องการให้
"สงเคราะห์" แต่อยากให้รับรู้ว่า "คนพิการ" ก็เป็นคนปกติที่มีชีวิตอยู่ในสังคมได้ อาจจะมีอุปสรรคในการดำเนินชีวิต แต่ไม่ใช่คนที่เป็นภาระของสังคม ขอให้ "เข้าใจ"
ก็เพียงพอแล้ว เช่นเดียวกับ "สมสรวง กองเงิน" สาวโสด วัย ๔๕ ปี มองเห็นแค่เลือนลาง ตั้งแต่กำเนิด ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ และตาอักเสบเกิดการติดเชื้อจนบอดสนิทเมื่ออายุ
๒๕ ปี

กระทั่งปี ๒๕๓๙ มีโอกาสได้ฟังรายการวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ว่าศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน จ.นครปฐม สอนถักไหมพรม และอักษรเบรลล์ จึงมาสมัครเรียน
เพราะต้องการมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ปัจจุบัน เธอสามารถถักไหมพรมได้ดีไม่แพ้คนสายตาดี หมวก ๑ ใบ ใช้เวลาถัก ๔-๕ ชั่วโมงเท่านั้น เคยถักไหมพรมประกาศมาหลายเวทีทั้งในและต่างประเทศ
ล่าสุดได้รางวัลเหรียญเงินจากเวทีการแข่งระดับนานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่น และรางวัลชนะเลิศ ๒ สมัย จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน แถมวันจันทร์ถึงศุกร์
เป็นอาจารย์สอนนวดแผนไทย และใช้เวลาว่างวันหยุดถักไหมพรมและรับนวดแผนไทยถึงวันละ ๕-๖ คนเลยทีเดียว

สนใจผลงานภาพถ่ายของ "โสภณ" เข้าไปดูได้ที่
www.viewshare.bloggang.com
 หรืออยากได้ไหมพรมฝีมือผู้พิการตาบอด แวะชมได้ที่
www.blind.or.th
 ที่มา: คมชัดลึก ๑๔ กค. ๒๕๕๒

 

โอ้ ช๊อคโกแลตของโปรดเรากลายมาเป็นพลังงานขับเคลื่อนรถแข่งไปซะแล้ว

 

ตอนที่ได้ยินนายปลาฉลาม JAWS (โปรแกรมอ่านหน้าจอ) อ่านข่าวบนหน้าแรกของมหาวิทยาลัยให้ฟัง “Chocolate powered racing car……” เราไม่ค่อยแน่ใจว่าได้ยินถูก ทำให้ต้องเลื่อน cursor ย้อนกลับไปฟังให้ดีๆ อีกครั้ง อืม...หัวข้อข่าวน่าสนใจ เลยคลิกเข้าไปอ่านรายละเอียดดู ปรากฎว่าเป็นงานวิจัยของนักวิจัยในคณะวิศวะฯ ของมหาวิทยาลัยเราเอง

 รถแข่ง formula 3 (หน้าตาเป็นไงก็ไม่รู้อ่ะนะ) ที่ขับเคลื่อนด้วยช๊อคโกแลตกับน้ำมันจากผัก และส่วนประกอบต่างๆ ของตัวรถก็มาจากพืช แครอทบ้าง มันฝรั่งบ้าง อะไรกันนี่! 

 

วัตถุประสงค์หลักของเค้าก็คือเพื่อผลิตรถแข่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สาเหตุเพราะมีคนวิจารณ์กันเยอะถึงการใช้พลังงานฟุ่มเฟือยในการแข่งรถฟอร์มูล่า ทำให้บริษัทต่างๆ เริ่มไม่แน่ใจในการที่จะมาเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันซะเท่าไหร่ ก็เดี๋ยวนี้คนเราหันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นนี่นะ   

เอาเป็นว่าไม่พูดมากดีกว่า ลองคลิกไป ดูหน้าตาของรถกันเลยดีกว่าค่ะ

 ป.ล. เอนทรี่นี้แหวกแนวนิดนึง พอดีเห็นเรื่องมันแปลกดีค่ะ

ถ้าใครมีโอกาสอยากลองเชิญชวนไปแวะเยี่ยมเยียนเผื่อหน่อยค่ะ ถ้าอยากได้ประสบการณ์ที่แตกต่างก็ลองปิดตาแล้วชม(คลำ)งานศิลปะดูนะคะ แล้วมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ...

 ผลงานศิลปะของ คริสติน่า ปอร์แตลล่า (Cristina Portella) รังสรรค์มาเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความงดงามทั้งสำหรับบุคคลทั่วไป และผู้พิการทางสายตานำเสนอวิสัยทัศน์แนวใหม่ผ่านทางผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสันของผีเสื้อทั้ง ๒๗ ชุด สื่อถึงสัญลักษณ์ของทุกภูมิภาคในประเทศบราซิล สร้างสรรค์จากการแต่งแต้มโดยใช้เทคนิคผสมผสานสีสันและวัสดุอื่นๆที่สามารถมองเห็นได้ทางสายตา นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมชมสามารถสัมผัสผลงานศิลปะทุกชิ้นได้ด้วยมือ ซึ่งแตกต่างจากนิทรรศการโดยทั่วไป พร้อมคำอธิบายผลงานใต้ภาพและอักษรเบรลล์ประกอบซึ่งอาสาสมัครจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จะนำผู้ชมให้เข้าถึงจินตนาการผ่านการสัมผัสผลงานโดยผู้เข้าชมสามารถปิดตา และเข้าถึงผลงานโดยใช้การสัมผัสด้วยมือ เพื่อให้ได้รับความพึงพอใจต่อศิลปะเฉกเช่นผู้พิการทางสายตา  คริสติน่า ปอร์แตลล่า (Cristina Portella) เป็นชาวเมืองนิเตรอย รัฐริโอ เดจา เนโร โดยกำเนิด ต่อมาได้ย้ายไปพำนักในกรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของประเทศบราซิล เป็นเวลา๒๕ ปี คริสติน่าได้สั่งสมประสบการณ์ทางอาชีพของเธอ จากการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะเพื่อผู้พิการทางสายตามาโดยตลอด เธอมีเป้าหมายหลักในการใช้ศิลปะเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยการให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมทางความรู้สึกร่วมกัน เธอเห็นว่านิทรรศการเกี่ยวกับความรู้สึกที่เข้าถึงวัฒนธรรมนี้ คือ วิสัยทัศน์แนวใหม่ ทั้งนี้ นิทรรศการ

สีสันแห่งความเงียบงันนี้ จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ ๒๑ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ ณ ฮอลล์ ออฟ มิเรอร์ ชั้น M สยามพารากอน

 

ที่มา : สยามรัฐออนไลน์ ๑๓ ต.ค. ๒๕๕๑