Thoughts

พ่อแม่รังแกฉัน

posted on 24 Apr 2012 22:49 by nupomme in Thoughts

เพิ่งวางโทรศัพท์จากพี่คนหนึ่งที่บังเอิญได้รู้จักกันผ่านมาทางญาติของเขาที่ google มาเจอบล๊อกของเราที่นี่เมื่อหลายปีก่อน

 

ตอนที่ได้รับอีเมลจากพี่คนที่เป็นญาติ ตอนนั้นเรายังอยู่อังกฤษ เลยได้แต่อีเมลโต้ตอบกันและให้ความเห็นเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเรากลับมาเมืองไทยหลังเรียนจบ ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่เจ้าของเรื่อง (ขออนุญาตใช้ชื่อสมมติว่า “พี่เอ” แล้วกันนะคะ)

 

พี่เอเคยเป็นคนที่มีสายตาปกติ ใช้ชีวิตแบบคนทั่วๆ ไปมาหลายสิบปี แต่อยู่มาวันหนึ่งก็ค้นพบความจริงว่าตัวเองเป็นโรคต้อหิน ทำให้สูญเสียการมองเห็นไปเรื่อยๆ ตอนนี้ถึงจะยังพอมองเห็นบ้าง แต่ก็อ่านตัวหนังสือปกติไม่เห็นแล้ว งานที่เคยทำเมื่อก่อนก็ทำต่อไปไม่ได้อีก ต้องออกจากงานมาอยู่บ้านเฉยๆ

 

สิ่งที่พี่เอต้องการมากที่สุดตอนที่โทร. มาคุยกับเราคืออยากใช้คอมพิวเตอร์ได้ เพราะพอพี่เอต้องมาอยู่บ้านเฉยๆ ก็พยายามหาอะไรทำที่พอจะมีรายได้บ้าง พี่เขาก็เลยมาหัดเล่นหุ้น ก็เลยอยากดูหุ้นผ่านเว็บ นอกเหนือจากการฟังทางวิทยุและโทรทัศน์

 

ความต้องการของพี่เอก็ได้รับการตอบสนองไปแล้ว ด้วยการที่พี่เอจ้างคนตาบอดที่เก่งคอมพิวเตอร์ไปสอนให้ที่บ้าน เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทาง

 

แต่วันนี้ที่พี่เอโทร. มา ก็อยากจะสอบถามเรื่องไม้เท้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่พี่ญาติคนเดิมอ่านเจอบนอินเตอร์เน็ต คุยกันไปคุยกันมาก็เลยไปถึงเรื่องที่พี่เอน่าจะได้เข้ารับการอบรม “การสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว” เป็นการอบรมที่จะทำให้คนตาบอดและสายตาเลือนรางสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัย

 

พี่เอบอกว่า “ถ้าต้องไปค้างคืน บ้านพี่ต้องไม่ให้ไปแน่ๆ ทุกวันนี้พี่ก็เหมือนถูกขังอยู่ในบ้าน เวลาเขาจะไปไหนกัน เขาก็ไม่พาเราไป เพราะเขาบอกว่าเราทำอะไรช้า พี่อึดอัดมาก บางครั้งพี่แค่จะเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยว หรือไปเซเว่น พี่ก็ต้องรีบไปรีบมา เพราะแม่พี่จะคอยเป็นกังวล มันเลยทำให้พี่ไม่อยากไปไหนคนเดียว แต่พอจะให้คนอื่นพาไป เขาก็ไม่ค่อยอยากพาเราไป”

 

พี่เอบอกว่าเคยคุยเปิดอกกับที่บ้านว่า “พี่ก็เป็นคนนะ มีความรู้สึก มีอารมณ์ เหมือนกัน พี่ก็อยากจะไปไหนมาไหนเหมือนคนอื่นๆ บ้าง แต่พอพี่พูดแบบนี้ ที่บ้านเขาก็จะถามว่า มีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ เท่านี้ยังไม่พออีกหรือ คือเขาไม่เข้าใจความรู้สึกเรา”

 

เรื่องของพี่เอนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ธรรมดา มีพ่อแม่ของคนตาบอดหลายคนที่เรารู้จักก็มีความคิดและมุมมองคล้ายๆ แบบนี้ สาเหตุหลักก็มาจากความรัก ความห่วงใย ที่พ่อแม่มีให้แก่ลูกของตนที่มีความบกพร่องทางการเห็น เป็นความรัก ความห่วงใย แบบที่ว่า “ฉันดูแลลูกของฉันได้ ฉันตามรับ-ส่งลูกของฉันได้ ฉันไม่อยากให้เขาต้องไปลำบาก ต้องออกไปเดินทางเอง ก็ลูกของฉันมองไม่เห็น เดี๋ยวเขาไปแล้วจะเป็นอันตราย...” กว่าร้อยพันเหตุผลของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่จะมีให้แก่วิธีการปกป้องลูกของเขา

 

เพื่อนตาบอดของเราที่มีพ่อแม่ที่ over protective แบบนี้ หลายคนหัวดี เรียนเก่ง และมีความสามารถ เรียนจบแล้วก็อยากทำงาน แต่ติดปัญหาที่ว่าพวกเขาไปไหนมาไหนเองไม่ได้ ไม่คล่องตัว เวลาอยากจะร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ที ก็ต้องคอยเช็คกับคนที่บ้านก่อนว่าจะมีใครสามารถพาเขาไปได้ไหม ทำให้พวกเขาไม่มีอิสระในการที่จะคิดจะไปทำอะไร ทุกคนตอนนี้เป็นคนไม่มีงานทำ อยู่บ้านเฉยๆ อย่างดีก็เล่นเน็ต ฟังหนังสือเสียง ไปวันๆ ช่างน่าเสียดายเวลาและความสามารถของเขาแต่ละคน

 

เคยมีคนถามพ่อแม่เหล่านี้ว่า “หากวันหนึ่งที่พ่อแม่จะต้องจากโลกนี้ไปก่อนลูก แล้วเขาจะทำอย่างไร” ถ้าเป็นครอบครัวที่มีพี่น้องหน้าที่การดูแลก็จะเป็นมรดกตกทอดที่พ่อแม่จะส่งต่อไปให้ลูก (ที่ตาดี) รับช่วงต่อ

 

แต่พ่อแม่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าพี่น้องเหล่านั้นจะดูแลลูกที่มีความบกพร่องทางการเห็นที่ทำอะไรไม่ค่อยคล่องได้ดีเท่าที่พ่อแม่เคยดูแลมา หากพี่น้องเหล่านั้นไปมีครอบครัว เชื่อได้ว่าความสำคัญอันดับแรกที่พวกเขาต้องให้ก็คือครอบครัวใหม่ของพวกเขา แล้วคนตาบอดคนหนึ่งที่ทำอะไรไม่ค่อยคล่อง ไปไหนมาไหนเองไม่เป็น เขาเหล่านี้จะมีชีวิตเป็นอย่างไร

 

คำตอบก็คือ...คงมีชีวิตไม่ต่างกับการ “ติดคุก” ซึ่งอาจเป็น “การติดคุก” ตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว แล้วคนที่เป็นคน “ขัง” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือคนที่ “รักและห่วงใย” เขามากที่สุดนั่นเอง

 

เราเองก็เป็นคนตาบอดคนหนึ่งที่มีพ่อแม่ที่รักและห่วงใย แต่บังเอิญโชคดีกว่าเพื่อนๆ อีกหลายคน ที่พ่อแม่ยอมเสียน้ำตาเวลาเห็นเราต้องเจ็บตัวจากการที่เขาฝึกให้เราทำอะไรเอง ฝึกไปไหนมาไหนเอง พวกเขายอมเสียน้ำตาตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ค่อยๆ ฝึกเรามาตั้งแต่เด็ก จนในวันหนึ่งที่เราเติบโตขึ้นมาเป็นเราในวันนี้ เรียนจบปริญญา มีงานประจำทำ สามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง จากน้ำตาที่เคยเสียไป บัดนี้กลายมาเป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ และเราเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างไม่มี “ห่วง” อีก

 

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้แก่พ่อแม่ที่มีลูกพิการที่อาจได้ผ่านมาอ่านงานเขียนชิ้นนี้คือ “เราจะให้ความรักความห่วงใยแก่ลูกพิการของเราแบบไหน จะให้เขาเป็น “ไม้เลื้อย” ที่ต้องคอยเกาะเกี่ยวอยู่กับต้นไม้ต้นอื่นๆ ที่แข็งแรงกว่า  หรือจะให้เขาเป็น “ไม้ยืนต้น” ที่สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกได้ด้วยตัวเอง”

 

ความรักความห่วงใยที่แสดงออกมาในรูปของความสงสารและการปกป้องดูแลที่มากจนเกินไป คงจะไม่มีค่าเท่ากับความรักความห่วงใยที่แสดงออกมาในรูปของการให้โอกาสให้คนๆ หนึ่งได้พัฒนาและเติบโตตามศักยภาพของตัวเอง

 

 

 

 

 

“ค่ารถเท่าไหร่คะ” ฉันถามคนขับมอเตอร์ไซค์ที่พาฉันมาส่งถึงที่หมายโดยปลอดภัย

“ไม่เป็นไรครับ” คนขับมอเตอร์ไซค์ตอบ

“ไม่ได้ค่ะ ค่ารถเท่าไหร่คะ” ฉันถามด้วยความรู้สึกทั้งอึดอัด ทั้งเกรงใจ ทั้งขอบคุณในความเอื้อเฟื้อ ทั้งเห็นใจคนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ และความรู้สึกอีกหลายอย่างที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาเป็นตัวอักษรอย่างไรดี

“ไม่เป็นไรครับ” คนขับมอเตอร์ไซค์ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ของตัวเอง แถมด้วยการเรียก รปภ. หน้าประตูที่เขาส่งฉัน ให้ช่วยไปส่งฉันต่อให้ถึงจุดหมายสุดท้ายด้วย

 

มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่ฉันได้ใช้บริการแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ในการเดินทางไปในที่ต่างๆ แล้วได้เจอกับคนขับรถแท๊กซี่และคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ยอมเก็บสตางค์ค่ารถ ทุกครั้งฉันก็จะรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคิดว่าผู้คนเหล่านี้เขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แถมบางคนอาจหาเช้ากินค่ำ และยังมีคนที่บ้านที่พวกเขายังต้องดูแลรับผิดชอบอีก เงินค่าโดยสารทุกบาททุกสตางค์น่าจะมีค่าและความหมายต่อพวกเขามาก แต่พวกเขาก็ยังมีน้ำใจที่จะขับรถพาผู้โดยสารตาบอดอย่างฉันไปส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ยอมคิดค่าโดยสาร ทั้งที่ในความเป็นจริงฉันสามารถจ่ายได้

 

วันนี้เป็นอีกวันที่เหตุการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่ต่างไปในวันนี้คือความรู้สึกของฉันที่เปลี่ยนไป ความจริงความรู้สึกตอนที่คุยกับคนขับมอเตอร์ไซค์ก็เหมือนกับที่พยายามจะเล่าไปในข้างต้น แต่เมื่อฉันผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้ว และย้อนไปพิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกครั้ง พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่พี่คนขับมอเตอร์ไซค์ทำลงไป ความคิดหนึ่งก็แว่บเข้ามาในหัว...

 

อย่างที่ฉันเคยเขียนไปในเอนทรี่ก่อนเกี่ยวกับการตกเป็น เป้าของการทำบุญ ของคนพิการ และผลกระทบที่คนพิการได้รับจากมุมมองของสังคมทั่วไปที่มีต่อคนพิการแบบนี้ แต่ฉันเองก็ต้องยอมรับในความเป็นจริงที่ว่าการทำบุญทำทานเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเมืองพุทธแบบประเทศไทยของเรา การที่ฉันยอมรับความเอื้อเฟื้อของคนขับมอเตอร์ไซค์ ความจริงก็อาจเป็นการช่วยให้เขาได้ทำบุญ ได้ทำอะไรดีๆ ซึ่งฉันก็คิดไปว่ามันน่าจะสร้างความรู้สึกดีๆ และจิตที่เป็นกุศลให้กับเขาได้ และเมื่อฉันคิดได้แบบนี้ จิตฉันเองก็รู้สึกเป็นกุศลเหมือนกัน ตรงที่ได้คิดไปว่าตัวเองได้เป็นช่องทางหนึ่งให้คนคนหนึ่งได้มีโอกาสทำความดี ฉันอาจเป็นสะพานบุญให้กับเขาก็ได้ละมัง...

 

ในเมื่อความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การทำบุญทำทาน เป็นด้านดีๆ ของเมืองไทยเรา ความท้าทายมันก็อยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้บุคลิกลักษณะความเป็นไทยแบบนี้ยังสามารถดำรงอยู่ในสังคมไทย ในขณะที่คนพิการเองก็ไม่ถูกมองว่า “น่าสงสาร” แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถเช่นกัน

 

One size doesn't fit all

posted on 16 Jul 2011 21:05 by nupomme in Thoughts

ในการสัมมนาเรื่อง inclusive business ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิคเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้มีโอกาสพูดคุยถกเถียงกันในช่วงรับประทานอาหารเกี่ยวกับเรื่องการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งที่เป็นคนไม่พิการเสนอความคิดว่า การที่พวกเราคนพิการเรียกร้องว่าบริษัทห้างร้านหรือธุรกิจควรต้องทำทางลาด ทำเคาน์เตอร์ ให้กับลูกค้าที่นั่งรถเข็น ซึ่งในละแวกร้านหรือสาขานั้นๆ อาจมีคนพิการมาใช้บริการแค่ไม่กี่คน เป็นการไม่คุ้มทุนอย่างยิ่ง

 

ในขณะที่ทางด้านคนพิการเราก็เห็นว่า เรามีสิทธิที่จะใช้บริการต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมเช่นกัน แต่พวกเราไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้ก็เพราะด้วยอุปสรรคหลายๆ อย่าง เช่น อุปสรรคทางกายภาพ สิ่งต่างๆ เช่น ทางลาด/ลิฟท์ นั้น ในตอนเริ่มแรกอาจถูกมองว่าคนที่ได้ประโยชน์คือคนพิการ แต่ในระยะยาว คนทั่วๆ ไปเองก็ได้ประโยชน์ด้วย

 

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจที่ผู้เข้าร่วมจากปากีสถานพูดถึงก็คือ แว่นตา ที่ในตอนแรกได้รับการประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้ใช้ แต่เดี๋ยวนี้เราเห็นกันหรือไม่ว่าแว่นตาพวกนั้น ได้พัฒนามาเป็นแว่นตากันแดด แว่นตาที่มีเลนส์สีต่างๆ กลายเป็นแฟชั่นไป

 

ในทางตรงข้ามโยชิมิยกตัวอย่างที่น่าสนใจถึงเรื่องบริการบางอย่างที่อาจมีคนรำคาญ เช่น ที่สถานีรถไฟในโตเกียว จะมีเสียงต่างๆ เยอะแยะมาก เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนตาบอด แต่คนตาดีบางคนรู้สึกรำคาญ เพราะมันเหมือนกลายเป็นมลภาวะทางเสียงไป

 

มันก็น่าคิด...เราคงจะไม่สามารถทำทุกอย่างให้ถูกใจคนทุกคนได้ แต่นั่นมันหมายความว่าแล้วเราไม่ต้องทำอะไรเพื่อคนที่อาจถูกมองว่าเป็นคนกลุ่มน้อยเลยหรือ? คนกลุ่มน้อยเหล่านี้ พวกเขาควรได้รับสิทธิเหมือนคนกลุ่มใหญ่คนอื่นๆ บ้างหรือไม่? ถ้าไม่มีใครมองเห็นหรืออยากทำอะไรเพื่อคนกลุ่มน้อย เราอาจจะยังไม่มีแว่นตาใช้ก็ได้...

 

ในขณะที่เรากำลังถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างออกรส วิทยากรก็ถามผู้เข้าร่วมสัมมนาว่าอาหารเที่ยงเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เข้าร่วมหลายคนบอกว่าเผ็ด โยชิมิผู้กินอาหารเผ็ดเก่งอยู่แล้วตกใจมากว่าไม่เห็นจะเผ็ดตรงไหนเลย ออกจะจืดไปซะด้วยซ้ำ เราก็เลยได้ทีเห็นช่องที่จะชี้ให้เห็นว่า นี่ไง...ความต้องการ ความชอบ หรือความสามารถในการกินเผ็ดของแต่ละคนไม่เท่ากัน แล้วถ้าคุณเป็นผู้จัดงานคุณจะทำอาหารยังไงให้ถูกปากผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคน เราจะบังคับไปเลยได้ไหมว่า โอเค คุณมาเข้าร่วมสัมมนาที่เมืองไทยที่มีอาหารรสจัด คุณก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าอาหารจะต้องรสจัดนะ เราไม่มีอาหารรสจืดๆ ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างชาติที่ทานเผ็ดไม่ได้ เพราะคุณมีกันแค่ไม่กี่คน คำตอบคือ ผู้จัดก็ทำอย่างนั้นไม่ได้จริงไหม แต่ถ้าจะทำอาหารรสจืดสำหรับผู้เข้าร่วมที่เป็นต่างชาติ คนไทย หรือคนที่ทานอาหารรสจัดได้ก็จะไม่ถูกปากอีก ถ้าคุณเป็นผู้จัด คุณจะทำอย่างไร?

 

สิ่งที่ผู้จัดทำคือ มีอาหารหลายอย่างให้เลือก มีทั้งที่รสจัด มีทั้งที่รสจืด มีทั้งที่เป็นอาหารฮาราล...นี่แสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถทำอะไรอย่างเดียว แล้วพยยาม fit สิ่งที่มีอยู่ให้เข้ากับคนทุกๆ คนได้

 

เช่นกันกับเรื่องที่เราถกเถียงกันมาอย่างที่เล่าข้างต้น ถ้าเราบอกว่าบริษัท/ธุรกิจเราคงทำทางลาดสำหรับมนุษย์ล้อไม่ได้หรอก หรือทำตู้เอทีเอ็มที่มีอักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอดไม่ได้หรอก หรือว่าทำเว็บไซต์ให้คนพิการสามารถเข้าถึงใช้ไม่ได้หรอก เหตุผลเพราะว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เล็กเกินไป ถ้าทำเราก็จะไม่คุ้มทุนกับสิ่งที่ต้องลงทุนสร้างไป แต่คนพิการสิ ต้องพยายามปรับตัวให้ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้ได้เอง มนุษย์ล้อต้องพยายามขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปตามร้านค้า คนตาบอดต้องจำเอาเองว่าต้องกดปุ่มนั้นปุ่มนี้กี่ครั้งถึงจะกดตังค์ได้ แบบนี้มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วหรือ แล้วในระยะยาว การที่ทางบริษัท/ธุรกิจกีดกันคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ออกจากธุรกิจ พวกเขาได้เสียโอกาสทางธุรกิจไปบ้างหรือไม่

 

ขอยกกรณีศึกษาของ Apple ผู้ผลิต  iPhone ในรุ่นแรกๆ ที่ยังไม่มีฟังก์ชั่นสำหรับคนพิการ ลูกค้าที่พิการแล้วอยากจะซื้อก็ซื้อไม่ได้ เพราะซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ ไม่คิดที่จะซื้อ หรือแม้แต่มีคนให้ฟรีก็ไม่เอา แต่ตั้งแต่ iPhone 3GS เป็นต้นมา ที่มีฟังก์ชั่นสำหรับคนพิการ ทำให้ iPhone พูดได้ จากวันนั้นเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มซื้อ iPhone มาใช้เป็นคนแรกของไทย มาจนถึงวันนี้ มีคนตาบอดไทยหลายสิบคนที่หันมาใช้ iPhone (ไม่นับคนตาบอดอีกทั่วโลก) และมีคนตาบอดไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังตัดสินใจจะซื้อ iPhone มาใช้ ตัวเลขเหล่านี้มันอาจดูเป็นส่วนน้อย อาจเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของจำนวนยอดขายทั้งหมด แต่นั่นก็หมายความว่า Apple มียอดขายเพิ่มขึ้น มีกลุ่มลูกค้าใหญ่ขึ้น นอกจากจะขายเครื่องได้ ยังขาย app, เพลง, หนังสือ,  accessories และสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย แล้วคนพิการเหล่านี้ก็ยังมีครอบครัวและคนรอบข้าง ที่พวกเขาสามารถสร้างผลกระทบ ทำให้บุคคลเหล่านี้มีความรู้สึกดีๆ กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพิ่มมากขึ้น เป็นตัวช่วยประชาสัมพันธ์ฟรีๆ ให้ เป็นคนช่วยขายให้โดยที่บริษัทไม่ต้องจ่ายค่า commission ด้วยซ้ำ ผลประโยชน์เหล่านี้มันอาจจะมากกว่าจำนวนรายได้จากการขายเครื่อง iPhone ที่ขายคนพิการก็ได้ และยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทก็ยังได้ภาพลักษณ์ที่ดีอีกด้วย

 

เราเชื่อว่าผลประโยชน์เหล่านี้ที่ทางบริษัท/ธุรกิจจะได้จากการเป็นบริษัท/ธุรกิจแรกๆ ที่คำนึงถึงคนกลุ่มน้อยอย่างคนพิการน่าจะพอหักลบกลบหนี้กับทุนที่ต้องลงไปในการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้บ้างหรอกนะ

 

สิ่งสำคัญคือการยอมรับและพร้อมที่จะผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายของคนในสังคม...