blind

บรรยากาศพาไป...

posted on 16 Nov 2010 11:13 by nupomme in blind

...สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ในสถานที่ที่ไม่เคยคุ้น...

 

...สัมผัสความละเอียดของทรายเนื้อนุ่มใต้ฝ่าเท้า...ความหยาบร่วนของหาดกรวด...ความลื่นของดินโคลน...

 

...สูดกลิ่นหอมของดอกไม้...กลิ่นสดชื่นของต้นไม้หลังฝนตก...กลิ่นหอมหวลชวนลิ้มของอาหาร...กลิ่นเค็มๆ ของน้ำทะเล...

 

...ลองลิ้มชิมรสกับรสชาติที่ไม่เคยคุ้นของอาหาร...

 

...ผิวกายสัมผัสความเย็นชื่นของสายลมหนาว...สัมผัสความร้อนระอุของไอแดด...นิ้วสัมผัสไล่ไปบนพื้นผิวต่างๆ ที่ผ่านไปเจอ...

 

...ใจรับรู้ถึงความรู้สึกหลากหลายของเพื่อนร่วมทาง...พร้อมเปิดกว้างที่จะแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้คนต่างถิ่นที่พบเจอ...

 

...สิ่งเหล่านี้...ที่ไม่ใช่เพียงแค่การมองเห็น...ทำให้คนตาบอดผู้ชอบการท่องเที่ยวทั้งหลายก้าวเท้าออกจากบ้าน...สถานที่ที่คุ้นชิน...เพื่อไปเผชิญโลกกว้าง...

 

...ไม่เพียงแค่การมองเห็นเท่านั้นหรอกที่ทำให้การท่องเที่ยวของคนตาบอดมีคุณค่าและความหมาย...

ได้อ่านบล๊อกของ โยชิมิ ที่เราเคยโพสต์เรื่องราวของเค้าไว้ในเอนทรี่ หนอนไม่มีตาแต่ว่าชอบอ่านหนังสือ เกี่ยวกับประสบการณ์ของเค้าที่จะไปเปิดบัญชีกับธนาคารกรุงเทพ แล้วรู้สึกว่าไทยเรายังมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ยังเลือกปฏิบัติกับคนพิการอยู่ไม่น้อยเลย

 

โยชิมิเล่าในบล๊อกถึงเหตุผลที่พนักงานธนาคารไม่ให้เปิดบัญชีและทำบัตร ATM ว่า

  1. ฟอร์มที่กรอกเพื่อเปิดบัญชีต้องกรอกและเซ็นโดยคนๆ เดียวกัน คนตาบอดกรอกไม่ได้ เซ็นได้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นไม่สามารถให้เปิดบัญชีได้ (ธรรมดาเราก็ให้คนอื่นกรอกทุกที)
  2. คนตาบอดทำบัตร ATM ไม่ได้ เพราะตู้ ATM ไม่ได้ออกแบบมาให้คนตาบอดใช้ได้ และธนาคารไม่อยากให้คนตาบอดต้องเปิดเผยข้อมูลกับคนอื่นเพื่อกด ATM เพื่อความปลอดภัยของคนตาบอดเอง

 

เรื่องราวคนตาบอดประสบปัญหากับการเปิดบัญชีกับธนาคารต่างๆ นี่ไม่เฉพาะกับโยชิมิเท่านั้นที่เจอ เราเคยได้ยินเพื่อนๆ คนตาบอดหลายๆ คนต้องประสบกับความยุ่งยากในการทำธุรกรรมกับทางธนาคารอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่คนตาบอดไปธนาคารกันเอง โดยไม่มีคนตาดีไปด้วย พนักงานก็จะไม่ให้คนตาบอดเปิดบัญชี โดยเหตุผลหลักก็อย่างที่โยชิมิเจอ คือเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนตาบอด

 

เคยมีคนตาบอดถามว่า แล้วถ้าไม่ให้คนตาบอดเปิดบัญชีเพื่อฝากเงินแล้ว คนตาบอดจะต้องเก็บเงินไว้กับตัวตลอดเวลางั๊นหรือ อย่างนี้เรียกว่าให้ความปลอดภัยกับคนตาบอดไหม?

 

อีกอย่างคือทางธนาคารกลัวคนตาบอดโดนโกงจากมิจฉาชีพทั้งหลาย ซึ่งจริงๆ คนตาบอดก็ขอบคุณในความหวังดีของทางธนาคารนะคะ แต่จะว่าไปคนตาดีก็โดนโกงได้เหมือนกัน อย่างกรณีที่เป็นข่าวใหญ่โต ที่มีผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วหลายท่านโดนมิจฉาชีพพาให้ไปถอนเงินออกจากธนาคารกันเป็นหลักแสนหลักล้าน เราจึงไม่คิดว่าเหตุผลเหล่านี้จะเป็นเหตุผลที่ดีในการที่ทางธนาคารไม่ให้คนตาบอดเปิดบัญชี

 

ตัวคนตาบอดเองก็ตระหนักถึงอันตรายรอบด้านเหล่านี้เช่นกัน และมันก็เป็นหน้าที่ของคนตาบอดที่จะต้องหาทางจัดการกับทรัพย์สินของตัวเอง ว่าทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย สิ่งที่ทางธนาคารควรจะทำคือให้ความรู้แก่ลูกค้า (ไม่ว่าจะตาดีหรือตาบอด) ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และควรทำอย่างไรที่จะป้องกัน เช่น หากเจออีเมลที่มาจากธนาคาร จะทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเป็นอีเมลจากทางธนาคารจริง ไม่ใช่อีเมลที่ปลอมแปลงมา เป็นต้น

 

และเหตุผลที่ว่าตู้ ATM ไม่ได้ออกแบบมาให้คนตาบอดสามารถใช้ได้ ความรับผิดชอบของธนาคารต่อสังคมควรจะเป็นว่า ธนาคารจะมีการออกแบบอย่างไรที่ให้คนตาบอดสามารถใช้บริการจากตู้ของทางธนาคารได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ไม่ใช่ว่าพอคนตาบอดใช้ตู้ ATM ไม่ได้ก็ไม่ให้คนตาบอดทำบัตร ATM ซะเลยเป็นการแก้ปัญหา

 

ธนาคารเป็นผู้ให้บริการ แล้วในฐานะผู้ให้บริการ มันถูกต้องแล้วหรือที่คุณจะเลือกให้บริการแก่คนกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่ให้บริการกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

 

ไม่ได้อยากจะเปรียบเทียบกับต่างประเทศหรอกนะคะ แต่ก็คงอดไม่ได้...ตัวเราเองไปเรียนอยู่อังกฤษมาหลายปี ก็เปิดบัญชีกับธนาคารที่นั่นได้ตามปกติ ทันทีที่คุณเปิดบัญชี คุณก็จะได้บัตร debit ที่เป็นบัตร ATM มาในตัว (ตู้ ATM ที่นั่นก็ใช่ว่าจะมีเสียงหรืออักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอด) ไม่เห็นมีปัญหาเลยว่าทางธนาคารจะไม่ให้คนตาบอดเปิดบัญชี เพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนตาบอด แถมทางธนาคารยังมีบริการส่งรายการบัญชี (ที่นั่นไม่มีสมุดบัญชี) เป็นอักษรเบรลล์ อักษรตัวโต หรือเป็นเสียง ให้กับลูกค้าที่เป็นคนตาบอดด้วย หรือลูกค้าต้องการจะทำธุรกรรมออนไลน์ ธนาคารก็ทำหน้าเว็บให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ง่าย เรียกว่าลูกค้าตาบอดอย่างเราสามารถเลือกใช้บริการได้ตามความพอใจของเรา

 

โยชิมิเล่าว่าเวลาเค้าไปเปิดบัญชีที่ธนาคารที่ญี่ปุ่น พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ก็จะเป็นคนมากรอกเอกสารให้ (เห็นว่าจะมีพนักงาน 2 คน) กรอกกันตรงนั้น ลูกค้าที่มาใช้บริการคนอื่นก็เห็น เรียกว่ามีประจักษ์พยานเพียบ แล้วพอกรอกเสร็จ พนักงานก็จะอ่านรายละเอียดที่กรอกให้ฟัง ก่อนที่จะให้โยชิมิปั๊มชื่อเพื่อยืนยัน (โยบอกว่าที่ญี่ปุ่นใช้ปั๊มชื่อแทนการเซ็น)

 

ตัวอย่างที่เล่ามาข้างบนนี้ มันแสดงให้เห็นว่า ทางธนาคารซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับรู้ความจริงที่ว่าคงเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะมาแก้ไขความบกพร่องทางการเห็นของลูกค้าของทางธนาคาร ทีนี้ทางธนาคารก็ต้องมาคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะปรับบริการที่ธนาคารมี ให้เหมาะสมและปลอดภัยแก่ลูกค้าที่มีความบกพร่องเหล่านั้น ไม่ใช่มาปัดปัญหากันง่ายๆ เลย คือไม่มีบริการก็เลยไม่รับลูกค้า

 

ขอบคุณทุกความช่วยเหลือของคนไทยมีน้ำใจทุกคนในวันนี้ค่ะ ไม่ได้เดินทางกลับบ้านด้วยระบบขนส่งมวลชนคนเดียวมานานแล้ว วันนี้ได้ขึ้นรถเมล์ครั้งแรกในรอบกี่ปีก็จำไม่ได้ บันไดรถเมล์สูงมากจริงๆ คิดถึงผู้อาวุโส และมนุษย์ล้อ...

 

นั่งรถเมล์จากสี่แยกตึกชัยมาลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อต่อBTs แล้วก็...ผ่านไปไม่น้อยกว่า 6 ปี รถเมล์ไทยก็ยังเหมือนเดิม คือจอดเลนนอก นี่ถ้าไม่มีครูจากโรงเรียนสอนคนตาบอดมาส่ง เราคงอกสั่นขวัญหายไม่เบาเลย...ลงจากรถแล้วยังต้องข้ามถนนอีก 1 เลน เพื่อจะขึ้นทางเท้าได้

 

เคยมีพี่มนุษย์ล้อคนหนึ่งพูดว่า "การที่เราออกจากบ้านแต่ละวันมันก็เป็นการเสี่ยงชีวิตทุกครั้ง" เราเห็นด้วยกับคำพูดของพี่เค้า แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเราต้องมาเสี่ยงชีวิตกับอะไรที่น่าจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น หรือให้มีความเสี่ยงน้อยลงได้ล่ะ? 

 

ลงรถเมล์แล้ว เราก็เดินทางต่อด้วย BTS ค่ะ วันนี้เจอคุณ รปภ. #BTS ที่ศาลาแดงน่ารักมาก อัธยาศัยดี ได้ความรู้จากคุณ รปภ. หลายอย่าง พึ่งรู้ว่า "60" ในประโยค "60 พิเศษตา" เวลา รปภ. ใช้ส่งข้อมูลกันนั้นเป็นรหัสของคนเล่น walkie talkie แปลว่า "เพื่อน" เพราะฉะนั้น "60 พิเศษตา" ก็แปลว่า "เพื่อนคนตาบอด" อืม...ฟังดูเป็นกันเองดี...

 

นอกจากนั้นคุณ รปภ. ยังเล่าให้ฟังว่าเค้าต้องได้รับการอบรมวิธีบริการคนตาบอด ด้วยการจำลองประสบการณ์จริง โดยให้จับกันเป็นคู่ระหว่างผู้เข้าฝึกอบรม สลับกันเป็นคนตาบอด (โดยวิธีปิดตา) กับเป็นคนนำทาง คุณ รปภ. บอกว่าทำให้เข้าใจความรู้สึกคนตาบอดมากขึ้น เราว่าการอบรมแบบนี้ของ BTS นี่ดีนะ ตอนแรกนึกว่าเค้าอาจแค่อบรมด้วยการบอกให้รู้แค่ว่าถ้าเจอคนตาบอดต้องนำทางอย่างไร ไม่ได้นึกว่าจะมีการให้ทดลองเป็นคนตาบอดกันจริงๆ ด้วย...

 

และจากการเก็บข้อมูลกับคุณ รปภ. BTS อีกหลายคน (รวมทั้งคนล่าสุดนี้ด้วย) ทำให้รู้ว่าทาง BTS มีการอบรมการให้บริการผู้โดยสารพิการทางสายตาอย่างเป็นระบบดีทีเดียว โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับการบอกว่าควรส่งผู้โดยสารขึ้นขบวนแรก ประตูแรก หลังคนขับ เพื่อที่ว่าคนขับจะได้ช่วยดูแลผู้โดยสารได้ด้วย ซึ่งเราว่านอกจากจะให้คนขับช่วยดูแลได้แล้ว ยังทำให้การมารอรับของคุณ รปภ. ที่สถานีปลายทางง่ายขึ้นด้วย (จากประสบการณ์การขึ้น MRT ที่ยังไม่บ่อยมาก คาดว่าทาง MRT ยังไม่มีมาตรการนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้ส่งขึ้นประตูแรกของขบวนแรก แต่ส่งขึ้นประตูไหนก็ได้แล้วแต่ว่าจะลงมาใกล้ตรงไหน อันนี้ไม่แน่ใจนะคะ เพราะยังขึ้นไม่บ่อย ถ้าใครรู้ว่าเค้ามีมาตรการยังไง ช่วยเล่าสู่กันอ่านด้วยค่ะ)

 

กว่าจะถึงบ้านก็ต้องขึ้นรถเมล์ ต่อ BTS และ MRT แล้วก็มอเตอร์ไซค์เข้าซอย...เหล่านี้ก็เพื่อหนีรถติดบนถนนช่วงเลิกงาน...แต่รู้สึกว่าการเดินทางแบบนี้ทำให้ได้เจอคนเมืองน่ารักๆ มีน้ำใจ หลายคน สนุกกว่าการขึ้นแท๊กซี่มากมาย...