blind

ทำบุญด้วยเสียงกับ B2S

posted on 12 Apr 2007 04:27 by nupomme  in blind

เดี๋ยวนี้ที่ร้านหนังสือ B2S สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ มีห้องอัดไว้ให้บริการลูกค้าหรือคนที่ต้องการทำบุญด้วยเสียงมาอ่านหนังสือเสียงลงคอมพิวเตอร์และนำไปเขียนลงซีดีให้กับผู้พิการทางสายตา

ตามข่าวเค้าว่าให้ผู้พิการทางสายตา แต่เราอยากบอกว่าคนที่ได้ประโยชน์ที่จริงมีมากกว่าแค่กลุ่มคนพิการทางสายตา แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่มีปัญหารในการเรียนรู้ (learning

disability) หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้แล้ว อีกด้วย

นับว่าเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยของเรา B2S เป็นร้านหนังสือแห่งแรก(เท่าที่เรารู้)ที่ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น เราว่าดีมาก ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย อยากให้มีโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ

เราในฐานะคนนพิการทางสายตาคนนึง (ที่ชอบอ่านหนังสือด้วย) รู้สึกดีใจมากที่พวกเราคนพิการทางสายตาจะได้มีหนังสืออ่านเพิ่มมากขึ้น

ในปัจจุบันหนังสือที่มีให้เลือกอ่านในห้องสมุดสำหรับคนตาบอดนั้นยังมีน้อยมากเมื่อเทียบกับหนังสือที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ที่จริงผู้พิการทางสายตาควรมีสิทธิในการเรียนรู้และการอ่านเท่าเทียมกับคนอื่นๆ

เพราะเราก็เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งเท่าๆ กัน แต่รู้สึกว่าในทางปฏิบัติแล้วมันไม่เป็นไปตามปรัชญาเสียเลย

เรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้คนพิการด้านสื่อสิ่งพิมพ์ (รวมทั้งผู้พิการทางสายตาด้วย) เข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้น้อยเหลือเกิน ทั้งๆ ที่สื่อสิ่งพิมพ์มีแพร่หลายเป็นจำนวนมาก

ในปัจจุบันการจะผลิตหนังสือสักเล่มให้เป็นหนังสือในรูปแบบที่คนพิการทางสายตาจะสามารถเข้าถึงได้ เช่น อักษรเบรลล์ หรือหนังสือเสียงนี้ ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการการขอลิขสิทธิ์

แล้วเมื่อได้มาแล้วก็ต้องเอามาอ่านหรือพิมพ์ใหม่เพื่อที่จะผลิตออกมาในรูปแบบหนังสือเสียงหรืออักษรเบรลล์ กว่าจะได้มาเป็นหนังสือที่พวกเราจะสามารถเข้าถึงได้นี้ต้องเสียเวลาไปอีกนับเดือนหรือปี

ค่าใช้จ่ายในการผลิตก็สูงลิบ ทั้งๆ ที่คนพิการเป็นผู้มีรายได้น้อย (เพราะหางานก็ยาก) แต่เราต้องจ่ายเงินมากกว่าในการที่จะเข้าถึงหนังสือสักเล่ม

ถึงเวลาแล้วที่สำนักพิมพ์และนักเขียนเจ้าของลิขสิทธิ์จะร่วมมือกันสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้เสียเปรียบทางสื่อสิ่งพิมพ์


edit @ 2007/04/28 19:48:18
edit @ 2007/06/11 14:14:05

วันก่อนได้คุยกะแอ๊ปเปิ้ลที่กำลังเรียน Information System อยู่ เค้ากำลังเลือกดูว่าจะลงเรียนวิชาอะไรดี มีวิชานึงเป็นวิชาของพวกที่เรียนการจัดการห้องสมุดอะไรประมาณนั้น วิชานั้นคือDigital Library แอ๊ปเปิ้ลถามว่าเลือกเรียนดีไหม แหมมาถามคนที่สนใจเรื่องห้องสมุดอย่างเราก็ได้คำตอบเดียวน่ะสิ เรียนเล้ยยยย จะได้มาช่วยเราทำห้องสมุดไงล่ะ เรามันไม่มีความรู้มากมายทางคอมพิวเตอร์ ก็แค่ผู้ใช้ธรรมด๊า ธรรมดา แต่มีความฝันบรรเจิดอ่ะ อยากมี เรามีความฝัน แอ๊ปเปิ้ลมีความสามารถทางคอมพิวเตอร์ น่าจะเอามาบวกกันได้นะ

พอเราเชียร์สุดใจให้ลงอย่างนี้ เค้าก็เลยบอกเราว่าถ้าเผอิญเรามีข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ส่งไปให้อ่านกันบ้าง หรือเรารู้จักห้องสมุดสำหรับคนตาบอดที่ไหนที่เค้าทำกันแล้วก็ส่งไปให้ดูเป็นตัวอย่างมั่ง อิๆ เข้าทางเราเลย เราก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มจาก google เพื่อนยาก หาไปหามาได้อ่านข่าวชิ้นนึง น่านสนใจมากๆ ข่าวนี้พูดถึงห้องสมุดดิจิตอลที่อาร์เจนตินา

ห้องสมุดนี่มีจุดเริ่มต้นจากสามีภรรยาตาบอดคู่นึง คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง และอพาร์ตเม้นต์ที่พวกเค้าอยู่หนึ่งห้อง แค่นี้เองจริงๆ เริ่มแรกก็เป็นแค่การแลกเปลี่ยนหนังสือในรูปแบบที่คนตาบอดเข้าถึงได้ เช่น หนังสือเสียง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ อะไรพวกนี้ผ่านทาง อีเมลระหว่างเพื่อนๆ 20 คนในกลุ่ม และจากจุดนี้เองมันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

Tiflolibros เป็นห้องสมุดดิจิตอลสำหรับคนตาบอดที่ใช้ภาษาสเปนแห่งแรก ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1999 ตอนนี้มีหนังสือทั้งหมดประมาณ 20,000 เรื่อง (โห! เยอะกว่าห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติของไทยหลายขุมเลย) มีสมาชิกกว่า 3,000 คน ในกว่า 40 ประเทศ

และที่เจ๋งที่สุดก็คือห้องสมุดนี้ได้รับความเชื่อถือจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง ต่างพากันส่งหนังสือออกใหม่มาให้ทางทีมงานในรูปแบบหนังสือเป็นเล่มๆ บ้าง หรือบางทีในรูปแบบของดิจิตอลไฟล์เลยด้วยซ้ำ แถมบางทีเค้ายังส่งมาให้ก่อนที่หนังสือเล่มนั้นจะออกวางแผงเสียอีก! ดีจังเลย คนตาบอดจะได้มีหนังสืออ่านพร้อมกับคนปกติอื่นๆ

แล้วประเทศไทยที่รักของเราล่ะ???


edit @ 2007/04/28 19:46:58
edit @ 2007/06/11 14:14:53

รถเข็นกับคนตาบอด

posted on 29 Apr 2007 21:07 by nupomme  in blind

เขียนเรื่องเกี่ยวกับอเมริกา เลยทำให้เรานึกถึงตอนที่เรากับเพื่อนไปอเมริกากันเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว เรานึกได้ว่าเคยเขียนเรื่องนึงเกี่ยวกับประสบการณ์ที่สนามบินที่แอลเอไว้ เลยกะว่าจะขอลัดคิวเอามาแปะไว้ให้อ่านกันสนุกๆ

ในที่สุดการเดินทางมาอเมริกาของฉันกับเพื่อนก็ใกล้จะจบลง มันเป็นการเดินทางตามลำพังครั้งแรกของเราสองคน ฉันรู้สึกตื่นเต้นและเป็นกังวลเล็กน้อยตอนที่เราเริ่มออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อสองอาทิตย์ก่อน จุดหมายปลายทางของเราสองคนคือเมืองยูจีน รัฐโอเรกอน เพื่อไปเข้าร่วมการอบรมสัมมนาฝึกความเป็นผู้นำกับผู้หญิงพิการจากทั่วโลก ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีและน่าประทับใจ วันนี้เป็นวันที่เราสองคนจบการสัมมนากำลังจะเดินทางกลับบ้าน แต่ไหนๆ เราก็มาถึงอเมริกาแล้วก็เลยถือเป็นโอกาสดีที่จะแวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าของเราที่ไม่ได้เจอกันมานานเกือบสิบปีที่ลอสแอนเจลิสก่อนขึ้นเครื่องกลับบ้าน

เครื่องบินของสายการบินภายในประเทศสหรัฐฯ พาเราบินลัดฟ้าจากเมืองยูจีนมาถึงลอสแอนเจลิสในเวลาประมาณสองทุ่มกว่าๆ ฉันกับเพื่อนต้องรอให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ ลงจากเครื่องไปก่อน เพราะว่าเราต้องรอให้มีผู้ช่วยสนามบินมารับตัวเราจากเครื่องเพื่อพาไปที่สายพานรับกระเป๋าและเจอกับเพื่อนที่นัดให้มารับ เมื่อฉันกับเพื่อนเดินมาถึงประตูทางออกเครื่องก็พบว่ามีคนมารอรับเราสองคนแล้วพร้อมด้วยรถเข็นสองคัน ฉันกับเพื่อนก็งงไปเลย อ้าว ! เราสองคนไม่ได้พิการขานะ เราพิการทางสายตาต่างหากล่ะ เราเดินเองได้ ฉันก็เริ่มเจรจากับคนที่มารับว่าพวกเราเดินไปเองได้ เพียงแต่พวกเขานำเราไปก็พอ แต่ยังงัยๆ เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันจะให้พวกเรานั่งรถเข็นไปให้ได้ แต่เพื่อนกับฉันก็ยืนกรานว่าเราจะเดินไป ไม่นั่งรถเข็น สุดท้ายคุณสจ๊วตก็เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องให้ เค้าบอกว่าถ้าเป็นเค้าๆ คงจะดีใจที่ไม่ต้องเดินไกล ฉันเห็นว่ามันคงไม่จบง่ายๆ ก็เลยตัดสินใจนั่งรถเข็นก็ได้ ก็ดีเหมือนกันแฮะ ไม่ต้องเดิน ส่วนเพื่อนฉันยังงัยก็สมัครใจที่จะขอเกาะแขนคุณผู้ช่วยเดินตามมาดีกว่า

ด้วยเหตุนี้พวกเราก็เลยมาถึงที่จุดนัดพบในที่สุด (โดยที่ฉันไม่ต้องเดินให้เมื่อย) แต่พอมาถึงที่รับกระเป๋า ฉันก็ลุกจากรถเข็นทันที กลัวว่าถ้ายัยเพื่อนเก่าของฉันมาเห็น เธอจะต้องเริ่มต้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตายและเก็บเอาฉันไปนั่งล้อเป็นวันๆ แน่ แต่ปรากฏว่าเธอมาช้าไปนิดหน่อยเลยไม่มีโอกาสเห็นฉันนั่งรถเข็น เพราะว่ากว่าที่เธอจะมาถึงพวกเราก็รับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว และกำลังเริ่มต้นให้ผู้ช่วยของเรามองหา ก็พอดีมีผู้หญิงกับผู้ชายเดินมาถึงพร้อมกับเริ่มต้นถ่ายภาพโดยไม่ให้พวกเราตั้งตัว ยัยเพื่อนตัวแสบของฉันนั่นเอง

ระหว่างที่เรากำลังนั่งอยู่บนรถของเพื่อนของฉันเพื่อไปที่บ้านของเธอ ฉันกับเพื่อนก็เลยเล่าให้เธอฟังว่าที่สนามบินเค้าเอารถเข็นมารับเราสองคน เพื่อนที่เป็นเจ้าถิ่นก็เลยบอกพวกเราว่า อ๋อ ที่นี่เป็นธรรมดาน่ะ ไม่ว่าคนพิการประเภทไหนเขาก็จับเรานั่งรถเข็นทั้งนั้นแหล่ะ จะได้เร็วดี อีกอย่างสนามบินบางแห่งก็ใหญ่มาก อย่างเวลาที่เธอไปไหนและรู้สึกว่ากำลังจะไปขึ้นเครื่องไม่ทัน เธอก็จะไปติดต่อที่เคาน์เตอร์เพื่อขอผู้ช่วยและรถเข็น จะได้ไม่ต้องเดิน และผู้ช่วยคนนั้นเค้าจะพาเธอเข็นรถเข็นและวิ่งไปขึ้นเครื่อง ฉันได้ฟังอย่างนี้ก็รู้สึกว่าแปลกดี เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ฉันไม่เคยพบ ทั้งๆ ที่อเมริกาก็เป็นประเทศที่เจริญกว่าประเทศไทย แต่รถที่ใช้รับคนพิการทำไมจึงยังเป็นแค่รถเข็นธรรมดา ที่สนามบินดอนเมืองบ้านเรายังมีรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใช้เลย รถแบบนั้นดูหรูกว่าตั้งเยอะแน่ะ สงสัยอเมริกาเค้าคงคิดว่าจะได้เป็นอีกทางที่ช่วยให้คนของเค้าได้ออกกำลังกายมั๊ง ฉันนึกภาพผู้ช่วยเข็นรถเข็นที่มีคนพิการนั่งอยู่แล้วก็เข็นวิ่งไปในสนามบินอันกว้างใหญ่เพื่อจะไปขึ้นเครื่องให้ทันแล้วก็รู้สึกว่าน่ารักดีเหมือนกันแฮะ


edit @ 2007/04/29 21:29:16