blind

สวัสดีอีกครั้งค่ะ

แหม รู้สึกช่วงนี้ดิฉันจะเนื้อหอมเป็นพิเศษ ใครก็อยากให้เขียนนั่นทำนี่ให้อยู่ร่ำไป แต่ด้วยความสนิทกับคุณเจ้าของ บล็อกนี้เลยไม่กล้าปฏิเสท

 

มีคนตาดีเรียกได้ว่า 100 เปอร์เซ็นต์ที่ดิฉันเคยเจอมาทั้งสนิทและไม่สนิทจะถามดิฉันอยู่เสมอว่า เลือกเสื้อผ้ายังไง และที่สำคัญคือไปช็อปยังไง

 

แน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะตาดี ตาบอด หูหนวก หูฝาด ก็ต้องมีความอยากเรียกได้ว่ากิเลสยังไม่หมดไป โดยเฉพาะการเกิดเป็นผู้หญิงเรื่องช็อปเนี่ยะต้องยกให้พวกหล่อนค่ะ

 

ดิฉันก็เป็นผู้หญิงและก็ชอบการช็อปเป็นยิ่งนัก คือไม่ได้ซื้อไม่ว่า ถ้าได้เดินเป็นสุข

 

วันนี้จะขอหยิบเอามาแค่หนึ่งประสบการณ์จากหลายประสบการณ์ฮาฮาของการช็อปด้วยกันเองในระหว่างหมู่คนตาบอดมาให้ได้อ่านกัน

 

เมื่อประมาณต้นปีที่แล้วมีน้องคนหนึ่งซึ่งมาอยู่อังกฤษไม่นานนักหลังจากที่ดิฉันมา เราค่อนข้างจะสนิทกัน คือตอนนั้นมีกันแค่สองคน เราเลยมักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน วันนั้น น้องเขามาเยี่ยมดิฉันจาก Plymouth  มาที่ brighton ที่ดิฉันอยู่ เราสองคนเมื่อไม่ได้เจอกันนาน มาเจอกันที ตามประสาหญิง ๆ ก็ต้องหาเรื่องไปช็อป

 

น้องเขาออกความเห็นแกมบังคับว่าเขาอยากได้น้ำหอมกับซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากแม่และพี่สาวของเขาให้เราพาไป เราก็... ไม่เกี่ยงนะเรื่องเที่ยวเนี่ยะแต่ได้บอกน้องเขาไว้แล้วว่า คนเยอะนะตัววันสุดสัปดาห์ที่นี่คนล้นหลาม ทั้งนี้และทั้งนั้นเราก็นั่งรถเมล์ไปใน shopping centre กันอย่างบ่ยั่นสิ่งใด

 

ขออธิบายสภาพ shopping zone ที่เรียกกันว่า Churchill square นิดนึงนะคะ มันจะเป็นตึกทรงครึ่งวงกลม มีทางเข้าออกสองทางฝั่งตะวันตกและตะวันออก ระหว่างทางเข้าสองทางจะมีร้านโน่นนี่นั่นคั่นไว้ พวกเราเข้าทางตะวันตกเพราะตรงนั้นจะมีร้านขายพวกไส้กรอก เบอร์เกอร์และที่สำคัญคือหอมทอดไว้เป็นที่สังเกต

 

เราสองคน (ตาบอดทั้งคู่) ก็ใช้ไม้เท้านำทางเข้าไป แต่ก็ต้องให้เขาจับแขนเราไว้นะคะเพราะเดี๋ยวหลงกันแล้วทีนี้แย่หนัก

 

เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ไม่กี่คนที่ทำได้ในการช็อปก็คือ ใช้จมูกให้เป็นประโยชน์ค่ะ ต้องพิสูจน์กลิ่นให้ได้แยกกลิ่นให้เป็นว่า ร้านนี้คือขายรองเท้า อ้อ ร้านรองเท้าและร้านกระเป๋าก็มีกลิ่นต่างกันนะคะ ร้านหนังสือ ร้านเสื้อผ้าหญิง ชาย มีกลิ่นเฉพาะตัว อีกประการในการใช้เป็นหลักสังเกตของดิฉันคือการจัดร้าน ถ้าเข้าไปเป็นทึบ ๆ เมื่อไหร่มีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จะเป็นเสื้อผ้าค่ะ แต่หลักที่ง่ายที่แม่นยำสุด คือเข้าไปแล้วจับให้รู้ด้วยมือว่าคืออะไร วิธีการนี้ต้องระวังนิดนึงเพราะถ้าพรวกพราดเข้าไปอาจทำให้ของล้มเสียหายกระจัดกระจายได้

 

คราวนี้มาถึงเรื่องที่ Churchill square ต่อนะคะ

 

เราก็ตกลงกันว่า จะแวะทุกร้าน เข้าทุกร้านเพราะเราไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เวลาเป็นของเราทั้งชีวิตว่างั้นเถอะ

 

คือคิดกันไว้ว่าถ้าเข้าไปปั๊บถ้าเดินเข้าไปไม่เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เช่น ราวเสื้อผ้า ชั้นรองเท้า เราก็ต้องถามว่านี่คือร้านอะไร แล้วก็กะจะขอดูของในร้านนั้นพอเป็นพิธีแล้วค่อยออกมา กะกันไว้ว่าจะทำแบบนั้นเรื่อยไป

 

คราวนี้พอเดินเข้าไปในตัวตึกเราสองคนตกลงกันว่าจะเลือกดูร้านฝั่งซ้ายก่อนแล้ววนไปออกประตูฝั่งตะวันออกแล้วย้อนกลับมาใหม่หากอยากได้อะไรจากร้านที่ผ่าน ส่วนร้านฝั่งขวาคิดไว้จะเป็นวันรุ่งขึ้น

 

แล้วสองสาวงามก็ลากกันไป เขี่ยไม้เท้ากันไปเจอร้านแรกฝั่งซ้ายเป็นร้านขายคุกกี้ เบเกอรี่ต่างๆ ร้านนี้ไม่ได้ถามเพราะกลิ่นมาก่อนเลย ผ่านไป ร้านต่อมา เอ ร้านอะไรเนี่ยะ มีกระเป๋า มีผ้าพันคอ เราเลยลากน้องเข้าไปดู ก็ช่วยกันหยิงจับของมาดู ขายเครื่องประดับ อ๋ออออ accesori แต่ก่อนออกไปถามพนักงานขายเพื่อความแน่ใจ ร้านต่อมาเป็นร้านน้ำหอมที่ชื่อ perfume ผ่านไปยังไม่เอา

 

พอร้านถัดมาเนี่ยะสิ กลิ่นก็ไม่มี คนก็นั่งเก้าอี้เป็นระเบียบเรียบร้อยดีจริง มีตู้กะตู้ เอ๊ะ อะไรสะท้อนแสง ทำหน้างงอยู่ภักนึง ไม่มีใครสนใจ เลยตัดสินใจพุ่งไปถามพนักงานผู้หญิงคนหนึ่ง เขาก็ว่าร้านทองค่ะ อ๋อออ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเชิง เลยว่า งั้นพวกเราขอดูทองคำขาวหน่อยสิคะ เลือกไปประมาณสิบกว่าแบบ ไม่ถูก (กระเป๋าเงิน) เลยว่าเดี๋ยวมาใหม่แล้วกันะคะขอคิดดูก่อน

 

ออกมาเดินถัดไปอีกประตูหนึ่ง เลี้ยวเข้าไป เงียบดีอีกแล้วแต่ไม่ยักมีตู้กระจกหรือคนนั่งที่เก้าอี้รอ มีพนักงานคนหนึ่งผู้ชายกำลังจะเดินไปอีกฝั่ง เราเลยรีบถามว่า นี่ร้านอะไรคะ เขาก็ว่า ร้านทองพร้อมบอกชื่อร้านแรกที่เราเข้า

 

เอ๊า ไม่เป็นไร หนึ่งร้านมีสิทธิ์มีสองประตู ขำนิด ๆ

 

คราวนี้ทางมันบังคับให้เลี้ยวซ้าย เราก็เลี้ยวตาม ไปเจอประตูอีกร้านก็แวะเข้าไปอีก...

 

เออ ร้านนี้ไม่มีใครรึไงหว่า มีแต่แบบเป็นตู้กระจกสูง ๆ แล้วก็บังเอิ๊ญมีพนักงานผู้ชายผ่านมาอีกแล้ว ที่รู้หน่ะเหรอคะว่าเป็นผู้ชายก็เพราะเขาห้อยกุญแจไว้ที่กางเกงแล้วเดินสั่นกุญแจหน่ะเคยเจอใช่ไหมคะแถมเดินหนักๆ เงาโตๆ หน่อย ผู้ชาย sure เราเลยถามไปอีกว่า เอ่อ ขอโทษนะคะร้านคุณขายอะไรเหรอคะ

 

เขาก็ตอบดิฉันทันใจเลย

 อ๋อ ขายทองก็ร้านเดียวกับที่คุณเข้ามาถามแล้วสองรอบนั่นแหล่ะครับ!?! 

เรากล่าวขอบคุณพร้อมถามว่า อ้อ มีสามทางเข้าเหรอคะ เขารับว่าใช่

 

ดิฉันเลยเดินจากมาพร้อมน้ำตาแห่งความขำ

 

เราสองคนยืนหัวเราะจนน้ำตาไหล ก็แหม คุณขา ทางเข้าสองทางก็เยอะแล้วสำหรับร้านในห้างแบบนั้น นี่เล่นเอาสามทางแถมการจัดแบบของร้านแต่ละประตูไม่เห้นเหมือนกันเลย ตาบอดที่ไหนไม่หลงเข้าไปถามสามรอบอย่างดิฉันบ้างให้รู้ไปซิคะ

 

อย่างไรก็ตามนี่เป็นอุทาหรณ์สอนใจเจ้าของร้านว่า ถ้าไม่อยากให้พนักงานตอบคำถามบ่อยก็ต้องทำประตูเดียว ปลอดภัยสุด

 

แต่การช็อปวันนั้นก็ผ่านไปด้วยความสนุกสนานพร้อมกับกระเป๋าแฟ่บไปเยอะเลย และพวกเราได้ทำตามสัญญากับตัวเองคือเช้าวันรุ่งขึ้นเราก็กลับมาอีก

 

เอาเป็นว่า วันนี้กับเรื่องช็อปเปิ่นๆ ต้องจบไว้แค่นี้ก่อน งวดหน้าจะมาเล่าเพิ่มเติมถ้าอยากรู้อะไรก็ถามไว้ได้เลยนะคะ รับรองท่านเจ้าของบล็อกหาคำตอบให้ได้แน่ ๆ ค่ะ

 

6 พฤศจิกายน 2551

ภัทริสา ลักษณะ

 

สวัสดีครับแฟนบล็อกปอมทั้งหลาย ผมเชน หยินและหยางครับ วันนี้ปอมอู้ครับ ผมเลยมาอัพแทนเป็นการชั่วคราว หุๆ (ผัวะ! โดนปอมตบ) จริงๆไม่ใช่หรอกครับ คราวนี้เป็นการเขียนบล็อกร่วมกันระหว่างปอมกับผมต่างหาก หวังว่าคนอ่านจะเพลิดเพลินกันตามสมควรนะครับ

 

เอนทรี่นี้สืบเนื่องหลังจากผมรู้ว่าปอม "อ่าน" ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ด้วย "ตาทิพย์"

 

ตาทิพย์คืออะไร?

 

ตาทิพย์คือโปรแกรมที่พัฒนาโดยคนไทยครับ มันคือเครื่องมือที่จะแปลงตัวอักษรให้เป็นน้ำเสียงเหน่อๆของผู้หญิงคนนึงให้ผู้พิการทางสายตาได้รับข้อมูลข่าวสารทางคอมพิวเตอร์ได้ 

 

พอรู้ดังนี้แล้ว เวลาผมเขียนเมลหาปอม ผมก็จะพิมพ์อย่างระมัดระวังครับ ตรวจทานพยัญชนะ วรรณยุกต์ต่างๆ กลัวว่าถ้าพิมพ์ผิดแล้วมันจะทำให้ตาทิพย์อ่านไม่ออก ส่งผลให้ปอมก็อ่านไม่ออกไปด้วย

 

ทันใดนั้นเกิดความสงสัยครับว่า เอ ผมตั้งใจพิมพ์ให้มันถูกต้อง ใช้ภาษาไทยอย่างถูกหลัก จึงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเกิดคนกลุ่มนึงก็ตั้งใจเหมือนกัน แต่ตั้งใจเขียนภาษาไทยให้ไม่ถูกต้องและผิดหลักล่ะ ตาทิพย์มันจะอ่านออกไหม ผู้พิการทางสายตาจะรับสารได้ไหม อืมน่าสนๆ

 

ว่าแล้วผมกับปอมก็เลยทำการทดสอบกันครับ โดยผมไปขอน้องไอ (นามสมมติ แต่เหมือนชื่อจริงเลย แถมลิงค์ให้ด้วยเพื่อเป็นการขอบคุณ 555) ให้ช่วยส่งข้อความที่คิดว่าวิบัติสุดๆมาหน่อย จะเอามาให้ตาทิพย์อ่านให้ปอมฟังดู

 

แล้วน้องไอก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังครับ สิ่งที่น้องคัดมาให้ "วิบัติ" ได้แบบวินาศจริงๆ ขนาดที่น้องไอถึงกับออกปากเลยว่า "อ่อย พี่เชนขา นุ้งไอปวดหัวค่ะ - -" " ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว คิดว่าทุกคนก็คงอยากลองฟังดูเหมือนกันว่า ภาษาวิบัติมันเป็นยังไงในการรับรู้ของผู้พิการทางสายตา

 

กติกาการฟัง ปอมอัดมาให้ฟังสองโหมดครับ อันแรกนั้นเป็นสปีดปกติที่ปอมฟังอยู่ ถือว่าเร็วสำหรับคนทั่วๆไป เพราะปอมฟังจนชินแล้ว ให้พวกเราฟังไปลองคิดตามไปด้วยว่ามันแปลว่าอะไรวะ หรือไม่ก็ไปเอากระดาษปากกามาจด หลังจากนั้นค่อยฟังอันที่สองซึ่งลดสปีดลงมาเพื่อให้คนธรรมดาพอฟังออกบ้าง คราวนี้น่าจะพอเข้าใจว่าเจ้าตาทิพย์กำลังพูดอะไรอยู่ สุดท้ายค่อยเลื่อนไปอ่านสคริปว่าจริงๆแล้วข้อความมันคืออะไร ตกลงตามนี้นะครับ

 

บอกก่อนว่าที่ "ตาทิพย์" อ่านอยู่นี้ เป็นบทแปลเพลง How do i live เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Con air ครับ เชิญร่วมกันปวดหัวได้แล้วครับ

 

hi-speed ver.

 

 

normal speed ver. 

 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

เอิ่ม

.

.

.

.

.

.

.

.

เอ่อ

.

.

.

.

.

.

.

.

 

เค้าจาผ่านยามค่ามคืนปัยดั๊ยยางงาย . . . หากว่าค้าวมะมีตะเอง (แง๊...)

หากเค้าต้องอยุเพียงลำพังโดยรั๊ยตะเอง

ก๊ะมะยู้เยย...ว่าชีวิ๊ดเค้ามานจะเปงแบบหนาย

แร๊ะนายตอนเน้ . . . เค้าตุ้งกานโอบกอดตะเองอาวว้าย นายอ้อมแข๋น

ตะเองครือชีวิ๊ด คือดวงจาย คือโลกท้างใบของเค้า

หากตะเองจากเค้าปาย

คงท่าวกะว่าตะเองดั๊ยเอาทุ๊กสิ่งดีๆนายชีวิ๊ดเน้ไปดุ้ย

หักรั๊ยเซิ่งตะเอง

คุงรั๊ยเซิ่งดวงตาวาน . . . บนท้องฟ้าา

รั๊ยคามว่าร๊าก . . . นายชีวิตนุ้ยๆของค๊าว

แร๊ะมานคงมะเหรือท่อยคามดายๆ

เค้าเองก๊ะคงมะยู้ว่าเค้าต้องทามยางงัย

เค้าคงโหรงทาง หักเค้าสูนเสียตะเองปาย

หรือหักตะเองทอดทิ้งค้าวว้าย

คงเท่ากะว่าเค้าดั๊ยสูนเสียทุกสิ่งดีๆ และทุกสิ่งที่สามคัน (มันสูญเสียรถเหรอวะ หายไปตั้งสามคัน)...สามหราบเค้า

เค้ารักตะเองนะ... จุ๊ฟๆ

 

?

?

?

?

?

?

?

?

 

ใช่ครับ ไม่ผิดหรอกครับ ที่เพื่อนๆอ่านเมื่อกี๊เป็นภาษาไทยครับ ฟังออกไหมครับ รับสารได้ครบถ้วนทุกถ้อยความไหมครับ เริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าผู้พิการทางสายตารับรู้ภาษาวิบัติในรูปแบบไหน แค่ฟังเพื่อรับสารปกติผมว่าก็เป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยอยู่แล้ว แต่พอฟังข้อความนี้จบปอมและเพื่อนๆถึงกับต้อง "แงะ" สารที่อยู่ในนั้นออกมาเลยทีเดียว ไม่งั้นฟังไม่เข้าใจ รับสารไม่ครบ

 

ตัวผมพออ่านจบ ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า การจะเขียนภาษาวิบัติให้ได้ดีต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนครับ ต้องมีการกลับมานั่งคัด ดัดแปลงตัวอักษรกันทุกเย็นหลังโรงเรียนเลิกแน่ๆ ไม่งั้นมันจะเขียนให้มันวิบัติขนาดนี้ได้อย่างรวดเร็วได้ยังไงกัน น้องคิดนานไหมอะกว่าจะเขียนเสร็จ เพราะถ้าเป็นพี่ๆต้องหยุดทุกระยะแน่ๆ เพื่อที่จะพยายามเปลี่ยนพยัญชนะใหม่ สระ วรรณยุกต์ใหม่ แต่ได้เสียงคล้ายๆเดิมแบบนี้เนี่ย อย่างคำว่า "เขา" น่ารักหน่อยก็ "เค้า" แต่น้องเขามาแบบ "ค้าว" มันเป็นวิวัฒนาการข้ามขั้นเกินไปไหมน้อง  จากคำว่า "ด้วย" เปลี่ยนเป็นคำว่า "ดุ้ย" เมิงคิดไปได้ง้ายยยย แช่แฟ้บ! (แช่แฟ้บคำนี้วิบัติไหมเนี่ย)

 

ถ้าคุณคิดว่านี่คือวิวัฒนาการของภาษา ถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องไปรณรงค์แก้ไขอะไร ผมถามอีกทีว่า คุณแน่ใจจริงๆเหรอครับ คุณอาจจะบอกว่าก็เขียนเล่นๆ ไม่ได้จริงจัง ใครจะเอาภาษาพวกนี้ไปใช้จริงๆกันเล่า ถ้าอ่าน (ฟัง) ไม่รู้เรื่องก็อย่ามาอ่านสิ ชั้นก็เอามาใช้เขียนในเรื่องส่วนตัวเท่านั้น แต่ได้ยินจากคุณ chubby ว่าในรายงานของนักศึกษาปริญญาตรีก็มีการนำไปใช้กันแล้ว จะตั้งใจหรือเพราะว่าชินจนเป็นนิสัยก็ตาม (บอกแล้วว่ามันต้องไปหัดคัดหลังเลิกเรียนแน่ๆ) ต่อไปเมื่อคุณใช้มันจนแยกไม่ออกว่าอันไหนเขียนถูกอันไหนแอ๊บแบ๊ววิบัติ มันก็จะกลืนเข้ากับภาษาทางการ และเมื่อถึงตอนนั้นต่อให้เลือกที่จะไม่อ่านก็ทำไม่ได้แล้วครับ จึงอยากให้คนใช้ภาษาวิบัติเหล่านี้ คิดเผื่อผู้พิการทางสายตาบ้าง ว่าที่คุณกำลังพยายามเล่นกับภาษาให้มันแปลกใหม่ แตกต่างเนี่ย มันกำลังทำร้ายคนอีกกลุ่มนึงอยู่ด้วยนะครับ

 

ก่อนจากเรายังมีตัวอย่างให้เครียดกันอีกสอง

 

1. วัดดีไอ เข้าก็ไม่รุจะพุดอาไลอะนา

ยังงัยก้อขอห้ายสอบติดโรงเลียนดี ๆ

แล้วก้อขอห้ายเลียน เกงขื่น ๆ เลื่อยๆ

เข้าจาเปงกำลังจายห้ายละกาน

เข้าขอบคุนแกม่าก มากกกกกกกกกก ทียอมเปงเพิ่อนกับคนอย่างเข้า

ยังงัยก่อขอฝากเพงนี้ไห้แกนะ

อย่าลืมคึดถึงเข้าด้วย ร่ากแกที่สุดในโลกกก

สากวันนึงเข่าจะพิสูตร์ห้ายแกเหนว่าเข้าเทบแค่หนาย 55

“นัทเจอเทอเมื่อไลต้องไปช้า
คิดถึงเท่อดันไม่โทหา
น่าหกอกหนา ที่เธอจะเอือมละอาเหลือเกิน
ถึงลืมวันเกิดเทอเมื่อวานนี้ ฉันยังจำขึ้นไจว่าเดือนนี้
ขออีกบี จากนี้จะเม๊มจะเมมไว้เลย
ก็ยังไม่ดีพ้อม แค่พ้อมจะพยยามห้ายเทอเห็น
ขอบคุรที่ไจเยน จะเปนยังไงๆก็ช่วยรนะ รอนะ
อย่าผึ้งไปรักไค อย่าผึ้งแอบไปชบไค
อย่าผึ้งมองไคนอกจากฉัน
ก่อจะรับประกัน ก้อรับป่ะกัน
จะเปนคนน้าน เปนคนน้านน
ค.ไนฝัน เธอช่วยไว้ไจ”

เขาขี้เกียดเขียนและ โชงดีนะไอ

ปอลอ. อย่านอนดึกมาก เดียวปอดลง (ปอดลง แปลว่าอะไรวะ)

 

 

2. ปรัชญาชีวิตจากน้องโบนัส

ลัลล๊า~ อารมดีค๊ะ อารมดี
ช่วงนิมีฟามสุกสะรานจัย
สถานนะกานดีขึ้นจากเมื่อก่อนนน


ชีวิดด ขึ้นๆ ลงๆ เริ่มจะปงงงง’
ชั้นคงจะป่อยตัวตามซาบายย
ปัยอย่างนิ ซั๊กกพักก*
เหนื่อยมามากล๊า ขอพักผ่อนมั่ง
เลิกกดดันกันดั้ยแล้ว
บางอย่างมันก้อต้องชั้ยเวลา
เพื่อที่จะพิสูดมันชิมิ...
นิสัยคนเรามันมั่ยเหมือนกันน
ปอ จุด ลอ จุด >> บางทีชีวิดของเรา
อาจจะต้องกานสิ่งใหม่ๆ
แต่คงยังขาดสิ่งเก่ามั่ยดั้ย*

 

   

related links : 

วันภาษาไทยแห่งชาติ : ยังพอมีหวังหรือสายเกินแก้ ?

ABAC Poll

วิวัฒนาการทางภาษาของปัญญาชน ? 

 

ป.ล. เปื้อนๆ นุ้งเชนป๊วดหัว จูบู้ๆ งุ้งงิ้ง

วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้เป็นแขกรับเชิญให้เขียนเรื่องลง blog นี้ มันให้ความรู้สึกว่าเป็นนักเขียนมืออาชีพยังไงไม่รู้สินะคะ (ฮิฮิฮิ)

 

เรื่องที่คุณเจ้าของ blog ขอให้มาเล่าให้อ่านวันนี้ ความจริงไม่ใช่เรื่องสนุกแต่อย่างใดเลยแต่ก็ลองอ่านแล้วออกความเห็นกันดูนะคะ

 

ก่อนอื่นต้องบอกว่าไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านหรือแง่งอนกับประชาชนชาวไทยแต่อย่างใด แต่ที่เล่านี้ขอบอกว่ารู้สึกน้อยใจและไม่เข้าใจในการถูกเลือกปฏิบัติที่องค์กรไม่ว่าจะรัฐหรือเอกชนในเมืองไทยที่ปฏิบัติต่อคนพิการโดยวันนี้จะถือเอาความตาบอดเป็นหลักเพราะตัวเองได้ประสบมากับตัว

 ช่วงที่กลับไปบ้านครั้งที่ผ่านมาก็คือ มิถุนาจนถึงต้นๆ ตุลา มีเหตุผลหลายประการที่จำเป็นต้องกลับ ภารกิจอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องทำในตอนนั้นคือขอวีซ่ากลับมาเรียนต่อ 

การขอวีซ่านักเรียนของสถานทูตอังกฤษนี้ได้เปลี่ยนวิธีการขอและแบบฟอร์มไปมากเหมือนกัน อย่างแรก คุณจะต้องกรอกเอกสาร online แล้วต้อง print ออกมาย้ำว่าต้อง print ออกมาเมื่อกรอกเสร็จแล้ว พอกรอกเสร็จต้องโทรไปนัดกับศูนย์ IOM เพื่อทำการรับใบส่งตัวไปตรวจวัณโรค พอนัดได้วันเสร็จไปรับใบแล้วไปตรวจ ขั้นตอนนี้ไม่มีปัญหา ทุกคนเป็นมิตรน่ารักมากรวมไปถึงโรงพยาบาลที่ไปคือ พญาไท 2 ตรวจสุขภาพเสร็จเรียบร้อย ภายในวันนั้นต้องนำเอาผลมาที่เดิมเพื่อรับใบรับรองแพทย์

 

พอเสร็จต้องกลับไปที่ website เดิมเพื่อทำการนัด online ในการจะไปยื่นเอกสารที่ agent พูดง่ายๆ ก็คือไม่ได้ไปยื่นกับสถานทูตอังกฤษโดยตรงแต่ต้องยื่นเอกสารผ่าน agency นัด online ปั๊บต้อง print ใบนัดออกมาอีก ถึงวันนัดให้เอาใบนี้ไปด้วย

 

มาถึงตอนสำคัญแล้ว...

 

ไปถึงที่ตั้งของ agent เราไปกับพี่สาว เขามียามอยู่สามคน ตรวจทุกอย่าง มือถือก็ต้องปิด mp3 ก็ต้องปิด เขาก็จะไม่ให้พี่เราเข้าไปด้วยเพราะพี่เราไม่ได้ยื่นขอ พี่เราก็ว่าน้องเขาตาบอดนะคะเลยยอมให้เข้า

 พอเข้าไปในห้องนั้นสักภักเพื่อรอเวลายื่น ตรง counter ที่จะยื่นเอกสารหน่ะจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบเอกสารของเรา ที่ตรงนั้นเองทำให้ดิฉันหมดความอดทน! 

อย่างแรก ทุกคำที่กล่าวถึงดิฉัน เรียกดิฉันว่า "เขา"  อยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมคุยกับเราโดยตรงหากแต่พูดผ่านมาทางพี่สาว พอเช็คเอกสารเขาก็ว่า

เจ้าหน้าที่ - " ทำไมมีแค่นี้"

ดิฉัน - "จะต้องการอะไรอีกคะ"

 

เขาก็เงียบแล้วถามเราอีกว่า...

เจ้าหน้าที่  " ทำไมเอกสารมีแค่นี้"

ดิฉัน - "แล้วจะเอาอะไรเพิ่มหล่ะคะ"

เจ้าหน้าที่ - "Transcript หล่ะไม่มีเหรอ"

ดิฉัน- "ไม่มีคะ เพราะใน checklist สำหรับนักเรียนที่เคยศึกษาในประเทศอังกฤษมาก่อนไม่จำเป็นต้องใช้ดิฉันเลยไม่มี"

เจ้าหน้าที่ - "แล้วมันอยู่ที่ไหน"

ดิฉัน - "อยู่ที่อังกฤษโน่นแหล่ะ"

เจ้าหน้าที่ - "ไปเอาได้ไหม"

 

ดูดุ๊ ผู้อ่าน โง่หรือบ้ากันแน่

ดิฉันเลยตอบว่า - "จะเอาได้ไงมันอยู่อังกฤษ"

เจ้าหน้าที่ - "ทำไมไม่ print ออกจาก web"

ดิฉัน - "ที่เมืองไทยดิฉันไม่ทราบแต่ที่โน่นโดยเฉพาะมหาลัยเก่าของดิฉันต้องไปยื่นขอด้วยตัวเอง"

เจ้าหน้าที่ - "ถ้างั้นของเมืองไทยก็ได้"

 

โอโห คุณผู้อ่านขา นั่นมันตั้งเจ็ดปีกว่ามาแล้ว ใครจะมีให้ตอนนั้นที่สำคัญมันไม่เหมาะที่จะยื่นแล้วด้วย

 

เขาเลยว่า - "ถ้าคุณยื่นด้วยเอกสารแค่นั้น "เขา"  อาจไม่ได้วีซ่า" (พูดกับพี่เรา) "แล้วต้องมายื่นใหม่เสียเงินใหม่นะ"

 

ดิฉันเลยตอบไปเองว่า - "ไม่เป็นไร ไม่ผ่านก็จะมาใหม่ วันนี้มีแค่นี้จะยื่นแค่นี้"

เจ้าหน้าที่ - "ผมไม่รับรองนะ"

 

ทุกคนคะ เขามีสิทธิ์อะไรที่จะมารับรองหรือไม่รับรอง เพราะเขาเป็นแค่ผู้ผ่านเอกสารไม่ใช่ผู้ออกวีซ่า

 

พอยืนยันว่าจะยื่นตรงนั้น ขั้นต่อไปคือการ scan นิ้วมือทั้งสิบของเรา ไอ้ตรงที่จะตรวจนิ้วมือ คุณยามก็บอกว่า

"เข้าได้แค่คนเดียวครับ"

พี่สาวเรา - "น้องเขาเข้าไปไม่ได้นะคะคนเดียว"

ยาม - "ทำไมจะเข้าไม่ได้ เดินไม่ได้เหรอ"

พี่เรา - "น้องเขาตาบอดหรือน้ายามจะจูงเข้าไป"

ยาม - "ถ้างั้นก็ได้"

 

พอไปนั่งที่โต๊ะ เขาก็ถามพี่สาวดิฉันว่า...

"เขาฟังได้ไหมคับ" (!!!)

 

ดิฉันโมโหแตก เดือดมาก เลยตอบไปว่า

"ฟังได้คะ พูดได้แล้วก็ด่าได้ด้วย"

เจ้าหน้าที่เลยอึ้งนิดๆ แล้วบอกว่า- "เดี๋ยวจะเรียกให้เข้ามารับนะครับ"

ทีนี้เขาถามดิฉันว่า

"มีอะไรไม่สบายใจเหรอครับ"

ดิฉันเลยบอกเขาว่า - "ตรงที่ยื่นเอกสารเมื่อกี๊ปฏิบัติกับดิฉันไม่ดี คำก็เรียกดิฉันว่า "เขา"  สองคำก็ "เขา"  ที่สำคัญคือใช้น้ำเสียงไม่สุภาพเอามาก ๆ"

เราบอกไปว่า - "ดิฉันเข้าใจนะคะว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องแจ้งว่าถ้าเอกสารตัวใดตัวหนึ่งขาดไปอาจไม่ผ่าน แต่เทคนิคการพูดหน่ะฝึกกันได้ แม้แต่คุณเองก็เถอะถามมาได้ว่าดิฉันฟังได้รึเปล่า"

 

ทำไมที่นี่ไม่มีการฝึกพนักงานรึไงว่าลูกค้าไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่ร่างกายครบถ้วน คนพิการก็ลูกค้า ที่สำคัญคือดิฉันมาจ้าง เสียเงินจ้างพวกคุณฉบับละสี่ร้อยกว่าบาทเนี่ยเพียงเพราะดิฉันต้องการให้คุณส่งให้ ฉะนั้นตาดีตาบอด ขาขาดนิ้วด้วนก็ลูกค้า เออ ถ้าตาบอดไม่ได้เสียค่าจ้างพวกคุณก็ว่าไปอย่าง

 

 เจ้าหน้าที่ - "แต่มันเป็นหน้าที่ของเขานะคับ"

ดิฉัน - "ไม่ต้องแต่แล้วหล่ะไม่อยากฟังเข้าใจแล้ว scan ได้"

 

โอโหคุณขา ดิฉันหล่ะอึ้งจริง ๆ กับการปฏิบัติตัวของคนไทยที่ได้สวมหน้ากากว่าทำหน้าที่โน่นนี่นั่น ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมจะต้องเลือกปฏิบัติ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมเวลาติดต่อกับฝรั่งเขาชั่งเห็นเราเท่าเทียมกับเขามากกว่าคนไทย เพราะตอนที่ต้องไปยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตโดยตรง พนักงานฝรั่งน่ารักมาก ใจดี ง่ายสะดวกสบาย แต่พอต้องติดต่อกับ agency ไทยแล้ว ยากขึ้นหลายเท่า ทั้ง ๆ ที่ตัวก็ไม่ต้องตัดสินใจแค่ยื่นให้เรา ทำไมต้องเลือกปฏิบัติ พูดจาน้ำเสียงแข็งกับเราถึงเพียงนี้

 

ทั้งนี้แหล่ะทั้งนั้น เชื่อเหลือเกินว่า การสร้างความเข้าใจเรื่องคนตาบอดให้กับสังคมรับทราบคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าสังคมจะเข้าใจและยอมรับในความเท่าเทียมและความด้อยกว่าของพวกเรา

 

ยังไงแล้วขอชื่นชมเจ้าของ blog ค่ะที่เป็นอีกทางที่จะให้สังคมมาเรียนรู้จักพวกเราคนตาบอดมากขึ้น

 

30 ตุลาคม 2008

 

ภัทริสา ลักษณะ