เมื่อคนตาบอดไปช้อปปิ้ง
posted on 12 Nov 2008 05:57 by nupomme in blindสวัสดีอีกครั้งค่ะ
แหม รู้สึกช่วงนี้ดิฉันจะเนื้อหอมเป็นพิเศษ ใครก็อยากให้เขียนนั่นทำนี่ให้อยู่ร่ำไป แต่ด้วยความสนิทกับคุณเจ้าของ บล็อกนี้เลยไม่กล้าปฏิเสท
มีคนตาดีเรียกได้ว่า 100 เปอร์เซ็นต์ที่ดิฉันเคยเจอมาทั้งสนิทและไม่สนิทจะถามดิฉันอยู่เสมอว่า เลือกเสื้อผ้ายังไง และที่สำคัญคือไปช็อปยังไง
แน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะตาดี ตาบอด หูหนวก หูฝาด ก็ต้องมีความอยากเรียกได้ว่ากิเลสยังไม่หมดไป โดยเฉพาะการเกิดเป็นผู้หญิงเรื่องช็อปเนี่ยะต้องยกให้พวกหล่อนค่ะ
ดิฉันก็เป็นผู้หญิงและก็ชอบการช็อปเป็นยิ่งนัก คือไม่ได้ซื้อไม่ว่า ถ้าได้เดินเป็นสุข
วันนี้จะขอหยิบเอามาแค่หนึ่งประสบการณ์จากหลายประสบการณ์ฮาฮาของการช็อปด้วยกันเองในระหว่างหมู่คนตาบอดมาให้ได้อ่านกัน
เมื่อประมาณต้นปีที่แล้วมีน้องคนหนึ่งซึ่งมาอยู่อังกฤษไม่นานนักหลังจากที่ดิฉันมา เราค่อนข้างจะสนิทกัน คือตอนนั้นมีกันแค่สองคน เราเลยมักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน วันนั้น น้องเขามาเยี่ยมดิฉันจาก Plymouth มาที่ brighton ที่ดิฉันอยู่ เราสองคนเมื่อไม่ได้เจอกันนาน มาเจอกันที ตามประสาหญิง ๆ ก็ต้องหาเรื่องไปช็อป
น้องเขาออกความเห็นแกมบังคับว่าเขาอยากได้น้ำหอมกับซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากแม่และพี่สาวของเขาให้เราพาไป เราก็... ไม่เกี่ยงนะเรื่องเที่ยวเนี่ยะแต่ได้บอกน้องเขาไว้แล้วว่า คนเยอะนะตัววันสุดสัปดาห์ที่นี่คนล้นหลาม ทั้งนี้และทั้งนั้นเราก็นั่งรถเมล์ไปใน shopping centre กันอย่างบ่ยั่นสิ่งใด
ขออธิบายสภาพ shopping zone ที่เรียกกันว่า Churchill square นิดนึงนะคะ มันจะเป็นตึกทรงครึ่งวงกลม มีทางเข้าออกสองทางฝั่งตะวันตกและตะวันออก ระหว่างทางเข้าสองทางจะมีร้านโน่นนี่นั่นคั่นไว้ พวกเราเข้าทางตะวันตกเพราะตรงนั้นจะมีร้านขายพวกไส้กรอก เบอร์เกอร์และที่สำคัญคือหอมทอดไว้เป็นที่สังเกต
เราสองคน (ตาบอดทั้งคู่) ก็ใช้ไม้เท้านำทางเข้าไป แต่ก็ต้องให้เขาจับแขนเราไว้นะคะเพราะเดี๋ยวหลงกันแล้วทีนี้แย่หนัก
เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ไม่กี่คนที่ทำได้ในการช็อปก็คือ ใช้จมูกให้เป็นประโยชน์ค่ะ ต้องพิสูจน์กลิ่นให้ได้แยกกลิ่นให้เป็นว่า ร้านนี้คือขายรองเท้า อ้อ ร้านรองเท้าและร้านกระเป๋าก็มีกลิ่นต่างกันนะคะ ร้านหนังสือ ร้านเสื้อผ้าหญิง ชาย มีกลิ่นเฉพาะตัว อีกประการในการใช้เป็นหลักสังเกตของดิฉันคือการจัดร้าน ถ้าเข้าไปเป็นทึบ ๆ เมื่อไหร่มีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จะเป็นเสื้อผ้าค่ะ แต่หลักที่ง่ายที่แม่นยำสุด คือเข้าไปแล้วจับให้รู้ด้วยมือว่าคืออะไร วิธีการนี้ต้องระวังนิดนึงเพราะถ้าพรวกพราดเข้าไปอาจทำให้ของล้มเสียหายกระจัดกระจายได้
คราวนี้มาถึงเรื่องที่ Churchill square ต่อนะคะ
เราก็ตกลงกันว่า จะแวะทุกร้าน เข้าทุกร้านเพราะเราไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เวลาเป็นของเราทั้งชีวิตว่างั้นเถอะ
คือคิดกันไว้ว่าถ้าเข้าไปปั๊บถ้าเดินเข้าไปไม่เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เช่น ราวเสื้อผ้า ชั้นรองเท้า เราก็ต้องถามว่านี่คือร้านอะไร แล้วก็กะจะขอดูของในร้านนั้นพอเป็นพิธีแล้วค่อยออกมา กะกันไว้ว่าจะทำแบบนั้นเรื่อยไป
คราวนี้พอเดินเข้าไปในตัวตึกเราสองคนตกลงกันว่าจะเลือกดูร้านฝั่งซ้ายก่อนแล้ววนไปออกประตูฝั่งตะวันออกแล้วย้อนกลับมาใหม่หากอยากได้อะไรจากร้านที่ผ่าน ส่วนร้านฝั่งขวาคิดไว้จะเป็นวันรุ่งขึ้น
แล้วสองสาวงามก็ลากกันไป เขี่ยไม้เท้ากันไปเจอร้านแรกฝั่งซ้ายเป็นร้านขายคุกกี้ เบเกอรี่ต่างๆ ร้านนี้ไม่ได้ถามเพราะกลิ่นมาก่อนเลย ผ่านไป ร้านต่อมา เอ ร้านอะไรเนี่ยะ มีกระเป๋า มีผ้าพันคอ เราเลยลากน้องเข้าไปดู ก็ช่วยกันหยิงจับของมาดู ขายเครื่องประดับ อ๋ออออ accesori แต่ก่อนออกไปถามพนักงานขายเพื่อความแน่ใจ ร้านต่อมาเป็นร้านน้ำหอมที่ชื่อ perfume ผ่านไปยังไม่เอา
พอร้านถัดมาเนี่ยะสิ กลิ่นก็ไม่มี คนก็นั่งเก้าอี้เป็นระเบียบเรียบร้อยดีจริง มีตู้กะตู้ เอ๊ะ อะไรสะท้อนแสง ทำหน้างงอยู่ภักนึง ไม่มีใครสนใจ เลยตัดสินใจพุ่งไปถามพนักงานผู้หญิงคนหนึ่ง เขาก็ว่าร้านทองค่ะ อ๋อออ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเชิง เลยว่า งั้นพวกเราขอดูทองคำขาวหน่อยสิคะ เลือกไปประมาณสิบกว่าแบบ ไม่ถูก (กระเป๋าเงิน) เลยว่าเดี๋ยวมาใหม่แล้วกันะคะขอคิดดูก่อน
ออกมาเดินถัดไปอีกประตูหนึ่ง เลี้ยวเข้าไป เงียบดีอีกแล้วแต่ไม่ยักมีตู้กระจกหรือคนนั่งที่เก้าอี้รอ มีพนักงานคนหนึ่งผู้ชายกำลังจะเดินไปอีกฝั่ง เราเลยรีบถามว่า นี่ร้านอะไรคะ เขาก็ว่า ร้านทองพร้อมบอกชื่อร้านแรกที่เราเข้า
เอ๊า ไม่เป็นไร หนึ่งร้านมีสิทธิ์มีสองประตู ขำนิด ๆ
คราวนี้ทางมันบังคับให้เลี้ยวซ้าย เราก็เลี้ยวตาม ไปเจอประตูอีกร้านก็แวะเข้าไปอีก...
เออ ร้านนี้ไม่มีใครรึไงหว่า มีแต่แบบเป็นตู้กระจกสูง ๆ แล้วก็บังเอิ๊ญมีพนักงานผู้ชายผ่านมาอีกแล้ว ที่รู้หน่ะเหรอคะว่าเป็นผู้ชายก็เพราะเขาห้อยกุญแจไว้ที่กางเกงแล้วเดินสั่นกุญแจหน่ะเคยเจอใช่ไหมคะแถมเดินหนักๆ เงาโตๆ หน่อย ผู้ชาย sure เราเลยถามไปอีกว่า เอ่อ ขอโทษนะคะร้านคุณขายอะไรเหรอคะ
เขาก็ตอบดิฉันทันใจเลย
“อ๋อ ขายทองก็ร้านเดียวกับที่คุณเข้ามาถามแล้วสองรอบนั่นแหล่ะครับ” !?!เรากล่าวขอบคุณพร้อมถามว่า อ้อ มีสามทางเข้าเหรอคะ เขารับว่าใช่
ดิฉันเลยเดินจากมาพร้อมน้ำตาแห่งความขำ
เราสองคนยืนหัวเราะจนน้ำตาไหล ก็แหม คุณขา ทางเข้าสองทางก็เยอะแล้วสำหรับร้านในห้างแบบนั้น นี่เล่นเอาสามทางแถมการจัดแบบของร้านแต่ละประตูไม่เห้นเหมือนกันเลย ตาบอดที่ไหนไม่หลงเข้าไปถามสามรอบอย่างดิฉันบ้างให้รู้ไปซิคะ
อย่างไรก็ตามนี่เป็นอุทาหรณ์สอนใจเจ้าของร้านว่า ถ้าไม่อยากให้พนักงานตอบคำถามบ่อยก็ต้องทำประตูเดียว ปลอดภัยสุด
แต่การช็อปวันนั้นก็ผ่านไปด้วยความสนุกสนานพร้อมกับกระเป๋าแฟ่บไปเยอะเลย และพวกเราได้ทำตามสัญญากับตัวเองคือเช้าวันรุ่งขึ้นเราก็กลับมาอีก
เอาเป็นว่า วันนี้กับเรื่องช็อปเปิ่นๆ ต้องจบไว้แค่นี้ก่อน งวดหน้าจะมาเล่าเพิ่มเติมถ้าอยากรู้อะไรก็ถามไว้ได้เลยนะคะ รับรองท่านเจ้าของบล็อกหาคำตอบให้ได้แน่ ๆ ค่ะ
6 พฤศจิกายน 2551
ภัทริสา ลักษณะ