books

วันนี้ขอนำเอาบทความที่เขียนโดยคุณ ทรงกลด บางยี่ขัน เกี่ยวกับโครงการดีๆ ของสาวญี่ปุ่นคนหนึ่งมาแปะให้ได้อ่านกันค่ะ ชื่อเรื่องนี้ทำให้นึกถึง screen name ของตัวเอง “blind bookworm” ค่ะ พึ่งรู้เหมือนกันว่าหนอนไม่มีตาแฮะ

 ขอขอบคุณคุณทรงกลดที่อนุญาตให้นำบทความนี้มาเผยแพร่ได้ค่ะ    

หนอนไม่มีตา แต่ว่าชอบอ่านหนังสือ

 

ผมสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเราถึงเปรียบเปรยคนรักการอ่านว่าเป็น หนอนหนังสือ

ซึ่งแปลมาจากคำว่า Bookworm

หนอนเป็นสัตว์ที่ไม่มีตา

มันจึงไม่น่าถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้รักการอ่าน

อีกเรื่องที่ผมสงสัยพอกันก็คือ เรามีคำที่เอาไว้ใช้เรียกภาพที่มองจากมุมสูงว่า Bird’s-Eye view

และเราก็ยังมีคำว่า Worm’s-Eye view เอาไว้เรียกภาพที่มองจากมุมต่ำเงยขึ้นด้านบน

ในเมื่อหนอนมันมองไม่เห็น แล้วทำไมเราถึงเปรียบภาพในมุมนั้นว่าเหมือนมองผ่านสายตาหนอน

เรื่องหลังผมยังข้องใจ ส่วนเรื่องแรก ถึงยังไม่ได้คำตอบ แต่ผมก็หายสงสัยแล้ว

 

เพื่อนชาวญี่ปุ่นจัดแจงนัดให้ผมพบกับหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง

เพื่อนของผมบอกว่า ผมกับเธอควรได้คุยกัน

หญิงสาววัยยี่สิบกลางๆ คนนี้มีชื่อว่า Yoshimi Horiuchi

หรือจะเรียก โย อย่างที่เพื่อนๆ ชาวไทยของเธอเรียกก็ได้

 

มาถึงโยก็เล่าเรื่องห้องสมุดที่ญี่ปุ่นให้ผมฟัง

เธอว่าห้องสมุดหลายแห่งมีระบบที่เอื้อกับคนตาบอด

คือมีหนังสืออักษรเบรลล์ให้อ่าน หรือไม่ก็มีไฟล์เสียงให้ฟัง

ซึ่งไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่

สิ่งที่เริ่มจะพิเศษขึ้นก็คือ นอกจากคนตาบอดแล้ว ห้องสมุดบางแห่งยังมีหนังสือที่รองรับคนพิการประเภทอื่นๆ ด้วย ซึ่งหลักๆ ก็คือ ผู้พิการทางสมอง

แต่นั่นยังไม่น่าสนใจเท่าระบบห้องสมุดสำหรับคนที่เดินไม่ได้ เขามีบริการส่งหนังสือให้ถึงบ้าน

 

โยบอกว่าห้องสมุดที่ญี่ปุ่นไม่ได้รอให้คนเข้ามาอ่าน แต่ยังเอาตัวเองออกไปหาคนอ่านด้วย

กลุ่มคนที่ไปหาก็คือ ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย หรือคนที่ไม่สะดวกจะเดินทางมาที่ห้องสมุด

เช่น คนพิการ คนท้อง แม่ที่ต้องเลี้ยงลูกอ่อนอยู่กับบ้าน คนแก่

รวมถึงคนต่างชาติรายได้น้อยที่เข้ามาขายแรงงานในญี่ปุ่น ซึ่งอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก

หนังสือจะถูกส่งตรงไปยังบ้านของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับมีอาสาสมัครช่วยอ่านให้ฟัง

ถ้าคนตาบอดอยากใช้บริการในห้องสมุดปกติก็นัดอาสาสมัครให้มาช่วยอ่านหนังสือให้ฟังได้

ผมสงสัยว่า ทำไมต้องอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟังแบบสดๆ ทีละคนด้วย

บันทึกเสียงเก็บไว้เป็นไฟล์ไม่ดีกว่าหรือ

โยเฉลยว่า หนังสือบางประเภทมีรูป กราฟ แผนที่ หรือตารางเยอะ

สิ่งเหล่านี้ต้องการการอธิบายแบบตัวต่อตัวคนตาบอดถึงจะเข้าใจ

เห็นวิธีคิดที่เอาใจใส่คนตาบอดแบบนี้ก็ชื่นใจ และชื่นชมคนทำ

 

พอโยเล่าเรื่องญี่ปุ่นจบ เธอก็เล่าต่อว่า เธอกำลังจะทำโครงการนี้ในประเทศไทย

ชื่อ คาราวานหนอนหนังสือ

ดำเนินการในนามองค์กรของเธอเองที่ชื่อ

Always Reading Caravan (ARC)

ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร

มีเป้าหมายว่าอยากให้บริการห้องสมุดเคลื่อนที่ไปยังเด็กและผู้ใหญ่

ทั้งพิการและไม่พิการ ในพื้นที่ชนบทของไทย

 

เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2549 ช่วงที่โยมาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เธอมีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปดูงานในหลายหมู่บ้าน

และได้คลุกคลีกับองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการทั่วประเทศ

นั่นทำให้เธอพบว่า เด็กพิการจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้

อย่างเด็กชายอายุ 15 ปีคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบ

ถือเป็นหนึ่งในจำนวนนับพันที่ไม่สามารถเข้าถึงความบันเทิงอื่นได้นอกจากนอนดูโทรทัศน์บนเตียง

ครอบครัวของเขาก็ทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ เขาเลยไม่ได้ไปโรงเรียน

ไม่มีใครสอนอ่าน สอนเขียน และไม่มีใครอ่านหนังสือให้ฟัง

เจ้าของปริญญาตรีครุศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่นคนนี้มองว่า

ในพื้นที่ชนบทหนังสือเป็นสิ่งมีราคา และห้องสมุดเป็นสิ่งที่หายาก

โทรทัศน์จึงเป็นแหล่งความบันเทิงหลักของชาวบ้าน

เธอเลยอยากหาทางนำหนังสือเคลื่อนที่ไปให้ถึงคนเหล่านั้น

 

โยบอกว่า คนไทยเชื่อว่า การอ่านหนังสือคือการเรียน ทำให้คนไม่ค่อยอยากอ่าน

เธอเลยอยากเปลี่ยนให้เราหันมารู้สึกว่า การอ่านหนังสือคือการพักผ่อน เป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง ถ้าโปรโมทว่า อ่านหนังสือแล้วสนุกมาก คงมีคนอยากอ่านหนังสือเยอะขึ้น

 

เธอรับสมัครทีมงานชาวไทยอีก 2 ชีวิต ขับรถบรรทุกหนังสือมุ่งหน้าไปยังโคราชซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมาย

เธอเลือกหมู่บ้านไกลโพ้นที่ไม่มีห้องสมุดมา 4 แห่ง

แต่ละแห่งคาราวานของเธอจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นที่ละ 2 สัปดาห์

โดยจะย้ายสถานที่ไปตามโรงเรียน โรงพยาบาล สถานดูแลเด็กพิการ ศูนย์กลางชุมชน หรือตลาด

พอครบกำหนดก็ขับรถไปยังหมู่บ้านถัดไป วนไปเช่นนี้

ใน 1 ปี ห้องสมุดเคลื่อนที่จะแวะไปแต่ละหมู่บ้าน 6 ครั้ง

 

ในรถของเธอซึ่งเปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่เต็มไปด้วยหนังสือปกติ หนังสือเบรลล์

ไฟล์เสียงของหนังสือ ของเล่นเกี่ยวกับการศึกษา รูปที่สามารถสัมผัสได้

และรูปจำลองต่างๆ ที่ช่วยให้คนตาบอดสัมผัสได้ว่า

สถานที่ต่างๆ อย่างทัชมาฮาล หรือหอไอเฟลหน้าตาเป็นอย่างไร

 

โยบอกว่างานของเธอคือเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ พร้อมหนังสือ

ไปที่ไหนก็จะสอนอาสาสมัครท้องถิ่นให้ลองบริหารจัดการห้องสมุดด้วยตัวเอง

ถ้าทำได้แล้ว คาราวานของเธอก็จะไม่กลับมาอีก

โดยจะเปลี่ยนไปบุกเบิกระบบห้องสมุดในหมู่บ้านอื่นๆ แทน

ใครสนใจอยากเป็นอาสาสมัครร่วมเดินทางหรืออยากบริจาคหนังสือติดต่อได้ที่

www.alwaysreadingcaravan.org

โยบอกผมและเขียนแนะนำตัวในเว็บไซต์แบบเดียวกันว่า

เธอเป็นหนอนหนังสือจากญี่ปุ่น ที่อยากจะทำโครงการชวนคนไทยอ่านหนังสือ

ฟังแล้วก็ทึ่ง ไม่ใช่ทึ่งเพราะโครงการที่เธอทำมันแปลกประหลาดอย่างที่คาดเดาไม่ได้

แต่ทึ่งเพราะว่า

โยตาบอด

ที่ผมเล่ามาทั้งหมด เป็นโครงการที่เกิดจากผู้หญิงตาบอดชาวญี่ปุ่น

ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า เป็นเกิดจาก หนอนหนังสือตาบอดชาวญี่ปุ่น

จากที่เคยสงสัยว่า ทำไมเราถึงใช้หนอนเป็นสัญลักษณ์ของคนที่รักการอ่านทั้งๆ ที่หนอนมันมองไม่เห็น ตอนนี้ผมได้คำตอบแล้ว

 

การอ่านหนังสืออาจไม่ใช่แค่เรื่องของตา

ไม่ต้องมองเห็นเราก็อ่านหนังสือได้ หนอนที่ไม่มีตาก็รักการอ่านได้

 ที่มา: http://www.lonelytrees.net/?p=2041&cpage=1#comment-7129

คิดว่าเพื่อนๆ คงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตาข่าวการเชิญชวนให้ไปอ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอดฟังกันมาบ้างแล้ว และคาดว่าหลายๆ คน ก็คงเคยทำกิจกรรมอาสาสมัครนี้กันไปบ้างแล้ว แต่เคยมีใครอยากรู้บ้างไหมคะว่าหนังสือที่ตนอ่านให้คนตาบอดฟังนั้น คนตาบอดเค้าพูดถึงกันว่ายังไงบ้าง วันนี้เอนทรี่นี้เลยจะขอเม้าท์อาสาสมัครที่น่ารักทั้งหลายกันหน่อยค่ะ

 

พี่ปอม

 

เราคุยกันมาก็บ๊อยบ่อยเรื่องคนอ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอดอย่างเราฟังเนี่ยะ เรียกว่า ฟังจบทีไร หรือไปฟังอะไร ใครอ่านมา เป็นความเคยชินของเราไปสะแล้วว่าต้องมานินทา อุ๊ย ไม่ใช่สิ...เรียกว่ามาเล่าให้พี่ฟังตลอดเลยนะว่าใครอ่านยังไง เป็นยังไง ดีไม่ดีแบบไหน แล้วพี่ก็บังเอิญใจตรงกับเราที่อยากจะเขียนไปบอกคนอ่านหนังสือให้พวกเราฟังว่า...พี่คะ น้องคะ ป้าคะ ลุงขา อ่านดี๊ดี ค่ะ หรือ เอ่อ... เร่งความเร็วอีกนิดส์ได้ไหมคะ แบบนี้หน่ะด้วยความที่อยากจะให้พวกเขารู้ แต่ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างทำให้ยังบอกเขาไม่ได้ครบทุกคน เลยขอเขียนมาเล่าให้พี่อ่านเพลิน ๆ ว่าทั้งหมดทั้งปวงที่เราฟังมา เราจัดให้ใครถูกใจเรามั๊กมัก หรือใครอ่านแล้วทำให้เรา...ง่วงได้บ้าง (ไม่เล่าถึงทุกเล่มที่ฟังนะพี่ เอาแค่ที่เราประทับใจนะ)

  

อ่านสมบทบาท

 

โอ้โห เรื่องอ่านหนังสือแล้วคนฟังมีอารมณ์ร่วมนึกไปว่าคน ๆ นั้นคือตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในเรื่องนั้นจริง ๆ ขอยกมา 3 คนของเรื่องต่อไปนี้จ้ะ

 

คนแรก - คนที่อ่านเรื่อง "ปลายเทียน" (ผู้หญิง) แกอ่านดีนะ อ่านบทแม่ที่ใจดี เสียงก็ แม๊แม่ พออ่านบทเมียจอมจุกจิก ก็สุดจะเมีย พออ่านตอนเป็นเกาลัดก็วัยรุ่นก๋ากั่นได้ใจมาก เราว่าคุณป้าคนนี้ มีพรสวรรค์ทางด้านการใช้เสียงมาก คือแกเป็นคนเสียงใสด้วยฉะนั้นการอ่านมันเลยลื่นหูคนฟังแถมถ้าเสียงใส ๆ เนี่ยะสามารถอ่าน (ทำเสียง) ได้ในหลาย ๆ บทบาทสังเกตุสิพี่ ถ้าใครเสียงแหบ ๆ เนี่ยะ อ่านบทบาทของวัยรุ่นหรือแม่ที่แสนดีก็ไม่ค่อยให้กันนะ

 

คนที่ 2 - ขอยกให้ พี่ตู่ (ไม่รู้จักหรอกแต่พี่ปอมรู้ใช่มะ) ที่อ่านเรื่อง "รัตนโกสินทร์" ความจริงแล้วแกอ่านดีทุกเรื่องนะ แต่เรื่อง "รัตนโกสินทร์ "เนี่ยะ แกอ่านเสียงแม่เพ็ง ก็ทำให้เรานึกถึงแม่เพ็งออก พออ่านเสียงแม่พลับ (แม่พระเอก) ก็ทำให้เรานึกออก บางทีในหนังสือแม่พลับกินหมาก เราก็ฟังออกนะว่าแม่พลับกินหมาก (แกไม่ได้ทำเสียงเหมือนเคี้ยวอะไรหรอก แต่ทำเสียง.. บอกไม่ถูกสิ แต่คนฟังรู้หน่ะว่าตัวละครในเรื่องกินหมากจริง ๆ ) แล้วพออ่านบทเจ้าสัว ก็ทำเสียงได้ในแบบของผู้ชายอารมณ์ดี พ่อที่ดี ผัวที่กลัวเมียดีอะ ส่วนอีกเรื่องที่แกอ่านดีก็คือ "วุ่นวายสบายดี" แต่ที่ไม่ได้กล่าวถึงว่าแกอ่านแล้วสมบทบาทในเรื่องนี้ก็เพราะ ฟัง ๆ แล้ว แกทำเสียงตัวเอก คือ คุณหมอกลางหาวไม่เหมือนหน่ะ เลยไม่เอาดีกว่า

 

คนสุดท้ายของหมวดนี้คือ - คนที่อ่านเรื่อง "ในวารวัน" ความจริงแล้วเขาอ่านดีมากนะในทั้งสองเรื่องที่เราได้ฟังเขาอ่าน แต่ที่หยิบเรื่องนี้มาเพราะ อ่านแล้ว โดนมาก ทั้งฉากบรรยายที่ต้องใช้น้ำเสียงธรรมดา แกก็อ่านได้ดี พอบทบาทของนางเอกก็ฟังแล้วนึกออกเลยว่า แม่วันควรจะมีลักษณะท่าทางแบบไหน คือ หนังสืออธิบายไว้ยังไง แกอ่านได้แบบนั้นเลย ที่สำคัญคือ ในเรื่องนี้ ตัวเอกเป็นการเล่าเรื่องตั้งแต่เล็ก จนแก่ ของตัวเอก คือ แม่วันกับพ่อเทิด เชื่อไหมว่า แกไม่มีหลุดหน่ะ ตอนเด็กเป็นยังไง ตอนโตก็มีเสียงโทนนั้นอยู่แต่โตขึ้น ตอนแก่ก็แก่ขึ้น คือ พูดง่าย ๆ ว่า เสียงที่แกอ่าน พัฒนาไปตามวัยของตัวละคร ที่สำคัญคือ ไม่มีหลุด เพราะในเรื่องตอนสมัยตัวเอกเป็นเด็ก จะมีเด็กสองคนวัยใกล้ ๆ กันคือ แม่วันกับพ่อทูล น้องพ่อเทิด แกก็อ่านจนรู้เลยว่านี่ใครกำลังพูด ระหว่างแม่วัน หรือพ่อทูล

  

อ่านได้อารมณ์สุด ๆ

 

คนแรก - พี่ปอมคงไม่เคยฟังแน่ ๆ เลย ความจริงแล้วไม่ใช่คนเดียวหรอก สองคน แต่อ่านเรื่องเดียวกัน เรื่อง "เพชรพระอุมา"ฉบับอ่านโดยคอลฟิลด์นะ อ่านได้อารมณ์มากกกกกถึงมากที่สุด เป็นเรื่องแรกที่เราฟังหนังสือเสียง ฟังตอนอยู่ ป. 3 ชอบมาก ฟังผ่าน ๆ ไม่ได้จริงจังอะไร แต่รู้ว่าดีมาก พอโตขึ้นก็ไปหามาฟังจนได้อีก คุณป้าสองคนนั้น อ่านได้ ตื่น เต้น มาก คือเนื้อเรื่องแบบนั้นต้องให้คนแบบนั้นอ่าน (เสียงแบบนั้น) แหล่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว คือประมาณว่า ฉากยิงกันเนี่ยะ ป้าแกอ่านได้เห็นเลือดสาดกันเลยทีเดียว พอตอนที่จะมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น แบบอ่านธรรมดามาอยู่ดี ๆ ป้าแกก็เร่งจังหวะขึ้นแบบคนฟังเนี่ยะ หายใจหายคอแทบไม่ทันกันเลย แถมเวลาอ่านฉากที่ต้องต่อสู้กับสิ่งลี้ลับนะ คือแบบ ไม่ต้องมีซาวด์อื่นประกอบเลย แกอ่านคนเดียวขนหัวก็ลุกซู่ขึ้นได้ เพราะฉะนั้น สองท่านนี้ให้เป็นนักอ่านประจำดวงใจเราตลอดกาลเลย (น่าเสียดายตรงที่เพชรพระอุมาอ่านโดยสองท่านนี้ เก่ามาก เลยมีเหลือไม่ครบ บางตอนก็หาย บางตอนก็เทปพัง ต้นฉบับไม่มีเก็บไว้นะเท่าที่รู้ เสียดายมาก)

 

คนที่ 2 - คนที่อ่านเรื่อง "อตีตา" ความจริงคนนี้ก็อ่านหลายเรื่องนะ อย่างบางเล่มของ "lord of the ring" ภาคภาษาไทยก็เคยอ่าน "Harry Potter" บางเล่มก็เคยอ่าน แต่เราว่า แกอ่าน "อตีตา" เนี่ยะ ได้อารมณ์สุด ๆ คือพี่แกแบบ พอถึงตอนท่อนร้องเพลง แกก็ร้องขึ้นมาจริง ๆ ความจริงแล้วแกไม่ได้ใช้เสียงอะไร (differentiated voices) หรอก แต่ทุกบท ทุกตอน ของทุกตัวละครพี่แกอ่านได้ชัดเจนมาก ต่างจากเรื่องเพชรพระอุมานะที่เขาจจัดะจังหวะการอ่านที่ต่างกันในแต่ละฉาก แต่คนนี้ คือ ก็ในระดับเดียวกันหมด แต่ อ่านดี คือคิดสภาพเอาเองว่า แกคงเหมือนคนประเภทตลกหน้าตายอะไรประมาณนั้นแหล่ะ ที่สำคัญคือแกใช้เสียงได้สม่ำเสมอดี เราชอบ

 

คนสุดท้าย - คนนี้อ่านหลายเรื่องมาก แต่เรื่องที่เราประทับใจสุด ๆ คือเรื่อง "เจ้าไล" กับ "เขี้ยวเสือไฟ" แกเป็นผู้ชายที่อ่านหนังสือได้ดีมากคนหนึ่ง พอตัวละครผู้หญิงแกก็ทำเสียงผู้หญิงได้เหมือนมาก พอตัวละครผู้ชายก็ผู้ชายสุดขีด ส่วนมากที่เราเคยเจอ แกจะอ่านเรื่องที่เขียนโดย มาลาคำจัน สะส่วนใหญ่ อย่างเรื่อง ไอ้ค่อม หุบเขากินคน วิถีคนกล้า  อะไรแบบนี้หน่ะ เราว่าเสียงแกเหมาะอ่านหนังสือทุกประเภทนะ แบบวรรณกรรมสำหรับเยาวชนก็อ่านดี เรื่องสืบสวนสอบสวนก็อ่านดี เรื่องโรแมนติกก็อ่านดีแต่เราว่าเจ๋งสุด ๆ คือเวลาแกอ่านเรื่องทางเหนือ ๆ หน่อย แกท่าจะเป็นคนเหนือเพราะอ่านสำเนียงเหนือได้เพราะมากและเราสังเกตว่าแกส่วนใหญ่ก็จะเลือกอ่านเรื่องเกี่ยวกับทางเหนือด้วยสิ เป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางเสียงมากหน่ะ

 

ความจริงแล้วหมวดนี้มีอีกหลายคนที่อยู่ในดวงใจเรา ต้องตัดใจเลือกจริง ๆ นะเนี่ยะ

  

อ่านดีมีคุณภาพ (แต่ช้า)

 

จะว่าไปแล้ว การรรรรอ่านนนนช้า เนี่ยะ ก็ดีนะ ตามทันดี แต่ว่า... ถ้าเร็วอีกนิดเราจะได้ไปทำอย่างอื่นได้เร็วขึ้นอีกหน่อย

 

คนแรก - คุณป้าล่าสุดเลยที่เราได้ฟัง เรื่อง "ลานมยุเรศ" ความจริงแกอ่านดีในระดับใช้ได้ทีเดียว แต่ช้าไปหน่อย เราต้องไปเปิดกับ windows media player เพื่อจะได้ speed ขึ้นได้ เพราะปกติพี่ก็รู้ว่าเราชอบ winamp แค่ไหน แต่เรื่องนี้ต้องตัดใจไปฟังกับโปรแกรมอื่น เพราะช้าสุด ๆ

 

คนที่สอง - คนที่อ่านเรื่อง "เทวาพาคู่ฝัน" เนื้อเรื่องดี สนุก แต่คนอ่าน อ่านแล้วเราต้องลุ้นหน่ะว่าเมื่อไหร่แกจะขึ้นประโยคต่อไป คือประมาณว่า เฮ้ย จะพูดยัง...พูดยัง...พูดยัง... เห้ออออ พูดแล้ววววว แต่ด้วยเนื้อเรื่องดีเลยทำให้เราอดทนฟังจนจบ

 

คนสุดท้าย - ไม่ได้เลย ไม่ได้เด็ดขาดถ้าจะไม่กล่าวถึงขวัญใจของเรา พี่ผู้ชายที่อ่านเรื่อง "ดอกไม้ในป่าหนาว" เชื่อไหมว่า ได้มานานแล้ว นานมากแล้ว ก็ยังฟังไม่จบ เพราะแกอ่านได้ช้าา ช้าา...ช้า จริง ๆ ค่ะ แต่แกน่ารักนะ แกพยายามมาก คือฟังแล้วรู้เลยว่ามือใหม่ในการอ่านออกเสียง sure! แต่แกพยายามมาก อ่านผิด อ่านถูกกันใหย่ เช่น "สีเขียวขี้ม้า" ก็เป็น.... 5555555! ก๊ากก๊ากก๊ากกกก (ขอขำดัง ๆ ) ก็เป็น "เขียวขี่ม้า" ไปด๊ายยยยย แต่สัญญาค่ะ จะไม่ทำให้คุณพี่เสียใจ จะพยายามฟังให้จบ เหลืออีกไม่กี่บทเองค่ะ

  

คราวนี้ ขอจัดอันดับสุดท้ายในใจสำหรับคนที่อ่านหนังสือดี (โดยรวม) 10 อันดับค่ะ

1. สองท่านที่อ่านเรื่อง "เพชรพระอุมา" (ฉบับคอลฟิลด์)

 

2. ท่านที่อ่านเรื่อง "ในวารวัน, ห้องนี้รื่นรมย์"ค่ะ

3. ท่านที่อ่านเรื่อง "ปลายเทียน" ค่ะ

4. ท่านที่อ่านเรื่อง "วุ่นวายสบายดี, รัตนโกสินทร์" etc.

5. ท่านที่อ่านเรื่อง "ล่องไพร, ประกาสิทธิ์อสูร" etc. (ขอขยายความนิดนึงนะคะพี่ปอม คือ ป้า (เสียงป้าจริง ๆ นะคะ) เป็นประมาณว่า หม่อมราชวงศ์นะคะ เสียงแก่แล้ว แต่อ่านออกเสียงได้ดีมาก ๆ อ่านแล้วสนุกมาก และแต่ละเรื่องที่ท่านอ่านคือเจ๋งสุด ๆ ค่ะ)

6. ท่านที่อ่านเรื่อง "ใยเสน่หา, รอยใหม" เป็นคุณป้าเสียงแก่อีกแล้ว แต่อ่านดี คือเรื่อง วรรณยุกต์เนี่ยะไม่เพี้ยนเลย เช่น ปกติ ถ้าคนเห็นคำว่า ซิ มักจะอ่านออกเสียงเป็น สิ แต่ป้าแกไม่ใช่ค่ะ ซิ เป็น ซิ ไม่มีเพี้ยน

7. ท่านที่อ่านเรื่อง "ปริศนา" ไม่แน่ใจว่าอ่านเรื่อง "เจ้าสาวของอานนท์ "ด้วยหรือปล่าวแต่คุ้นมากว่าใช่ แต่ยังไงก็อ่านดีมากค่ะ ผู้หญิงสาว เสียงใส อ่านแล้วนึกถึงปริศนาเลยหล่ะค่ะ

8. ท่านที่อ่านเรื่อง "เจ้าไล, ฟ้าใหม่, ไอ้ค่อม, ไพรอำพราง, อำนาจ, ในทุ่งกว้าง" etc.

9. ท่านที่อ่านเรื่อง "บูรพา" ค่ะ เป็นผู้ชายอีกคนที่อ่านออกเสียงได้ดีมาก ๆ ไม่ช้า ไม่เร็ว ไม่ต้องใส่สีสันกับเสียงมากมาย แต่อ่านออกมาได้ดีมากค่ะ เราว่า เสียงออกจะคล้าย ๆ นักข่าว BBC ภาคภาษาไทย (สมัยที่ยังมีอยู่) คนหนึ่งเลยอะ เสียงหล่อดี

10. ท่านที่อ่านเรื่อง "อตีตา" ค่ะ

 ขอแถมอีกคนนะคะ มือสมัครเล่นที่ถูกอกถูกใจตาบอดตาหลับกันท่วนหน้า คือ คุณพี่ที่อ่านเรื่อง "ดั่งดวงหฤทัย" ค่ะ พี่แกอ่านไปสองเรื่องเท่าที่เคยได้ยินมา อีกเรื่องคือ "แกะรอยรัก" สนุกค่ะ อ่านได้พอ ๆ กับมือโปรเลยหล่ะค่ะ ถ้าบอกว่าเป็นโปรมาอ่านก็เชื่อนะเนี่ยะ!!!! (พี่คนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลค่ะ พี่ก้อย ผู้น่ารักของพวกเรานั่นเอง) 

ความจริงแล้ว ยังมีอีกเยอะเนอะพี่ปอมคนที่อ่านดี ๆ หน่ะ แล้วความจริง 10 คนที่กล่าวมาก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าอีกหลาย ๆ คนที่ไม่ได้กล่าวถึง เพียงแต่ถ้าให้พูดถึงเรื่องนี้ ต้องมีการจัดสัมนากันเลยนะพี่นะ

 

ลูกเกด

...........................

 

สุดท้ายอยากบอกว่าขอบคุณอาสาสมัครอ่านหนังสือเสียงทุกท่านค่ะ ที่ได้สละเวลา สละพลังงาน และสละเสียงของพวกท่านมาอ่านหนังสือให้พวกเราคนตาบอดฟังค่ะ

 

หมายเหตุ: "คอลฟิลด์" ในเอนทรี่ที่น้องลูกเกดกล่าวถึงคือ "ห้องสมุดคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอด" ค่ะ

 

.......................

เพิ่มเติม : ขอตอบหลายๆ ความสงสัยในคอมเม้นต์นะคะ  

1.  เข้าใจว่าถ้าไปอ่านหนังสือที่ B2S ที่ Central World นี่เราจะเลือกหนังสืออ่านเองไม่ได้ค่ะ ทางร้านจะมีหนังสือที่ได้เลือกมาแล้วไว้ให้ 3-4 เล่ม (ซึ่งทางร้านบอกว่าได้ทำการขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วค่ะ) ดังนั้นที่เราเลือกอ่านได้ก็จากหนังสือที่ได้ผ่านการเลือกจากทางร้านมาแล้วชั้นหนึ่ง

2.  หนังสือที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาลก็...แน่นอนอยู่แล้วค่ะ...หนังสือประเภทนวนิยาย เพราะใครก็อ่านได้ แต่ความเป็นจริงแล้วหนังสือทุกประเภทก็มีคนตาบอดเลือกอ่านค่ะ ก็คนตาบอดมีทุกเพศ ทุกวัย นี่คะ ความสนใจก็ย่อมแตกต่างกันไป

3.  บางครั้งอาสาสมัครตั้งใจอยากเข้าไปอ่านหนังสือนวนิยายหรือหนังสืออื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน แต่อาจโดนขอร้องจากทางเจ้าหน้าที่ห้องสมุดฯ ให้ช่วยอ่านหนังสือเรียนแทน ก็อยากขอบอกว่าอย่ารู้สึกอึดอัดไปเลยนะคะที่ไม่ได้อ่านหนังสือที่เราอยากอ่าน ขอให้คิดซะว่าเราได้ทำประโยชน์ให้น้องๆ ที่กำลังเรียนหนังสืออยู่นะคะ เรื่องความขาดแคลนหนังสือเรียน มีหนังสือเรียนไม่ทันเพื่อน หรืออ่านสอบนี่ยังเป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่อยู่พอสมควรนะคะ เพราะฉะนั้นทางห้องสมุดฯ ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญให้กับการอ่านหนังสือเรียนที่มีสมาชิกคนตาบอดมาขอให้ช่วยหาคนอ่านให้ก่อนนะคะ

4.  เห็นหลายๆ ความคิดเห็นบอกว่าอ่านเอนทรี่นี้แล้วเกิดความกลัวไม่กล้าไปอ่านหนังสือให้คนตาบอด เพราะว่าตัวเองเสียงไม่ดี หรือเป็นคนเสียงราบเรียบไม่สามารถพากย์เสียงต่างๆ ของตัวละครได้ ก็อยากบอกว่าหนังสือที่คุณจะเลือกอ่านได้นั้นไม่ได้มีแค่นวนิยายนะคะ แต่ยังมีหนังสืออื่นๆ ที่ไม่ใช่นวนิยาย ที่ไม่จำเป็นต้องพากย์เสียง เพียงแค่อ่านบทบรรยายธรรมดาๆ เท่านั้นเองค่ะ (ความจริงถึงจะเป็นนวนิยายก็ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องใส่อารมณ์หรือพากย์เสียงประกอบเสมอไป) ขอให้อ่านตามสไตล์ของตัวเอง เป็นตัวของตัวเองธรรมดาๆ ก็พอค่ะ คือสรุปแล้วขอให้เป็นคนอ่านออกเสียงได้ค่อนข้างดีเท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ (ขอให้เลื่อนไปดูคำตอบที่ 18 นะคะ)

5.  มีคนถามว่าถ้าไปอ่านต้องอ่านให้ได้จบในคราวเดียวหรือเปล่า ไม่จำเป็นค่ะ เพราะความจริงการอ่านออกเสียงนานๆ นี่ก็เหนื่อยพอตัวนะคะ เพราะฉะนั้นอ่านวันละเล็กวันละน้อย (อาจจะสัก 30 นาที หรือมากกว่านั้นแล้วแต่คนค่ะ) แต่ได้คุณภาพเสียงที่ดีจะดีกว่านะคะ ไม่ใช่ว่าต้องอ่านให้ได้มากๆ แต่เสียงเราไม่ไหว อ่านไปๆ เสียงเริ่มแหบก็ไม่ดีค่ะ มันเป็นการทรมานสุขภาพเส้นเสียงของคุณมากเกินไปค่ะ (ถึงพวกเราคนตาบอดจะอยากมีหนังสือเสียงฟังเยอะๆ แต่พวกเราก็ยังห่วงสุขภาพของอาสาสมัครทุกท่านนะคะ)

6.  อีกความคิดเห็นนึงคอมเม้นต์ไว้ว่าสามารถเอาหนังสือมาอ่านเองได้ที่บ้าน โดยอ่านลงเทปนะคะ ก็อยากบอกว่าเดี๋ยวนี้ทำได้หลายแบบค่ะ คือ (1) สามารถไปอ่านที่ห้องอัดเสียง (ถ้าสะดวกเดินทางไป) หากไม่สะดวกแต่มีอุปกรณ์อยู่ที่บ้านก็สามารถอัดเสียงได้เช่นกัน โดย (2) อ่านอัดเทปอย่างที่คุณ pondja บอกไว้ แต่เนื่องจากเดี๋ยวนี้ซีดีเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นแล้ว และมีอายุการใช้งานยาวกว่า จึงอยากขอแนะนำ (3) อัดเสียงลงคอมพิวเตอร์แล้เซฟให้เป็นไฟล์ MP3 เลยดีกว่าค่ะ สิ่งที่คุณควรมีคือ ไมโครโฟน, โปรแกรมสำหรับบันทึกเสียง, คอมพิวเตอร์ที่มีพื้นที่ฮาร์ดดิสก์พอสมควร และสถานที่เงียบๆ ค่ะ เท่านี้คุณก็สามารถบันทึกเสียงได้ที่บ้านโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางแล้วค่ะ (4) และทางเลือกสุดท้ายนะคะสำหรับคนที่อาจจะไม่อยากนั่งอยู่หน้าคอมฯ แต่อยากนั่งอ่านบนเก้าอี้ตัวโปรด ฯลฯ คุณก็สามารถเลือกบันทึกเสียงโดยใช้เครื่องเล่น MP3 ได้ค่ะ (แต่คุณภาพเสียงอาจสู้การอัดด้วยคอมพิวเตอร์ไม่ได้ค่ะ)

 

7.  "อยากหาหนังสือเสียงสำหรับคนตาบอดมาฟัง", "คนตาไม่บอดไปยืมมาฟังบ้างได้ไหม" นอกจากทางห้องสมุดฯ ให้บริการหนังสือเสียงแก่คนตาบอดแล้ว เราก็ยังให้บริการหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยค่ะ แต่สำหรับคนสายตาปกตินี่ปอมไม่แน่ใจค่ะ เพราะว่าเรายังมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์อยู่นะคะ เวลาขออนุญาตจากเจ้าของเราก็ขอมาเพื่อผลิตให้ผู้พิการเท่านั้นค่ะ แต่มีหนังสือประเภทหนึ่งที่ถ้าใครอยากฟังว่าหนังสือเสียงที่คนตาบอดฟังกันว่าเป็นยังไง ก็สามารถไปโหลดมาลองฟังพอเป็นแนวทางได้ค่ะ คือหนังสือธรรมะ (อ๊ะ อย่าพึ่งยี๊กันนะคะ) ถ้าอยากลองฟังจริงๆ ว่าหนังสือเสียงเค้าอ่านกันยังไง เป็นประมาณไหน ก็อยากให้ลองโหลดดูก่อนค่ะ ที่ เว็บของคุณดังตฤณนะคะ มีหนังสือหลายเล่มที่เป็นเสียงค่ะ (แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ดนตรีแบบนั้นก็ได้ค่ะ)

 

หนังสือกับคนตาบอด

posted on 16 Oct 2008 04:16 by nupomme in books

พอดีช่วงนี้ที่เมืองไทยมีงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอยู่ เราก็ขอแอบอินเทร็นด์เขียนเอ็นทรี่เกี่ยวกับหนังสือซะหน่อยค่ะ วันนี้มีประสบการณ์การขอไฟล์หนังสือจากสำนักพิมพ์ต่างชาติมาเล่าสู่กันอ่านค่ะ

 วันก่อนได้คุยกับน้องตาบอดที่ได้ทุนเดียวกันแต่เค้าไปเรียนระดับปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย น้องถามว่าเราเรียน Ph.D นี่ต้องอ่านเยอะมากเลยใช่ไหม แล้วเราจัดการกับเอกสารที่เป็นตัวพิมพ์เหล่านั้นยังไงน่ะ (คือประมาณว่ามีพี่ๆ ที่ออสเตรเลียถามน้องมาอีกที) 

คำตอบของเราก็คือส่วนใหญ่เราจะใช้ข้อมูลจากวารสารอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีเป็นไฟล์ pdf พร้อมให้โหลดมาใช้โปรแกรมเสียงในคอมพิวเตอร์อ่านได้ทันที แต่ก็มีบางครั้งบางคราวที่เราจำเป็นต้องอ่านหนังสือที่เป็นเล่มๆ ด้วยเหมือนกัน ถ้าเราต้องการข้อมูลจากหนังสือนั้น เราก็จะไปห้องสมุดเพื่อยืมหนังสือออกมาแล้วมาหาคนสแกนให้เป็นไฟล์ word พรอ้มอ่าน เผอิญว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษก็เลยง่ายหน่อย เพราะว่าสามารถสแกนได้ แต่ถ้าเป็นหนังสือไทยล่ะก็...ยังต้องพิมพ์มืออยู่เหมือนเดิม ถึงจะเริ่มมีการพัฒนาโปรแกรมสแกนตัวอักษรภาษาไทยโดยเนคเทคแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร ทำให้ส่วนใหญ่องค์กรที่ผลิตหนังสืออักษรเบรลล์ให้คนตาบอด (โดยเฉพาะนักเรียนตาบอด) ยังคงต้องเสียเวลาพิมพ์ด้วยมืออยู่

 

ด้วยเหตุผลแบบนี้แหล่ะ ทำให้จำนวนหนังสือที่คนตาบอดจะสามารถอ่านได้จึงมีให้เลือกน้อยมาก ขนาดหนังสือเรียนเองนักเรียนตาบอดยังไม่มีเรียนทันเพื่อนสายตาปกติในห้อง บางครั้งเวลาจะสอบยังไม่มีหนังสือครบเพื่ออ่านสอบ สุดท้ายเลยต้องพึ่งให้คนอื่นอ่านให้

 

ที่จริงเราว่าการแก้ปัญหามีหนังสือให้เลือกอ่านน้อยหรือมีหนังสือเรียนไม่ทันเรียนนี่สมัยนี้สามารถแก้ได้ง่ายแล้วล่ะ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนตัวกะเปี๊ยกก็ใช้คอมพิวเตอร์เป็นแล้ว เดี๋ยวนี้เวลาทำรายงานก็คงไม่มีใครพิมพ์ด้วยพิมพ์ดีดส่งแล้ว สำนักพิมพ์เองก็คงต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการเตรียมต้นฉบับของหนังสือกันแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้เหรอ การเปลี่ยนรูปแบบของไฟล์ตัวพิมพ์แบบอักษรปกติให้เป็นไฟล์ตัวพิมพ์อักษรเบรลล์ก็ทำได้ง่ายเพียงแค่คลิกเดียว แต่ปัญหาการมีหนังสือไม่ทันเรียนของนักเรียนตาบอดไทยก็ยังคงเหมือนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ไม่ได้เปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเลย

 

ทั้งนี้เพราะปัญหาเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ประเทศเรายังไม่มีข้อยกเว้นในการนำหนังสือมาปรับเปลี่ยนรูปแบบให้คนตาบอดสามารถเข้าถึงได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะฉะนั้นทุกวันนี้จะเรียกได้ว่าคนตาบอดเราอ่านหนังสือแบบผิดกฎหมายอยู่ก็ได้ (หรือจะถูกกฎหมายหน่อยก็คือได้มีการขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อนนำมาทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นเสียงหรือไฟล์เบรลล์) แต่การขออนุญาตก็ได้แค่คำอนุญาตที่จะเอาหนังสือหนึ่งเล่มมาผลิตซ้ำในรูปแบบที่ต่างไป ทางเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาการผลิตให้ด้วยเลย พูดง่ายๆ ก็คือการขอไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทางสำนักพิมพ์มีมาเพื่อทำการเปลี่ยนเป็นไฟล์อักษรเบรลล์ (โดยที่ไม่ต้องพิมพ์ใหม่) นั้น เป็นเรื่องที่ทางสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ยังไม่ยอมให้

 

แต่ประสบการณ์ของเราที่ได้รับจากสำนักพิมพ์ฝรั่ง (ขอเอ่ยชื่อค่ะ Sage Publication) คิดว่าหลายคนคงเคยผ่านตาเห็นหนังสือของสำนักพิมพ์นี้มาบ้าง บอกได้ว่าดีค่ะ สำนักพิมพ์ไทยเราน่าเอาเป็นตัวอย่าง (อย่างน้อยขอแค่สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือเรียนก่อนก็พอค่ะ)

 เราซื้อหนังสือเกี่ยวกับการวิจัยเชิงคุณภาพของทางสำนักพิมพ์นี้มาเล่มหนึ่ง หนังสือหนา 688 หน้า คิดดูสิคะว่าถ้าต้องสแกนหรือพิมพ์ใหม่ทั้งเล่มนี่จะต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายขนาดไหน แถมหนังสือเล่มใหญ่ก็ไม่ได้สแกนง่ายเสียด้วย เพราะการจะทาบหนังสือลงไปบน flatbed scanner นั้นก็ดูเหมือนว่าง่าย แต่สุดท้ายผลที่ได้รับไม่ค่อยดีค่ะ เพราะว่าหนังสือหนามาก ทำให้ข้อความที่อยู่ตรงสันหนังสือมักจะหายไป แบบนี้ก็ต้องเสียเวลาตรวจทานเพิ่มเข้าไปอีก (บางครั้งเคยถึงขนาดต้องฉีกหนังสือออกเป็นแผ่นๆ ตอนฉีกนี่รู้สึกเสียดายชะมัดเพราะหนังสือสวย แถมซื้อมาแพง :P) สุดท้ายเราเลยตัดสินใจเขียนอีเมลไปหาสำนักพิมพ์เจ้าของหนังสือเพื่อขอไฟล์ pdf ของหนังสือเล่มนี้ค่ะ (บนเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์จะมีอีเมลเฉพาะไว้ให้สำหรับคนพิการเขียนไปขอไฟล์หนังสือโดยเฉพาะ) เงื่อนไขง่ายๆ ของทางสำนักพิมพ์คือเราซื้อหนังสือของเค้าและมีใบเสร็จยืนยัน (แต่งานนี้เราไม่ได้ให้ใบเสร็จเพราะทำหายไปแล้ว แค่บอกว่าซื้อเค้าก็เชื่อน่ะ คือเราเองก็ต้องซื่อสัตย์ด้วย) และขอให้เราเอามาใช้เพื่อการศึกษาและใช้ส่วนตัวเท่านั้น ไม่เอาไปเผยแพร่ต่อหรือทำการค้า เขียนเมลไปตอนประมาณ 9 โมงเช้าของเวลาที่อังกฤษ ปรากฎว่าตอนประมาณ 5 โมงเย็นเราก็ได้ไฟล์หนังสือทั้งเล่มกลับมาเรียบร้อยพร้อมอ่านแล้วค่ะ เห็นไหมคะว่าถ้าเพียงแค่สำนักพิมพ์จะใจกว้าง นักเรียนตาบอดก็สามารถมีหนังสือได้อ่านเพื่อการศึกษาได้อย่างรวดเร็ว และในราคาที่เท่ากับที่คนสายตาปกติซื้อกัน  อยากให้สำนักพิมพ์หนังสือเรียนใหญ่ๆ ที่บ้านเราเปิดโอกาสแบบนี้บ้างจัง เพราะปัจจุบันนี้เวลาถามน้องๆ ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนว่ามีหนังสือมั๊ย น้องๆ ตอบว่าไม่มี, มีบางวิชา, มีไม่ครบทุกบท, มีไม่ครบทันเรียน หรือว่ามีแต่มีหนังสือตัวพิมพ์ปกติ ไม่ใช่หนังสือเบรลล์ (อย่างนี้ถ้าเป็นเราคงไม่เรียกว่ามี เพราะมีก็เหมือนไม่มี อ่านไม่ได้อยู่ดี) ทั้งๆ ที่น้องๆ ตาบอดก็จ่ายสตางค์ซื้อหนังสือเรียนเหมือนน้องๆ สายตาปกติเหมือนกัน แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากหนังสือเรียนได้เท่ากันเลย...