books

แหะๆ ไหนๆ ก็มีเวลาแล้วขอเขียนสองเรื่องเลยละกัน

เมื่อวานนี้ไปดูฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิกเคิล มา สนุกมากกกกก สมกับที่เฝ้ารอมานาน ถึงจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มอสกับบทพระเอกของเรื่องนี้กันมาก แต่เค้าก็ทำได้ดี แม่กับน้าที่ไปดูด้วยกันก็ชื่นชมกันไม่ขาดปาก เพลงก็เพราะ ฉากก็สวย (อันนี้เค้าชมมา) คุ้มค่ามากๆ กับสตางค์ที่จ่ายไป

การดำเนินเรื่องก็กระชับ รวดเร็ว แต่ไม่ขาดอรรถรสใดๆ ทำได้ดี (อย่างน้อยก็ในมุมมองของเรา) เลยซื้อซีดีเพลงมานั่งฟังฝันหวานต่อ แต่เราว่าถ้าได้อ่านเรื่องนี้เป็นหนังสือมาก่อนก็อาจจะดีกว่า เพราะเนื่องจากมีเวลาแค่สามชั่วโมงเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถ ใส่รายละเอียดบางอย่างลงไปได้ เช่นว่าพระเอกรอดตายจากตอนลอบสังหารกบฏมาได้ยังไง หรือกษัตริย์อาเหม็ดรอดตายมาได้ยังไง เป็นต้น (เราเองก็จำไม่ได้แล้ว เพราะว่าอ่านมาหลายปี) วันนี้เลยโทร.ไปห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติยืมมาฟังอีกสักรอบ

อยากขอแนะนำเพื่อนๆ ให้ลองไปดูกัน ถึงใครจะเคยอ่านเรื่องนี้มาแล้วก็ตาม เพราะการดูเป็นละครเวทีก็ได้อรรถรสไปอีกแบบ ขนาดเพื่อนเราที่ตอนแรกว่าจะไม่ไปดูเพราะไม่ชอบมอส เค้าก็ยังชม ส่วนใครที่ยังไม่เคยอ่านนวนิยายเรื่องนี้ เราก็อยากจะแนะนำให้ลองไปหามาอ่านดู เพราะเรื่องนี้นี่เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของคุณโสภาค สุวรรณ เลยก็ว่าได้ ทุกคนที่เราแนะนำให้อ่านต่างก็ชอบกันมากๆ ค่ะ

วันนี้ได้หนังสือเสียงมาทั้งหมดสิบเก้าเล่ม เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเราทั้งหมด รู้สึกดีใจที่คนตาบอดอย่างพวกเราก็จะมีโอกาสได้เข้าถึงหนังสือที่มีคุณค่าเหล่านี้เหมือนกับคนอื่นๆ เขาด้วย ต้องขอขอบคุณมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย ที่สรรค์สร้างโครงการดีๆ อย่าง One by One : หนึ่งเสียงเปิดโลกกว้าง ขึ้นมา

โครงการนี้เป็นโครงการนำหนังสือที่ดีมีคุณค่าสูงมาอ่านบันทึกเป็นไฟล์เสียงอย่าง mp3 เพื่อจัดทำเป็นหนังสือเสียงให้คนตาบอดและคนพิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ได้มีโอกาสเข้าถึงหนังสือเหล่านี้เหมือนกับคนอื่นๆ โดยผู้อ่านจะเป็นผู้ประกอบอาชีพธุรกิจแอมเวย์และอาสาสมัครที่ประกอบอาชีพต่างๆ (เช่น ดาราเจ้าบทบาทอย่างคุณมนตรี เจนอักษร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน) เราเคยฟังหนังสือที่มูลนิธิฯ ผลิตมาสองสามเรื่องแล้ว ขอชมเชยว่าคนอ่านอ่านได้ดีจริงๆ ทำให้เราได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการฟังหนังสือแทนที่จะเอาเวลาไปนั่งเม้าท์หรือแช้ตอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วยังทำให้เราไม่คิดถึงบ้านมากเกินไปด้วยเวลาอยู่อังกฤษ

การผลิตหนังสือเสียงเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ยากแล้ว ใครๆ ก็สามารถทำได้ เพียงแค่คุณมีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง พร้อมด้วยโปรแกรมอัดเสียง (ที่เรารู้จักก็อย่างพวก Sound Forge) หรือจะใช้โปรแกรม sound recorder ที่อยู่ใน accessory ที่มาพร้อม Windows ก็ได้ (แต่เราไม่แน่ใจว่ามันจะมีการตัดหรือเปล่าถ้าอ่านยาวๆ) ไมโครโฟนหนึ่งอัน หนังสือหนึ่งเล่ม เวลาว่างๆ และสถานที่ที่ไม่มีเสียงรบกวน (หรือมีเสียงรบกวนน้อยที่สุด) เท่านั้นเพื่อนๆ ก็สามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเองและคนตาบอด (รวมถึงคนพิการทางสื่อสิ่มพิมพ์และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้แล้ว) อีกด้วย

เป็นไงคะ ง่ายไหมเอ่ย ถ้าวันไหนเซ็งๆ ก็สามารถลองดูได้นะคะ ไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มที่หนังสือเป็นเล่มๆ ก็ได้ค่ะ ส่วนใหญ่เวลาที่ทางห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติแนะนำอาสาสมัครใหม่ๆ เค้าก็จะแนะนำให้เริ่มจากหนังสือเล่มเล็กๆ ก่อน หรือบทความสั้นๆ เพราะถ้าเริ่มจากเล่มใหญ่ๆ แล้วจะทำให้เรารู้สึกท้อได้ (เพราะอ่านเท่าไหร่ก็ไม่จบสักที) แต่เล่มเล็กๆ อ่านแป๊บเดียวก็เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว

หนังสือหรือบทความที่เพื่อนๆ จะเลือกหยิบขึ้นมาอ่านนี้จะเป็นแนวไหน เกี่ยวกับอะไรก็ได้ค่ะ สารพัดสารพัน หนังสือในท้องตลาดมีเยอะแยะมากมายหลากหลาย แล้วพวกเราคนตาบอดก็มีความสนใจหลากหลายเหมือนกับคนอื่นๆ เช่นกันค่ะ


มีอีกอย่างที่อยากจะแนะนำค่ะ คือถ้าเกิดเพื่อนๆ สนใจจ่ะอ่านจริงๆ แนะนำให้โทร.ไปเช็คที่ห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติก่อนค่ะ (02-246-3835 ต่อ 200, 201 และ 202) ว่าหนังสือเล่มที่เพื่อนๆ เลือกที่จะหยิบขึ้นมาแปรรูปเป็นหนังสือเสียงนั้นมีคนอื่นผลิตเป็นหนังสือเสียงแล้วหรือยัง จะได้ไม่ซ้ำและเสียเวลา เสียพลังงานเสียงฟรีๆ ค่ะ

เพื่อนๆ มีความคิดเห็นว่าอย่างไรกันบ้างก็ฝากคอมเม้นต์ไว้ได้เลยนะคะ

ป.ล. ถ้าใครห่วงเรื่องลิขสิทธิ์หนังสือก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ห้องสมุดฯ ดูนะคะ ว่าควรทำอย่างไร happy reading ค่ะ :D


edit @ 2007/06/27 11:00:28

เมื่อวานนี้ (5 กรกฎาคม) พึ่งได้รับหนังสือเบรลล์ที่เหลือที่เราให้ญาติที่อยู่อเมริกาช่วยสั่งให้เมื่อวันที่ 18 เมษายน (คือได้สองเล่มก่อนหน้านี้มาแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาเห็นจะได้ อันนี้เดาเอา เพราะว่าตอนที่เรากลับมาถึงเมืองไทยตอนต้นมิถุนาเราก็เห็นไอ้เจ้าสองเล่มนั้นแล้ว) เล่มหนึ่งเป็นหนังสืออักษรเบรลล์ที่เป็นเล่มๆ แต่อีกเล่มเป็นซีดี ในนั้นมีไฟล์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เบรลล์ เค้าเรียกว่า PortaBook คือเราจะเอาไอ้เจ้า PortaBook นี้ไปพริ้นต์ออกมาเป็นหนังสือเบรลล์เป็นเล่มๆ หรือจะใช้อ่านจากคอมพิวเตอร์ (โดยมีเครื่องแสดงผลเบรลล์) ต่อพ่วงก็ได้

สองเล่มแรกที่ได้คือเรื่อง Power of Acknowledgement (เล่มนี้ได้ฟรี เพราะว่าเราสั่งหนังสือเกิน 25 ดอลล่าร์ เลยขอเล่มนี้ได้ฟรี) ส่วนเล่มที่มาเป็น PortaBook นั้นคือเรื่อง Touch the Top of the World เป็นหนังสือที่คนตาบอดชื่อ Erik Weihenmayer เขียน เค้าเป็นคนตาบอดคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสได้ (น่าสนุกดี แต่ยังไม่มีเวลาอ่านเลย)

ส่วนอีกสามเล่มที่พึ่งได้นี้มี The Alchemist (ชื่อภาษาไทยนี่ประมาณ ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน หรือไงนี่ล่ะ เคยเห็นนานมาแล้วจำชื่อไม่ค่อยได้) เล่มที่สองคือ Louis Braille: A Touch of Genius เล่มนี้เป็นประวัติของ หลุยส์ เบรลล์ (เพื่อนๆ คุ้นๆ นามสกุลเค้ามั๊ยคะ ลองเดาดูสิว่าเค้าคือใคร) ติ๊กต๊อกๆๆเค้าก็คือคนตาบอดชาวฝรั่งเศสผู้คิดค้นอักษรเบรลล์ให้คนตาบอดทั่วโลกได้ใช้กันไงล่ะคะ พวกเราคนตาบอดรู้สึกเป็นหนี้บุญคุญคุณหลุยส์คนนี้มากๆ เพราะถ้าเค้าไม่คิดประดิษฐ์อักษรเบรลล์ขึ้นมา พวกเราคนตาบอดก็คงไม่มีโอกาสได้รู้หนังสือกันล่ะ ไว้ถ้าเราอ่านจบแล้วเราจะเอามาเล่าให้เพื่อนๆ อ่านกันนะคะ เล่มสุดท้ายที่คุณไปรษณีย์หอบมาส่งวันนี้ก็คือ Front Porch Tales เล่มนี้เค้าก็แจกฟรีอีกเหมือนกันค่ะ (ของฟรีก็เลยต้องเอาไว้ก่อน เพราะหาหนังสือเบรลล์ในเมืองไทยอ่านยากเหลือเกินนี่นา)

ในเมืองไทยตอนนี้ถ้าเราจะอ่านหนังสือเบรลล์ที่เป็นเล่มๆ นี่เราต้องไปขอรับบริการให้สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยหรือที่วิทยาลัยราชสุดาช่วยพริ้นต์ให้ ที่พริ้นต์นี่ไม่ได้พริ้นต์ฟรีๆ นะคะ มีค่าใช้จ่ายค่ะ ยกตัวอย่างเรามีหนังสือเรียนหนึ่งเล่มที่เราซื้อมาในราคาสิบปอนด์จากอังกฤษ เราเสียค่าจ้างคนสแกนไปจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แล้วเราเกิดอยากได้เอามาอ่านเป็นเล่มๆ เราก็เลยไปขอให้วิทยาลัยราชสุดาพริ้นต์ให้ เค้าคิดหน้าละบาท คือแผ่นละสองบาท (ฟังแล้วอาจนึกว่าถูก หน้าละบาทเอง จ้างพิมพ์เค้ายังคิดหน้าตั้งหลายบาท แต่อย่าลืมค่ะว่าหนึ่งหน้าหนังสือปกตินี่ต้องพริ้นต์เฉลี่ยเป็นเบรลล์ประมาณสองหน้าค่ะ) สรุปว่าหนังสือที่คนสายตาปกติอาจซื้อได้ในราคาสิบปอนด์นั้น เราต้องจ่ายเพิ่มอีกหลายเท่าตัวค่ะ เฮ้อ! ต้นทุนการเข้าถึงหนังสือของเราสักเล่มนี่มันช่างแพงหูฉี่เลย

แต่หนังสือที่เราสั่งจากที่อเมริกานี่ทางโรงพิมพ์เค้าขายให้คนตาบอดทั่วโลกในราคาเดียวกันค่ะ แล้วเค้าก็ขายเท่ากับราคาหนังสือที่คนปกติต้องจ่ายเพื่อซื้อหนังสือเล่มนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น Harry Potter and the Deadly Hallow นี่เราก็สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ในราคาเท่ากับที่ร้านหนังสืออย่าง Amazon เค้าเปิดให้คนปกติสั่งจองค่ะ (รู้สึกจะอยู่ที่ราว 18.99 ดอลล่าร์) และที่เจ๋งไปกว่านั้นก็คือทางสำนักพิมพ์ Scholastic ที่อเมริกาเค้าให้ไฟล์หนังสือ Harry Potter กับ National Braille Press (โรงพิมพ์ที่เราสั่งซื้อหนังสือนี่แหล่ะ) มาก่อนที่หนังสือจะวางขายจริง (โดยที่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตจะต้องเซ็นสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยความลับเรื่องเนื้อหาออกไปก่อน) เพื่อที่ว่าทางโรงพิมพ์จะได้ผลิตหนังสือ Harry Potter ออกมาให้คนตาบอดได้อ่านพร้อมๆ กับคนปกติด้วยค่ะ (แถมเรายังไม่ต้องไปต่อแถวซื้อเพราะว่าเค้าส่งให้ถึงหน้าประตูบ้านเลยค่ะ) แต่สำหรับเราที่อยู่เมืองไทยก็คงต้องรอไปอีกสักเดือนสองเดือนกว่าที่แฮรี่จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึง

เพื่อนๆ คงสงสัยสิคะว่าหนังสืออักษรเบรลล์นี่มันก็ช่างเล่มใหญ่เทอะทะซะเหลือเกิน แล้วจะส่งมาจากอเมริกานี่ไม่เสียค่าไปรษณีย์ตายไปเลยเหรอ คำตอบก็คือว่าเราเคยลองถามทางเจ้าหน้าที่เหมือนกันว่าถ้าเราจ่ายค่าส่งนี่จะเป็นเท่าไหร่ เค้าบอกราคามาเราช๊อคเลย (ประมาณห้าเท่าของราคาหนังสืออ่ะ!) ทางเจ้าหน้าที่เค้าแนะนำให้เราส่งแบบ Free Matter for the Blind อันนี้เป็นข้อตกลงของไปรษณีย์ทั่วโลกค่ะว่าสามารถส่งเอกสารเบรลล์ของคนตาบอดได้ฟรี แต่ว่าส่งครั้งนึงต้องไม่เกินเจ็ดกิโลค่ะ (และก็ดีที่กระดาษที่เค้าใช้มีน้ำหนักเบา) คือพวกหนังสือเหล่านี้จะถูกส่งมาทางเรือ ต้องใช้เวลาประมาณเดือนครึ่งถึงสองสามเดือนจากอเมริกาถึงเมืองไทย แล้วบางทีก็มาในสภาพมอมแมม กะรุ่งกะริ่ง (กล่อง/ซอง ที่ใส่) เล็กน้อย แต่ก็โอเคนะ ก็เค้าส่งให้เราฟรีนี่นา ไม่งั๊นถ้าต้องเสียค่าส่งอีกคงตายก่อนเลย ไม่รู้จะไปเอาเงินที่ไหนมาจ่าย

ตอนนี้ก็เหลืออีกเล่มเดียวเท่านั้นที่ยังไม่มา (ก็เพราะมันยังไม่ออก) นั่นก็คือ Harry Potter เล่มสุดท้ายน่ะแหล่ะ ไม่เป็นไรอ่านพวกหนังสือที่มาก่อนพวกนี้รอไปพลางๆ ก่อนละกัน :D