memyself

คู่ต่อสู้ที่แท้จริง

posted on 26 May 2009 04:38 by nupomme in memyself
 

ต่อสู้กับใจตัวเองให้ชนะก่อน แล้วก็จะชนะทุกอย่างในโลกได้

  

วันนี้ฟังหนังสือชื่อ คำพ่อ คำแม่ โดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า) ที่เพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักกันที่อังกฤษอ่านเป็นหนังสือเสียงส่งมาให้ ได้ฟังมาถึงบทนี้ (ตามชื่อหัวเรื่องน่ะค่ะ) รู้สึกว่าโดนใจเรามากๆ

  

เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าเราเรียนรู้เรื่องนี้จากประสบการณ์ตรงเกือบห้าปีที่ได้มาใช้ชีวิตเรียนอยู่ที่นี่น่ะสิ

  

คอร์สที่เราเรียนเป็นคอร์สด้านสังคมศาสตร์ คือไม่ค่อยมีคลาสเรียนให้เข้ามากซะเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการเรียนในระดับปริญญาโท-เอกด้วยยิ่งแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการอ่านเอง ทำความเข้าใจเอง แล้วนานๆ ก็ไปเจออาจารย์ที่ปรึกษาซะที ไม่มีแล็บให้ไปเข้าเพื่อทำการทดลองตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวันเหมือนพวกที่เรียนสายวิทยาศาสตร์ แล้วยิ่งคณะที่เราเรียนมีปัญหาเรื่องออฟฟิศสำหรับ research student ด้วย ทำให้นักเรียนหลายคน (อย่างเช่นตัวเราเอง) ต้องนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน

  

เอาล่ะสิ อยู่บ้าน...จะทำอะไรก็ได้...จะตื่นกี่โมงก็ได้ ไม่มีใครมากำหนดกฎเกณฑ์ นอกจากตัวเราเอง ไม่มีครูอาจารย์มาคอยนั่งจ้ำจี้จ้ำไชให้ทำแบบโน้นแบบนี้เหมือนสมัยเรียนตอนเด็กๆ แบบนี้ก็เสร็จน่ะสิคร้าบบบ ยิ่งเราเป็นคนนิสัยเรื่อยๆ แล้วก็ชอบกินแกงร้อนซะด้วย คือมาเร่งทำงานเอาตอนใกล้ถึงวันส่ง (ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนทำงานหามรุ่งหามค่ำได้แบบคนอื่น)

  

วันๆ หนึ่งต้องออกรบต่อสู้กับใจตัวเอง ต่อสู้กับความขี้เกียจ ต่อสู้กับความชอบผลัดวันประกันพรุ่ง ต่อสู้กับการชอบแว้บไปเปิดเว็บ เช็คเมล อ่านบล๊อก ฯลฯ อีกมากมาย กว่าที่จะบังคับตัวเองให้ลงนั่งทำงานอย่างจริงจังได้ในแต่ละวัน บอกได้เลยว่าวันๆ นี่สู้กับใจตัวเองซะน่วมไปเลยล่ะ บางวันก็ชนะ แต่บางวันก็แพ้ นั่งทำอะไรไม่รู้เรื่อยเปื่อย เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปแล้วอีกหนึ่งวัน...แล้วก็หนึ่งเดือน...สามเดือน...หกเดือน...เผลออีกทีผ่านไปแล้วเป็นปี...ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนนี้เหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะต้องส่งวิทยานิพนธ์แล้ว!!!   

  

ณ วันนี้ยังไม่อาจบอกได้ว่าเราสามารถชนะใจตัวเองได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยความถี่ของการเอาชนะเจ้า ใจ ของเรามันก็เพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อหลายปีก่อน (หรือเป็นเพราะใกล้ deadline อีกแล้วก็ไม่รู้ อิๆ) แต่อย่างน้อยเราก็ได้รู้จักตัวเองผ่านการต่อสู้กับ ใจ ของเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อน

  

หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสมรภูมิรบกับใจตัวเอง (แบบที่รู้สึกตัวว่ากำลังต่อสู้อยู่) มานานหลายปี สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ บอกได้คำเดียวว่าประโยคที่ขึ้นต้นเอนทรี่นี่ถูกต้องที่สุดเลยค่ะ

แหะๆ มาปัดหยากใย่ค่ะ...หายไปเกือบเดือน ไม่มีเหตุผลอะไรไปมากกว่า:
  1. หมดมุข ไม่รู้จะเขียนอะไรดี คิดไม่ออก ตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องการเรียนร่วมของนักเรียนตาบอด (จริงอ่ะ?) เกรงว่าถ้าเอามาเขียนลงบล๊อก เพื่อนๆ คงเบื่อ เลยเก็บเอาไว้เขียนให้อาจารย์ที่ปรึกษาอ่านดีกว่า
  2. พยายาม concentrate กับงานวิจัยค่ะ คงจะถือได้ว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้าย คืออยู่ในช่วงเขียนวิทยานิพนธ์ ซึ่งกว่าจะ build อารมณ์เขียนได้แต่ละย่อหน้านี่มันแสนยาก เพราะฉะนั้นช่วงนี้เลยพาลไม่มีอารมณ์เขียนอะไรอย่างอื่นไปด้วย ปกติที่เป็นคนชอบตอบเมล ก็กลายเป็นคนชอบดองเมลไปซะงั๊น แต่ก็ยังอยากอ่านเมลอยู่ดีนะคะ ช่วงนี้ไม่มีใครส่งเมลหาเลย ฮือๆ เคยคุยกันเล่นๆ กับเพื่อนๆ ที่อยู่ในสภาวะเดียวกันว่าวันๆ เด็ก PhD อย่างพวกเรานี่จะคอยฟังเสียง mail notification กัน เมื่อไหร่ที่มีเสียงเตือนว่าเมลเข้าล่ะก็...ลืมสิ้นทุกอย่างที่ทำอยู่ แล้วก็รีบเปลี่ยนหน้าจอจากเวิร์ด หรือโปรแกรมอะไรก็ตามที่ทำงานอยู่ ไปหน้าเมลในทันใด ได้อ่านเมลจบหนึ่งฉบับก็สบายใจ แต่ถ้าเป็นเมลที่ต้องตอบนี่ก็อาจมีการดองกันเกิดขึ้น เรียกว่าชอบอ่าน แต่ไม่ชอบตอบ อิๆ ตอนนี้เข้าใจพี่เอที่เคยบอกว่า "Sorry, meant to answer but forgot" แล้ว เพราะข้าพเจ้ากำลังอยู่ในโหมดเดียวกันเลย
 

มันอุตส่าห์ยกเหตุผลของการหายหน้าหายตาไปมาให้อ่านนี่ แล้วทำไมวันนี้มันโผล่มาได้ล่ะ?

 

เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากเลยค่ะ...คิดถึงทุกคนนั่นเอง ช่วงนี้เหงาๆ เซ็งๆ เครียดๆ ค่ะ พยายามใช้หลักธรรมะตามดูตามรู้อารมณ์ความรู้สึก แต่ก็ได้แต่ดู ทำอะไรไม่ได้ แล้วไอ้เจ้าความเหงา ความเซ็ง ความเครียด มันก็ยังอยู่กันพร้อมหน้า ไม่มีใครยอมโบกมือลาไปซะที เฮ้อ!

 เอาเป็นว่ามาทักทายเสร็จแล้ว ขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ

 

 

ปิดเทอมหน้าร้อนอีกแล้ว...นึกย้อนกลับไปถึงสมัยที่ยังเป็นนักเรียน คิดว่าทุกคนคงตั้งหน้าตั้งตารอช่วงเวลา 2-3 เดือนนี้กันอย่างใจจดใจจ่อ ช่วงปิดเทอมเพื่อนๆ ทำอะไรกันบ้างคะ?

 

สำหรับเรา กิจกรรมหลักช่วงปิดเทอมตั้งแต่จำความได้ก็ไม่พ้นกับการมีนัดกับคุณหมอตาค่ะ ทำไมต้องมีนัดกับหมอช่วงปิดเทอมใหญ่น่ะเหรอคะ ทั้งๆ ที่ตลอดปีก็มีนัดเจอหมออยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แต่ช่วงปิดเทอมใหญ่นี่เป็นนัดพิเศษค่ะ คือมีนัดผ่าตัดตานั่นเอง

 

ประมาณช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปี มักจะเป็นช่วงวิกฤตค่ะ คือถ้าไปหาหมอตามนัดเพื่อตรวจวัดความดันตาตามปกติเมื่อไหร่ล่ะก็ ความดันตาจะต้องพุ่งปรี๊ดช่วงนี้ทุกปีค่ะ แล้วไม่ว่าจะเพิ่มจำนวนขวดยาหยอดตา เพิ่มปริมาณยาที่ต้องกินลงไปเท่าไหร่ ไอ้เจ้าความดันตาก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมลดลงมาอยู่ในระดับปกติซะที (ความดันตาปกติสำหรับตาเราโดยมากจะอยู่ระหว่าง 10-14 ถ้า 16-18 ก็ยังพอโอเคค่ะ แต่ถ้าเกินจาก 18 ขึ้นไปแล้วล่ะก็ คุณหมอก็จะเริ่มเกาหัวหามาตรการมาลดความดันลูกตาแล้วค่ะ แต่โดยมากมันมักไม่ยอมหยุดอยู่แค่แถว 20 น่ะสิคะ ความดันเจ้ากรรมมันมักจะขึ้นไปถึง 30-40 โน่นแน่ะ) สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงกับการขึ้นเขียง โดน admit เข้าโรงพยาบาล เพื่อทำการผ่าตัดลดความดันด่วนไม่ได้ทุกทีสิน่า ปิดเทอมทั้งทีอยากจะลัลล้าเหมือนเด็กคนอื่นๆ เค้ามั่ง อดทุกที :(

 

พอสอบปลายภาคเสร็จเมื่อไหร่ รับรองได้ว่าไม่เกิน 2 อาทิตย์ (หรืออย่างนานที่สุด 1 เดือน) เราก็จะได้หอบเสื้อผ้า และข้าวของประเภทวิทยุ เทปนิทาน (รวมไปถึงหมอนข้าง) เปลี่ยนที่นอนจากบ้านไปอยู่โรงพยาบาล เคยมีหลายๆ คน ถามว่าเวลาจะเข้าผ่าตัดแต่ละครั้งกลัวไหม เราก็มักจะตอบไปอย่างมั่นใจว่า "ไม่" เพราะมันโดนจนชินไปแล้วอ่ะ

 

สิ่งที่จะต้องทำก่อนเข้าห้องผ่าตัดก็คือ...ต้องไปเอ็กซเรย์ปอด (จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยถามหมอหรือผู้ที่อาจจะรู้อื่นๆ ว่าทำไมต้องเอ็กซเรย์ปอด ถ้าเกิดมีหมอท่านไหนผ่านมาได้อ่านช่วยตอบข้อสงสัยด้วยค่ะ เกี่ยวกับการต้องโดนวางยาสลบหรือเปล่าคะ? ขอบคุณมากๆ ล่วงหน้าค่ะ) จากนั้นก็ต้องไปเจาะเลือด เก็บปัสสาวะ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า (สมัยเด็กสามารถเอาชุดนอนของตัวเองไปใส่ได้) แล้วก็นั่งๆ นอนๆ รอเวลาเข้าห้องผ่าตัด โดยมากหมอจะให้ไปนอนโรงพยาบาลก่อน 1 คืน ค่ะ

 ก่อนจะถึงเวลาผ่าตัดพยาบาลก็จะเอาป้ายงดน้ำงดอาหารมาแขวนไว้ที่หัวเตียง เป็นการเตือนทั้งเราและคนที่มาเฝ้าว่า "ห้ามให้อาหารและน้ำอย่างเด็ดขาด ไม่ว่ามันจะอ้อนวอนยังไงก็ตาม" ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนเข้าผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ค่ะ ซึ่งสำหรับเด็กๆ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทรมานอยู่สักหน่อย จำได้ว่าสมัยก่อนหมอเจ้าของไข้เราจะผ่าตัดช่วงเย็นๆ กว่าจะถึงคิวเราบางทีก็ปาเข้าไปทุ่มสองทุ่ม แต่โดนงดน้ำงดอาหารตั้งแต่ก่อนเที่ยงโน่น! ฮือๆ หิววววว วแถมมื้อเที่ยงก่อนงดน้ำงดอาหารก็มักจะเป็นอาหารอ่อนๆ พวกโจ๊กที่เราแสนเกลียด จนตอนหลังต้องขอเปลี่ยนเป็นข้าวต้มแทน  

ตอนนั้นก็ได้แต่คิดปลอบใจตัวเองว่า...เอาน่า...เดี๋ยวออกมาจากห้องผ่าตัดก็จะได้หม่ำของโปรด ของอร่อยๆ แล้วล่ะ...คือเวลาไปผ่าตัดนี่เป็นช่วงนาทีทองค่ะ อยากกินอะไรบอก ได้ทุกอย่างจ้า ส่วนใหญ่เมนูประจำของเราก็จะไม่พ้น รังนกจากวงเวียน 22 บลูเบอร์รี่ชีสพายจากร้านกัลปพฤกษ์ ข้าวห่อสาหร่ายไส้กุ้ง (จากที่ไหนจำไม่ได้) อะไรพวกนี้...

 

พอถึงเวลาพยาบาลก็จะมารับ บางครั้งก็มาพร้อมรถเข็น ซึ่งเราชอบมากกว่าที่จะต้องเดินไปเอง แหม...ก็มีคนเข็นให้นั่งสบายดีออก ถึงจะเป็นแค่ระยะทางสั้นๆ ก็เถอะ

 ทีนี้เข้ามาถึงห้องผ่าตัด (ซะที) เราก็จะได้ใส่เสื้อคลุมสีเขียวๆ เหมือนที่เห็นในละคร ใส่หมวกคลุมผมด้วย จากนั้นก็จะได้นอนรออยู่ห้องด้านนอกสักแป๊บก่อนที่จะถูกเข็นเข้าไปข้างในห้องผ่าตัดจริงๆ เขียนมาถึงตรงนี้คิดถึงคุณหมอท่านหนึ่ง ที่เราสันนิษฐานว่าคงเป็นวิสัญญีแพทย์ (เขียนยังไงเนี่ย) คุณหมอท่านนี้เป็นคนที่เราเจอมาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นสาว แต่ก็ไม่เคยเห็นหน้าคุณหมอจริงๆ สักที เพราะทุกครั้งที่เจอกันคุณหมอก็จะมีผ้าปิดปาก ใส่หมวก ครบเครื่องทุกที แต่เราก็จำได้จากเสียงค่ะ คุณหมอเองก็จำเราได้ ถึงจะได้คุยกันแค่ไม่กี่ประโยคต่อปีก็ตาม  

โดยมากหลังจากที่เราถูกเข็นเข้าไปห้องผ่าตัดได้ไม่นาน เราก็จะโดนให้ดมยาสลบทันทีก่อนที่จะได้มีโอกาสสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว (คือหมอให้หายใจเข้าออกได้ไม่เกินห้าครั้งก็หลับแล้วอ่ะ) แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เรามีโอกาสได้ตื่นอยู่ในห้องผ่าตัดนานหน่อย คงเพราะคุณหมอยังไม่ค่อยพร้อมกัน เลยยังไม่มีใครส่งเราเข้านอน เราเลยได้เรียนรู้ว่าในห้องผ่าตัดมีทีวีด้วยแฮะ ตอนนั้นทีวีกำลังเปิดบอลอยู่เลย ทำให้อดคิดไปไม่ได้ว่า เอ...เกิดช่วงที่หมอกำลังผ่าตัดเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่ แล้วเกิดนักบอลจะยิงประตูพอดีนี่ จะเป็นยังไงกันนะ (แหะๆ คิดไปได้) คิดไปคิดมา...รอไปรอมา...ชักจะนานเกินไปแล้วนะ......ขยับตัวนิดหน่อย...โคร้ม! คราวนี้แหล่ะจากที่หมอๆ คุยๆ กันอยู่อย่างเมามัน (โดยที่ไม่รู้ว่าลืมว่ามีคนไข้ที่นอนรอการผ่าตัดอยูหรือเปล่า) ก็ตกใจกันใหญ่ (สงสัยนึกว่าผีหลอก) เลยรีบวิ่งมาดูกันใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น สรุปว่าเป็นกล่องอะไรสักอย่างที่เค้าวางไว้ที่ปลายเท้าเรา พอเราขยับตัวมันก็เลยหล่น อิๆ สนใจหนูหน่อยสิคะ หนูนอนรออยู่นะ เริ่มผ่าได้แล้วค่า...  

 ตัดมาถึงตอนที่ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว (ขั้นตอนหลังจากดมยาห้ามถาม เพราะบอกไม่ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง) เราก็จะถูกเข็นกลับไปพักที่ห้องคนไข้ อ้อ! ช่วงหลังๆ ที่เริ่มโตขึ้นมาหน่อย สังเกตว่าจะมีคนเรียกเราให้รู้สึกตัว คือให้ขานรับว่า "อือ" ได้ก่อนจะเข็นออกมาส่งที่ห้อง ถึงตรงนี้มีข้อสงสัยอีกอย่างคือไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ให้นอนหนุนหมอนจนกว่าจะรู้สึกตัวดี (ใครรู้ช่วยบอกเป็นวิทยาทานด้วยค่ะ)  

 

ช่วงหลังออกจากห้องผ่าตัดแรกๆ นี่เป็นช่วงที่เราไม่ชอบมากที่สุด เพราะว่าไม่ได้ทั้งนอนหนุนหมอนแล้ว ยังมีทั้งหน้ากากให้อ๊อกซิเจนอีก แล้วก็ยังแถมด้วยสายน้ำเกลือที่แขนอีกต่างหาก...โอ้ย...มันจะอะไรกันนักกันหนาก็ไม่รู้ ก็พยายามจะเข้าใจนะคะว่ามันเป็นการช่วยร่างกายเราให้ฟื้นตัวละมั๊ง แต่มันไม่ค่อยชอบอ่ะ ทันทีที่เราพอรู้สึกตัวมากขึ้น สิ่งแรกที่เราขอก่อนร้องขอน้ำเหมือนอย่างในละครก็คือ "เอาอ๊อกซิเจนออกได้ยัง" (ตอนนั้นคงไม่ได้พูดยาวแบบนี้ แต่ก็แปลความหมายได้แบบนี้ล่ะค่ะ) พอกำจัดหน้ากากอ๊อกซิเจนไปได้ ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการขอน้ำล่ะ แล้วก็ต่อด้วยการเรียกร้องขอถอดสายน้ำเกลือ ซึ่งอันนี้นี่พยาบาลไม่ยอมถอดจนกว่าน้ำเกลือจะหมด เฮ้อ 

 

จากนั้นก็สลบเพราะฤทธิ์ยาต่อไปอีกหลายชั่วโมงจนเช้าล่ะ วันรุ่งขึ้นนี่พอฤทธิ์ยาเริ่มน้อยลง เราก็เริ่มหาอาหารใส่ลงท้องอันหิวโหยได้ แต่ก็ต้องได้รับบทเรียนว่า ช่วงแรกๆ ห้ามกินเยอะ เพราะไม่งั๊นมันอาเจียนออกมาหมดค่ะ ซึ่งไม่ดีต่อแผลที่พึ่งผ่าตัดไป (สมัยก่อนมีตารางให้จดแม้กระทั่งว่ากระแอมกี่ที ไอกี่ทีด้วย) 

 

ช่วงที่ต้องอยู่โรงพยาบาลพักฟื้นหลังผ่าตัดประมาณ 6-7 วันนี่ไม่มีอะไรทำนอกจากฟังเทปนิทาน เอาหนังยางมาร้อย (กะว่าหลังออกจากโรงพยาบาลจะได้มีพร้อมเอาไปเล่นกับเพื่อนได้) แล้วก็กินๆ นอนๆ น่าเบื่อไปวันๆ ค่ะ 

 

นี่แหล่ะค่ะกิจกรรมหลักช่วงปิดเทอมของเรา พอเรียนจบปริญญาตรี ไม่มีปิดเทอมแบบเด็กๆ แล้ว การผ่าตัดเหล่านี้ก็จบไปด้วยพร้อมกัน  

 

"ถึงเวลาใช้ชีวิตแบบคนอื่นๆ บ้างแล้วล่ะปอมเอ๋ย อย่ามัวแต่ผ่าตัดตาอยู่เลย" นี่เป็นประโยคที่เปิ้ลพูดให้กำลังใจเมื่อ 7 ปีก่อน