“ค่ารถเท่าไหร่คะ” ฉันถามคนขับมอเตอร์ไซค์ที่พาฉันมาส่งถึงที่หมายโดยปลอดภัย

“ไม่เป็นไรครับ” คนขับมอเตอร์ไซค์ตอบ

“ไม่ได้ค่ะ ค่ารถเท่าไหร่คะ” ฉันถามด้วยความรู้สึกทั้งอึดอัด ทั้งเกรงใจ ทั้งขอบคุณในความเอื้อเฟื้อ ทั้งเห็นใจคนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ และความรู้สึกอีกหลายอย่างที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาเป็นตัวอักษรอย่างไรดี

“ไม่เป็นไรครับ” คนขับมอเตอร์ไซค์ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ของตัวเอง แถมด้วยการเรียก รปภ. หน้าประตูที่เขาส่งฉัน ให้ช่วยไปส่งฉันต่อให้ถึงจุดหมายสุดท้ายด้วย

 

มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่ฉันได้ใช้บริการแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ในการเดินทางไปในที่ต่างๆ แล้วได้เจอกับคนขับรถแท๊กซี่และคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ยอมเก็บสตางค์ค่ารถ ทุกครั้งฉันก็จะรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคิดว่าผู้คนเหล่านี้เขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แถมบางคนอาจหาเช้ากินค่ำ และยังมีคนที่บ้านที่พวกเขายังต้องดูแลรับผิดชอบอีก เงินค่าโดยสารทุกบาททุกสตางค์น่าจะมีค่าและความหมายต่อพวกเขามาก แต่พวกเขาก็ยังมีน้ำใจที่จะขับรถพาผู้โดยสารตาบอดอย่างฉันไปส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ยอมคิดค่าโดยสาร ทั้งที่ในความเป็นจริงฉันสามารถจ่ายได้

 

วันนี้เป็นอีกวันที่เหตุการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่ต่างไปในวันนี้คือความรู้สึกของฉันที่เปลี่ยนไป ความจริงความรู้สึกตอนที่คุยกับคนขับมอเตอร์ไซค์ก็เหมือนกับที่พยายามจะเล่าไปในข้างต้น แต่เมื่อฉันผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้ว และย้อนไปพิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกครั้ง พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่พี่คนขับมอเตอร์ไซค์ทำลงไป ความคิดหนึ่งก็แว่บเข้ามาในหัว...

 

อย่างที่ฉันเคยเขียนไปในเอนทรี่ก่อนเกี่ยวกับการตกเป็น เป้าของการทำบุญ ของคนพิการ และผลกระทบที่คนพิการได้รับจากมุมมองของสังคมทั่วไปที่มีต่อคนพิการแบบนี้ แต่ฉันเองก็ต้องยอมรับในความเป็นจริงที่ว่าการทำบุญทำทานเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเมืองพุทธแบบประเทศไทยของเรา การที่ฉันยอมรับความเอื้อเฟื้อของคนขับมอเตอร์ไซค์ ความจริงก็อาจเป็นการช่วยให้เขาได้ทำบุญ ได้ทำอะไรดีๆ ซึ่งฉันก็คิดไปว่ามันน่าจะสร้างความรู้สึกดีๆ และจิตที่เป็นกุศลให้กับเขาได้ และเมื่อฉันคิดได้แบบนี้ จิตฉันเองก็รู้สึกเป็นกุศลเหมือนกัน ตรงที่ได้คิดไปว่าตัวเองได้เป็นช่องทางหนึ่งให้คนคนหนึ่งได้มีโอกาสทำความดี ฉันอาจเป็นสะพานบุญให้กับเขาก็ได้ละมัง...

 

ในเมื่อความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การทำบุญทำทาน เป็นด้านดีๆ ของเมืองไทยเรา ความท้าทายมันก็อยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้บุคลิกลักษณะความเป็นไทยแบบนี้ยังสามารถดำรงอยู่ในสังคมไทย ในขณะที่คนพิการเองก็ไม่ถูกมองว่า “น่าสงสาร” แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถเช่นกัน

 

One size doesn't fit all

posted on 16 Jul 2011 21:05 by nupomme in Thoughts

ในการสัมมนาเรื่อง inclusive business ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิคเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้มีโอกาสพูดคุยถกเถียงกันในช่วงรับประทานอาหารเกี่ยวกับเรื่องการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งที่เป็นคนไม่พิการเสนอความคิดว่า การที่พวกเราคนพิการเรียกร้องว่าบริษัทห้างร้านหรือธุรกิจควรต้องทำทางลาด ทำเคาน์เตอร์ ให้กับลูกค้าที่นั่งรถเข็น ซึ่งในละแวกร้านหรือสาขานั้นๆ อาจมีคนพิการมาใช้บริการแค่ไม่กี่คน เป็นการไม่คุ้มทุนอย่างยิ่ง

 

ในขณะที่ทางด้านคนพิการเราก็เห็นว่า เรามีสิทธิที่จะใช้บริการต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมเช่นกัน แต่พวกเราไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้ก็เพราะด้วยอุปสรรคหลายๆ อย่าง เช่น อุปสรรคทางกายภาพ สิ่งต่างๆ เช่น ทางลาด/ลิฟท์ นั้น ในตอนเริ่มแรกอาจถูกมองว่าคนที่ได้ประโยชน์คือคนพิการ แต่ในระยะยาว คนทั่วๆ ไปเองก็ได้ประโยชน์ด้วย

 

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจที่ผู้เข้าร่วมจากปากีสถานพูดถึงก็คือ แว่นตา ที่ในตอนแรกได้รับการประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้ใช้ แต่เดี๋ยวนี้เราเห็นกันหรือไม่ว่าแว่นตาพวกนั้น ได้พัฒนามาเป็นแว่นตากันแดด แว่นตาที่มีเลนส์สีต่างๆ กลายเป็นแฟชั่นไป

 

ในทางตรงข้ามโยชิมิยกตัวอย่างที่น่าสนใจถึงเรื่องบริการบางอย่างที่อาจมีคนรำคาญ เช่น ที่สถานีรถไฟในโตเกียว จะมีเสียงต่างๆ เยอะแยะมาก เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนตาบอด แต่คนตาดีบางคนรู้สึกรำคาญ เพราะมันเหมือนกลายเป็นมลภาวะทางเสียงไป

 

มันก็น่าคิด...เราคงจะไม่สามารถทำทุกอย่างให้ถูกใจคนทุกคนได้ แต่นั่นมันหมายความว่าแล้วเราไม่ต้องทำอะไรเพื่อคนที่อาจถูกมองว่าเป็นคนกลุ่มน้อยเลยหรือ? คนกลุ่มน้อยเหล่านี้ พวกเขาควรได้รับสิทธิเหมือนคนกลุ่มใหญ่คนอื่นๆ บ้างหรือไม่? ถ้าไม่มีใครมองเห็นหรืออยากทำอะไรเพื่อคนกลุ่มน้อย เราอาจจะยังไม่มีแว่นตาใช้ก็ได้...

 

ในขณะที่เรากำลังถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างออกรส วิทยากรก็ถามผู้เข้าร่วมสัมมนาว่าอาหารเที่ยงเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เข้าร่วมหลายคนบอกว่าเผ็ด โยชิมิผู้กินอาหารเผ็ดเก่งอยู่แล้วตกใจมากว่าไม่เห็นจะเผ็ดตรงไหนเลย ออกจะจืดไปซะด้วยซ้ำ เราก็เลยได้ทีเห็นช่องที่จะชี้ให้เห็นว่า นี่ไง...ความต้องการ ความชอบ หรือความสามารถในการกินเผ็ดของแต่ละคนไม่เท่ากัน แล้วถ้าคุณเป็นผู้จัดงานคุณจะทำอาหารยังไงให้ถูกปากผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคน เราจะบังคับไปเลยได้ไหมว่า โอเค คุณมาเข้าร่วมสัมมนาที่เมืองไทยที่มีอาหารรสจัด คุณก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าอาหารจะต้องรสจัดนะ เราไม่มีอาหารรสจืดๆ ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างชาติที่ทานเผ็ดไม่ได้ เพราะคุณมีกันแค่ไม่กี่คน คำตอบคือ ผู้จัดก็ทำอย่างนั้นไม่ได้จริงไหม แต่ถ้าจะทำอาหารรสจืดสำหรับผู้เข้าร่วมที่เป็นต่างชาติ คนไทย หรือคนที่ทานอาหารรสจัดได้ก็จะไม่ถูกปากอีก ถ้าคุณเป็นผู้จัด คุณจะทำอย่างไร?

 

สิ่งที่ผู้จัดทำคือ มีอาหารหลายอย่างให้เลือก มีทั้งที่รสจัด มีทั้งที่รสจืด มีทั้งที่เป็นอาหารฮาราล...นี่แสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถทำอะไรอย่างเดียว แล้วพยยาม fit สิ่งที่มีอยู่ให้เข้ากับคนทุกๆ คนได้

 

เช่นกันกับเรื่องที่เราถกเถียงกันมาอย่างที่เล่าข้างต้น ถ้าเราบอกว่าบริษัท/ธุรกิจเราคงทำทางลาดสำหรับมนุษย์ล้อไม่ได้หรอก หรือทำตู้เอทีเอ็มที่มีอักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอดไม่ได้หรอก หรือว่าทำเว็บไซต์ให้คนพิการสามารถเข้าถึงใช้ไม่ได้หรอก เหตุผลเพราะว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เล็กเกินไป ถ้าทำเราก็จะไม่คุ้มทุนกับสิ่งที่ต้องลงทุนสร้างไป แต่คนพิการสิ ต้องพยายามปรับตัวให้ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้ได้เอง มนุษย์ล้อต้องพยายามขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปตามร้านค้า คนตาบอดต้องจำเอาเองว่าต้องกดปุ่มนั้นปุ่มนี้กี่ครั้งถึงจะกดตังค์ได้ แบบนี้มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วหรือ แล้วในระยะยาว การที่ทางบริษัท/ธุรกิจกีดกันคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ออกจากธุรกิจ พวกเขาได้เสียโอกาสทางธุรกิจไปบ้างหรือไม่

 

ขอยกกรณีศึกษาของ Apple ผู้ผลิต  iPhone ในรุ่นแรกๆ ที่ยังไม่มีฟังก์ชั่นสำหรับคนพิการ ลูกค้าที่พิการแล้วอยากจะซื้อก็ซื้อไม่ได้ เพราะซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ ไม่คิดที่จะซื้อ หรือแม้แต่มีคนให้ฟรีก็ไม่เอา แต่ตั้งแต่ iPhone 3GS เป็นต้นมา ที่มีฟังก์ชั่นสำหรับคนพิการ ทำให้ iPhone พูดได้ จากวันนั้นเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มซื้อ iPhone มาใช้เป็นคนแรกของไทย มาจนถึงวันนี้ มีคนตาบอดไทยหลายสิบคนที่หันมาใช้ iPhone (ไม่นับคนตาบอดอีกทั่วโลก) และมีคนตาบอดไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังตัดสินใจจะซื้อ iPhone มาใช้ ตัวเลขเหล่านี้มันอาจดูเป็นส่วนน้อย อาจเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของจำนวนยอดขายทั้งหมด แต่นั่นก็หมายความว่า Apple มียอดขายเพิ่มขึ้น มีกลุ่มลูกค้าใหญ่ขึ้น นอกจากจะขายเครื่องได้ ยังขาย app, เพลง, หนังสือ,  accessories และสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย แล้วคนพิการเหล่านี้ก็ยังมีครอบครัวและคนรอบข้าง ที่พวกเขาสามารถสร้างผลกระทบ ทำให้บุคคลเหล่านี้มีความรู้สึกดีๆ กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพิ่มมากขึ้น เป็นตัวช่วยประชาสัมพันธ์ฟรีๆ ให้ เป็นคนช่วยขายให้โดยที่บริษัทไม่ต้องจ่ายค่า commission ด้วยซ้ำ ผลประโยชน์เหล่านี้มันอาจจะมากกว่าจำนวนรายได้จากการขายเครื่อง iPhone ที่ขายคนพิการก็ได้ และยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทก็ยังได้ภาพลักษณ์ที่ดีอีกด้วย

 

เราเชื่อว่าผลประโยชน์เหล่านี้ที่ทางบริษัท/ธุรกิจจะได้จากการเป็นบริษัท/ธุรกิจแรกๆ ที่คำนึงถึงคนกลุ่มน้อยอย่างคนพิการน่าจะพอหักลบกลบหนี้กับทุนที่ต้องลงไปในการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้บ้างหรอกนะ

 

สิ่งสำคัญคือการยอมรับและพร้อมที่จะผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายของคนในสังคม...

 

วันหนึ่งเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน ได้รับโทรศัพท์จากน้อง โยชิมิ โฮริอุจิ ถามว่า : “พี่ปอม วันศุกร์นี้ว่างไหม จะให้ช่วยมาเป็น captionist หน่อยค่ะ”

 

 

ปอม : “เอ่อ...captionist นี่มันอะไรกันเหรอน้อง...ไม่เคยได้ยินอ่ะ”

 

 

โยชิมิ : “อ๋อ ก็มาพิมพ์ caption ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นคนหูหนวก/หูตึงน่ะพี่ เราพิมพ์สิ่งที่คนอื่นพูด แล้วส่งขึ้นบนหน้าจอใหญ่ให้คนหูหนวก/หูตึงได้อ่านว่าคนอื่นเค้าพูดอะไรกัน เค้าจะได้ตามทันและไม่ถูกแบ่งแยกออกจากการประชุมน่ะ”

 

 

จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้...ได้ไปทำหน้าที่เป็น captionist มาแล้ว 3 ครั้ง ตอนแรกๆ ก็รู้สึกว่า “เออ ดีนะ เราเป็นคนตาบอด แต่หูได้ยิน เราก็สามารถพิมพ์สิ่งที่เราได้ยินให้เพื่อนคนที่หูไม่ได้ยินอ่านได้” แต่ก็ยังไม่รู้สึก “touch” มากเท่ากับครั้งล่าสุดที่ได้ไปทำหน้าที่เป็น captionist อีกครั้งให้กับเพื่อนหูตึงคนหนึ่งในงานฝึกอบรมการตั้งศูนย์ข้อมูลแลกเปลี่ยนข่าวสารของคนพิการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค  APCD Empowerment Cafe ที่จัดโดย Asia-Pacific Development Center on Disability (APCD) (ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิค) สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเป็นพิเศษกับการเป็น captionist ในครั้งนี้ คือ การที่เพื่อนหูตึงที่ได้อ่านข้อความที่เราพิมพ์ให้เค้า สามารถหัวเราะไปพร้อมๆ กับผู้เข้าร่วมอบรมคนอื่นๆ ได้ (ถึงจะเป็นแค่ครั้งเดียว เราก็รู้สึกว่าประสบความสำเร็จไงไม่รู้ค่ะ...) ถึงคนตาบอดกับคนหูตึง/หูหนวกจะสื่อสารกันลำบากอยู่สักหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเราจะหัวเราะในเรื่องเดียวกันไม่ได้...

 

 

อีกตัวอย่างหนึ่งของความ “แตกต่าง” แต่ไม่ “แปลกแยก” คือมีอยู่วันหนึ่งช่วงพักกลางวัน เรากับโยชิมิที่เป็นคนตาบอดด้วยกันทั้งคู่ เดินไปที่ห้องอาหารเพื่อรับประทานอาหารกลางวันกัน ปกติเราจะมีสต๊าฟของ APCD ที่มองเห็นพาไปและคอยอำนวยความสะดวกให้ แต่บังเอิญวันนั้นทุกคนกำลังยุ่งอยู่ เราก็เลยไปกันเอง 2 คน แต่พอไปถึงที่ห้องอาหาร พวกเราก็ไม่ต้องลำบากกันเลย เพราะผู้เข้าอบรมที่เป็นคนนั่งรถเข็น เป็นคนเข็นรถไปเอาอาหารมาให้ พร้อมเสิร์ฟน้ำชาและน้ำให้เรียบร้อย...

 

 

ทำให้นึกย้อนไปถึงประสบการณ์หลายครั้งของเราที่มีโอกาสได้พบปะผู้คนที่มีความ “แตกต่าง” ไปจากเรา แต่ก็สามารถช่วยเหลือเกื้อกูล และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข นึกถึงตอนไปประชุมที่ UNESCAP แล้วเราไปช่วยเข็นรถให้พี่ที่นั่งรถเข็น เพราะว่ารถเข็นของเค้าเป็นแบบใช้แรงตัวเองเข็น ไม่ใช่รถเข็นไฟฟ้า และจะเข็นยากมากบนพื้นพรม เราก็ช่วยออกแรงเข็นให้เค้า เค้าก็คอยเป็นตาคอยบอกทางให้เราเข็นไปซ้ายมั่ง ขวามั่ง...คน 2 คนที่มีความแตกต่างทางกายภาพ สุดท้ายก็สามารถพากันไปจนถึงที่หมายได้ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกัน...

 

 

อีกกิจกรรมล่าสุดที่พึ่งจัดไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา คือกิจกรรม การอบรมอาสาสมัครเพื่อผลิตหนังสือเสียง โดยกลุ่ม We2Blind ในงานนี้ตัวเราเองและน้องเก๋ @touchkay ก็ได้มีโอกาสไปแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะที่เป็นคนตาบอดที่ฟังหนังสือเสียงให้แก่อาสาสมัครผู้เข้าอบรมได้ฟังกัน (สำหรับรายละเอียดของกิจกรรมในวันนั้น ไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่ บล๊อกของน้องเก๋ กันเลยค่ะ) งานนี้ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะตาบอดหรือตาดีเราก็อยู่ร่วมกันได้ ทำงานร่วมกันได้ อาสาสมัครที่เป็นคนตามองเห็น ก็สามารถเป็นตาอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟังได้ ส่วนคนตาบอดก็สามารถแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองให้อาสาสมัครฟังได้เช่นเดียวกัน

 

 

ประสบการณ์ตัวอย่างที่เล่ามานี้ ถึงมันจะเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่ง ใน timeline ชีวิตของเรา แต่มันมีค่าแก่การจดจำ มันเป็นบทเรียนที่สอนให้เราเรียนรู้ว่า “ไม่ว่าคนเราจะมีความ “แตกต่าง” กันอย่างไร ถ้าเพียงเราพร้อมที่จะเปิดใจ เข้าใจ และยอมรับความ “แตกต่าง” ของกันและกัน เราก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ “แปลกแยก” ต่อกัน