braille

Accessibility in Macau

posted on 13 Sep 2010 11:52 by nupomme in Accessibility

สวัสดีค่ะ...วันนี้แวะมาอีกแล้ว...พอดี tweet เรื่องไปเที่ยวมาเก๊า tweet ไปๆ มาๆ ก็เลยรู้สึกว่าเอามาเขียนลงบล๊อกไว้ดีกว่า เผื่อใครผ่านไปผ่านมาได้อ่าน ดีกว่าจะหายไปกับสายลมของ timeline ใน twitter…

 

ก็ตามเคยนะคะ คือไม่มีรูปให้ดูอ่ะค่ะ แหะๆ แต่คิดว่าคงหารูปมาเก๊าสวยๆ ดูได้จากที่อื่นไม่ยากเนอะคะ (อิๆ ข้อแก้ตัวมั๊ยเนี่ย...)

 

Anyway, ขอเล่าถึงมาเก๊าจากมุมมองของคนตาบอดแล้วกันค่ะ วันนี้จะมาเขียนเรื่องสาธารณูปโภคที่ได้ไปสัมผัสแบบผิวๆ มานิดหน่อยค่ะ

 

ทุกคนที่จะไป หรือไปเที่ยวมาเก๊ากันแล้ว ก็คงรู้ว่าที่ที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ พลาดไม่ได้เลยก็คือ จตุรัสเซนาร์โด้ ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ

 

เราก็ได้ไปฝากรอยเท้าเอาไว้เรียบร้อย อิๆ...ระหว่างเดินเที่ยวย่านจตุรัสเซนาโด้และบริเวณรอบๆ เช่น โบสถ์ St Paul และพิพิธภัณฑ์มาเก๊า  เราก็พยายามสังเกตว่ามีเบรลล์บล๊อกเหมือนบ้านเราไหม แต่ไม่ยักกะมีแฮะ...แต่ทางเท้าเค้าค่อนข้างเรียบ ไม่มีของวางขายบนทางเท้าเหมือนบ้านเรา (หรือว่าเพราะฝนตกก็ไม่รู้เหมือนกัน)

 

ส่วนรถเมล์บางสาย(ที่ได้ขึ้น)มีเสียงพูดบอกป้ายถัดไป (ก็สะดวกดีสำหรับคนตาบอด) แล้วก็มีตัววิ่ง(สำหรับคนหูหนวก) แต่บันไดเยอะ ไม่รู้ถ้ามนุษย์ล้อจะขึ้นจะทำไง คิดถึงรถเมล์บ้านเราที่กำลังจะพยายามออกมาเพิ่มอีก 4 พัน คัน นี่นอกจากจะเป็นชานต่ำ (แบบที่จะให้มนุษย์ล้อขึ้นได้) ก็น่าจะมีเสียงบอกสถานี และตัววิ่งกำกับด้วยเหมือนกัน

 

แต่สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากพวกอุปกรณ์ประกอบอำนวยความสะดวกพวกนี้ สิ่งที่รถเมล์ไทยควรปรับปรุงให้ได้ คือการจอดรถเข้าป้าย สังเกตที่มาเก๊าเค้าจะไม่เปิดประตูรถนอกป้ายรถเมล์ แล้วอย่างป้ายที่จตุรัส ที่เป็นป้ายค่อนข้างใหญ่ ดูเหมือนว่ารถเมล์แต่ละสายจะมีที่จอดเฉพาะของตัวเองด้วย คนที่จะขึ้นก็ไปยืนตามที่ของสายที่ตนจะขึ้น ไม่ใช่ต้องไปวิ่งไล่ตามรถเมล์กันบนถนน

 

ส่วนโรงแรมที่พวกเราไปพักกัน (The Venetian) ลิฟต์มีเสียง แต่เสียงเบาไปหน่อย ฟังเสียงแล้วเหมือนพูดมาจากที่ไกลๆบนหัวเรา คล้ายๆ เสียงกระซิบจากสวรรค์เวลาดูหนัง (รู้สึกจะจินตนาการมากไปมั๊ย แต่รู้สึกงั๊นอ่ะ) ต้องคอยเงี่ยหูฟัง ถ้าคนเยอะก็ไม่ได้ยินเลย ส่วนปุ่มสำหรับกดมีอักษรเบรลล์กำกับ แต่รู้สึกว่าถูกย่อส่วนให้ช่องไฟค่อนข้างเล็กคล้ายอักษรเบรลล์ญี่ปุ่นที่จะมีขนาดช่องไฟเล็กกว่าอักษรเบรลล์ที่ใช้กันทั่วๆ ไป เพื่อย่อขนาดหนังสืออักษรเบรลล์ให้มีขนาดกะทัดรัดขึ้น (ก็ญี่ปุ่นอ่ะนะ ทุกอย่างต้องเล็กกะทัดรัด)

 

ทีนี้มาถึงป้ายบอกเลขห้องพักของ The Venetian เค้าก็มีอักษรเบรลล์ให้จับได้ว่าถึงห้องเลขอะไรแล้ว (ว่าจะขอให้พี่ถ่ายรูปป้ายให้เพื่อเอามาอัพบล๊อกก็ลืมจนได้สิน่า...)  ตัวเลขอักษรเบรลล์จะอยู่ต้ายตัวเลขห้องที่เป็นตัวอักษรปกติบนป้ายแผ่นเดียวกัน ถ้าคนตาบอดไปพักที่โรงแรมก็น่าจะหาห้องได้ไม่ลำบากจนเกินไป

 

เดี๋ยวนี้ลิฟต์ในอาคารหลายๆ แห่งก็เริ่มมีอักษรเบรลล์และเสียงพูดบอกชั้นกันแล้ว ถ้าโรงแรมหรืออาคารอื่นๆ สามารถทำได้แบบนี้ เวลาที่มีการประชุมของคนตาบอด ทางผู้จัดคงไม่ต้องมานั่งทำงานเพิ่ม โดยการพิมพ์อักษรเบรลล์บอกเลขชั้น (เพื่อไปติดตามปุ่มลิฟต์) หรือเลขห้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนตาบอดผู้เข้าร่วมงานกันอีก บางครั้งคนตาบอดบางคนที่อ่านตัวหนังสือปกติออกก็ต้องใช้วิธีคลำตัวเลขอารบิกหน้าห้องพัก แต่คนตาบอดที่ไม่เคยมองเห็น หรือเรียนตัวหนังสือปกติมาเลยก็หมดสิทธิ์กับวิธีนี้ ต้องพึ่งให้คนตามองเห็นหาห้องพักให้อย่างเดียว

 

อ้าว...แหะๆ...ลืมตัวบ่นไปซะแล้วค่ะ เอาเป็นว่าเล่าเรื่องสาธารณูปโภคแบบผิวๆ ที่ได้ไปสัมผัสมาจบแล้ว ขอจบเอนทรี่เลยแล้วกันค่ะ...

นายแน่มาก RoboBraille!

posted on 08 Jun 2009 05:03 by nupomme in Accessibility

ช่วงนี้เวลาเข้า dashboard ในแต่ละวันจะต้องเห็นบุคคลใน favourite list อัพเอนทรี่กันเป็นแถวๆ ตามไปอ่านกันไม่ทันเลย ฮือๆ อยากอ่านนะ แต่เวลาไม่อำนวยอ่ะ

 

Anyway, ถึงจะไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม June Write เหมือนคนอื่นๆ เขา เราก็ขออัพเอนทรี่ซะหน่อย กันบล๊อกร้าง อิๆ 

 

วันนี้จะมาอวดเทคโนโลยีเจ๋งๆ ค่ะ (ไม่รู้คนอื่นจะว่าเจ๋งรึป่าว แต่ส่วนตัวข้าพเจ้ารู้สึกงั๊นนะ) เทคโนโลยีที่ว่านี้คือเจ้าหุ่นยนต์จากประเทศเดนมาร์กที่ทำหน้าที่เป็นตาแทนคนตาบอดทั่วโลกค่ะ 

 

มันมีชื่อว่า RoboBraille เป็นตัวหุ่นยนต์ที่มีหน้าที่แปลงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ประเภท .doc, .pdf, .txt, .html ให้เป็นไฟล์อักษรเบรลล์ เจ้าหุ่นยนต์สามารถแปลงได้หลายภาษา ตั้งแต่เดนนิช, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อิตาเลี่ยน, กรีก, โปรตุกีส และ ลิททูเนี่ยน หรือจะให้แปลงเป็นไฟล์เสียง (ที่มีให้เลือกได้ว่าจะเอา British หรือ American accent)  

 

สิ่งที่คนตาบอดจะต้องทำก็เพียงแค่ส่งไฟล์แนบไปในอีเมลถึงเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ จากนั้นเจ้าหุ่นยนต์ก็จะทำหน้าที่แปลงไฟล์แล้วส่งกลับมาให้เราภายในเวลาไม่กี่นาที (แต่บางทีก็ดีเลย์เหมือนกัน) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของไฟล์เอกสาร และจำนวนเอกสารที่ต่อคิว เท่านี้เราก็ว่าเจ๋งแล้วนะ สำหรับคนตาบอดทั่วๆ ไป เพราะว่าโปรแกรมแปลงอักษรเบรลล์มันแพง คนตาบอดส่วนใหญ่ไม่มีกะตังค์จะซื้อมาใช้เองที่บ้านหรอก

 

 

แต่ที่เราว่าเจ๋งมากขึ้นไปอีกก็คือ...เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ยังสามารถแปลงเอกสารที่เซฟไว้เป็นรูปภาพ เช่น .jpg และ .gif ให้คนตาบอดสามารถอ่านได้อีกด้วย!  

 

ต้องขออธิบายก่อนว่าธรรมดาโปรแกรมอ่านจอภาพอย่างนาย JAWS ที่เราชอบพูดถึงบ่อยๆ นั้น (รวมถึงโปรแกรมอ่านจอภาพตัวอื่นๆ อย่าง ตาทิพย์ ก็ด้วย) ไม่สามารถอ่านไฟล์รูปภาพได้ค่ะ แม้แต่ไฟล์ .pdf ที่ไม่ได้ใส่ tag ให้ ถ้าเจ้า JAWS คนเก่งของคนตาบอดไปเจอเข้าล่ะก็...ใบ้รับประทานค่ะ...อึ้ง...อ่านไม่ออก...ได้แต่พูดว่า “blank” (ว่างเปล่า) ให้ฟัง  แล้วพวกเราคนตาบอดก็จะเซ็งมาก ก็รู้ทั้งรู้น่ะว่าเอกสารที่ฉันเปิดขึ้นมาเนี่ยมันมีตัวอักษรนะ มันไม่ได้ว่างเปล่าซะหน่อย แต่เจ้าเพื่อนยากมันอ่านให้เราไม่ได้...ฮือๆๆ...เซ็ง...กดลบไฟล์ไปซะเลย เก็บไว้ก็รกเครื่องเปล่าๆ

 

 

แต่...นาย RoboBraille เค้าว่าเค้าช่วยได้ค่ะ ตอนนี้ยังไม่ได้ลอง เพราะไม่มีไฟล์เอกสารจำพวก .jpg หรือ .gif อยู่ในเครื่อง (ก็มันไม่ถูกกับเราน่ะ)  อย่างไรก็ดี จากที่เราได้ทดสอบความสามารถด้วยการส่งไฟล์ไปให้เค้าอ่านให้ฟังแล้ว เราค่อนข้างมั่นใจว่าพี่ RoboBraille ของเราไม่ได้โม้แน่นอน แถมพี่แกยังมีรางวัลหลายรางวัลเป็นประกันอีกนี่นา เช่น รางวัลจาก European Commission - E-inclusion Award ที่นาย RoboBraille ของเราสามารถทำหน้าที่ลดช่องว่างการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ และส่งเสริมสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (อืม...แปลไม่ค่อยตรงแฮะ “inclusive information society” น่ะค่ะ)

 

 

เอ้า! ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากทดสอบล่ะก็ ลองหาไฟล์เอกสารภาษาอังกฤษส่งไปให้พี่เค้าอ่านให้ฟังได้เลยนะคะที่:
  1. britspeech@robobraille.org (ในกรณีที่คุณอยากได้สำเนียงผู้ดีอังกฤษ)
  2. usspeech@robobraille.org (สำหรับคนที่อยากได้สำเนียงอเมริกันค่ะ)
 

 

อ้อ! นอกจากนั้นเรายังสามารถกำหนดความเร็วให้เค้าได้ด้วยนะคะ ถ้าใครกลัวว่าจะฟังไม่ทัน จะเอาสปีดต่ำๆ ก่อนก็ได้ค่ะ โดยใส่เครื่องหมายลบ 3 อัน (---) ไว้ในช่อง subject ค่ะ ถ้าอยากได้สปีดสูงสุดก็ใส่เครื่องหมายบวก 3 อันค่ะ (+++) หรือจะใส่เครื่องหมายลบ หรือบวก 1 หรือ 2 อันก็ได้ค่ะ ความเร็วก็จะอยู่ระหว่างกลางๆ น่ะค่ะ แต่ถ้าไม่ใส่อะไรเลย เค้าก็จะอ่านมาให้ในสปีดมาตรฐานของเค้าค่ะ (ต้องบอกไว้ก่อนนะคะว่าเสียงที่อ่านเป็นเสียงสังเคราะห์ ไม่ใช่เสียงคนจริงๆ เพราะฉะนั้นอาจฟังยากนิดนึง สำหรับคนที่ยังไม่ชินค่ะ แต่ได้เท่านี้คนตาบอดเราก็ดีใจมากแล้วค่ะ)

 

 

สุดท้ายลองมาชมVDO ทำความรู้จักกับนาย RoboBraille กันมากขึ้นหน่อยค่ะ

 

Enjoy Shopping

posted on 05 May 2009 16:30 by nupomme in England

เดี๋ยวนี้ไม่ต้องออกจากบ้านก็เสียตังค์ได้...

 

ที่อังกฤษนี่มีองค์กรคนตาบอดใหญ่ยักษ์อยู่แห่งหนึ่งชื่อ Royal National Institute of the Blind (RNIB) ที่พวกเราคนตาบอดไทยได้อาศัยใช้บริการสั่งหนังสือ ยืมหนังสือ สั่งซื้อของจุกจิกจิปาถะกันอยู่เนืองๆ ล่าสุดเรากับน้องลูกเกดก็ enjoy shopping กันสุดๆ

 

มันเริ่มจากที่เราอยากจะสั่งหนังสืออ่านเล่นเล่มหนึ่ง ซึ่งมีขายเป็นอักษรเบรลล์ในราคาเท่ากับหนังสือปกติทั่วไป (ธรรมดาหนังสืออักษรเบรลล์ที่เราสั่งทำเองในไทยจะมีราคาแพงกว่าหนังสือเล่มจริงมาก) ก็เลยว่าจะสั่ง แต่รู้ดีว่าเราคงไม่มีเวลาอ่านได้ในช่วงนี้ เลยถามลูกเกดว่าพี่โอนตังค์ให้สั่งให้ได้ไหม จะได้ให้เค้าส่งไปบ้านน้อง แล้วให้น้อง (ผู้ซึ่งเราคิดว่ามีเวลาอ่านมากกว่าเรา) อ่านก่อน แล้วช่วยส่งหนังสือนั้นกลับไทยให้เรา ซึ่งเราก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากลูกเกด 

 

ทีนี้จากการสั่งหนังสือหนึ่งเล่ม รายการสั่งของมันก็งอกออกมาอีก เมื่อน้องเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ที่ RNIB เค้ามีนาฬิกาที่เป็นทั้งอักษรเบรลล์ให้เปิดฝาเอานิ้วอ่านเวลาได้ และสามารถกดให้มันพูดบอกเวลา (เป็นเสียงภาษาอังกฤษ) ได้อีกด้วย ขายในราคา...ถ้าคูณเป็นเงินไทยตอนนี้ก็แค่ประมาณ 1,500 บาท เท่านั้นเอง เราก็เลยแวะเข้าเว็บไซต์ของเค้าไปดูรายละเอียดซะหน่อย แต่สุดท้ายยังไม่ตัดสินใจสั่ง เพราะกะว่าจะให้คนมองเห็นช่วยดูให้ก่อนว่าสวยไหม (เชิญคลิกไปดูหน้าตาของนาฬิกาได้ ที่นี่เลยค่ะ)  

 

แต่แทนที่จะได้นาฬิกา เรากลับไปได้อย่างอื่นมาแทน คือพวกเราคนตาบอดนี่ก็ไม่ต่างจากคนมองเห็นนะคะ ที่เวลามองเห็นเจ้าตัวอักษรสีแดงตัวโตๆ สี่ตัว แปะอยู่หน้าร้านแล้วนี่อาการอยากได้ของก็พุ่งขึ้นมาทันที สำหรับพวกเราแค่ได้ยินคำว่า “Sale” บนเว็บเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีสีแดงมาเป็นตัวกระตุ้น เท่านี้ก็เรียบร้อยโรงเรียน RNIB ซะแล้วค่ะ 

 

สรุปว่าพวกเราได้ organiser เบรลล์ มากันคนละเล่ม เราไม่เคยเห็นเหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่น้องลูกเกดที่เคยได้เป็นของขวัญจากเพื่อนบอกว่าดี เราก็เลยลองสั่งมาดู แหม...ลดตั้ง 50% แน่ะ

 

นอกจากนั้นก็ยังได้กระดาษไว้สำหรับเขียนอักษรเบรลล์ที่จะเอามาใช้เป็นไส้เติมใน organizer ของพวกเรากันอีกคนละชุด พร้อมด้วย slate ที่ไม่ว่าพวกเราจะพยายามอ่านคำอธิบายบนเว็บกันสักเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าไอ้เจ้า slate อันนี้ที่เค้าโฆษณาสรรพคุณว่าสามารถเขียนจากซ้ายไปขวาได้เหมือนเวลาที่คนทั่วไปเขียนตัวหนังสือปกติ (ธรรมดาการเขียนอักษรเบรลล์จะเขียนจากขวาไปซ้ายค่ะ) แล้วก็ไม่ต้องพลิกกระดาษกลับหน้ามาอ่าน เพราะว่าเบรลล์ที่เขียนจะนูนขึ้นมาได้เลย เรากับลูกเกดอ่านกันยังไง๊ยังไงก็นึกไม่ออก จึงตัดสินใจกันว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ เพราะฉะนั้นก็สั่งกันอีกคนละชุด 

 

วิธีการสั่งก็ไม่ยากเลยค่ะ จะสั่งออนไลน์บนหน้าเว็บก็ได้ (แต่เราเคยทำเมื่อหลายปีก่อนไม่สำเร็จ) เลยใช้วิธีโทร.ไปสั่งแทน เท่านี้ก็เรียบร้อย รอรับของที่จะส่งมาทางไปรษณีย์ได้เลย ที่นี่นอกจากหนังสือของคนตาบอดที่ส่งฟรีแล้ว อุปกรณ์อื่นๆ ของคนตาบอดก็ส่งฟรีเหมือนกันค่ะ แถมมีบริการบุรุษไปรษณีย์มารับของถึงที่ด้วยสำหรับคนตาบอดที่ต้องการส่งของ แต่อาจไม่สะดวกหอบของพะรุงพะรังเดินไปไปรษณีย์เอง (กะว่าจะลองใช้บริการดูตอนที่ต้องส่งหนังสือกลับไทย ไม่รู้ว่าจะเป็นไงเหมือนกัน เอาไว้ได้ใช้บริการแล้วจะมาเขียนเล่าค่ะ) 

 

......ผ่านไปสามวันของที่สั่งก็มาถึงหน้าประตูบ้านเรียบร้อย (ตอนแรกกะว่าจะเอารูปบนเว็บมาให้ดูหน้าตาของที่สั่ง แต่หาลิงค์หน้าของ Braille pocket organiser ไม่เจออ่ะ) เอาเป็นว่าขออธิบายแทนละกันค่ะ......  

 

Braille pocket organizer ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่เอาแฟ้มห่วงอันเล็กๆ มาใส่กระดาษเปล่า เพื่อเอาไว้เขียนนัดหมายหรือโน๊ตอะไรเล็กๆ น้อยๆ ลงไป แต่ที่ทำให้พิเศษหน่อยก็คือมีปฏิทินเบรลล์ให้ด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นเราสามารถเขียนโน๊ตวันนัดหมายแล้วไปสอดไว้หลังปฏิทินเดือนนั้นๆ ได้ และเพราะมีขนาดเล็ก จึงสามารถพกพาใส่กระเป๋าถือไปไหนมาไหนด้วยได้อย่างสะดวกสบาย

 

ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คลิกไปดูรูป

braille king pocket frame ได้เลยค่ะ เราชอบแพ๊คเกจจิ้งมาก เล็กกะทัดรัดน่ารักดี

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่ชอบการสั่งของกับ RNIB ก็คือ ได้ของมาตั้งเกือบเดือนแน่ะค่ะกว่าเค้าจะเก็บตังค์ แหะๆ เราเลือกที่จะจ่ายแบบ direct debit คือให้เค้าตัดเงินจากบัตร debit ของเรา ธรรมดานี่ถ้าเป็น debit card ทางร้านจะตัดเงินในบัญชีทันที หรือไม่ก็วันสองวันหลังจากนั้น แต่ของ RNIB นี่เหมือนกับให้เครดิตกลายๆ เลย

 

ตอนนี้เวลาเครียดๆ เรากับลูกเกดก็ยังแวะเข้าเว็บ RNIB กันอยู่เรื่อยๆ แหะๆ ล่าสุดพึ่งสั่งรายงานวิจัยของ RNIB ไป (อันนี้เพื่อการศึกษาค่ะ)