charity

ถ้าเพื่อนๆ ได้อ่านเอนทรี่เก่าๆ ของเราก็คงจะค่อนข้างคุ้นเคยกับชื่อของโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพกันพอสมควรแล้ว บางคนอาจจะนึกว่าในเมืองไทยคงมีโรงเรียนสอนคนตาบอดอยู่แห่งเดียวหรือเปล่า ความจริงแล้วประเทศไทยเรานี่มีโรงเรียนสอนคนตาบอดอยู่ทั้งหมด 12 แห่ง จากทั้งหมด 12 แห่งนี้ มีแค่ 2 โรงเรียนเท่านั้นที่เป็นของรัฐบาล นอกนั้นเป็นของเอกชนหมด โรงเรียนประเภทนี้จะได้รับการจัดให้อยู่ในประเภทของโรงเรียนที่เรียกว่า "โรงเรียนเอกชนการกุศล" ค่ะ นั่นคือมีมูลนิธิต่างๆ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเป็นคนคอยจัดการดูแลและบริหารโรงเรียน และเนื่องจากเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศล จึงไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนใดๆ ทั้งสิ้น รายได้ส่วนใหญ่ของโรงเรียนที่นำมาใช้ในการจัดการดำเนินการภายในโรงเรียนจึงมาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาค่ะ

 

สำหรับวันนี้เราจะขอพูดถึงโรงเรียนสอนคนตาบอดเอกชน1 ใน 10 แห่ง โรงเรียนที่เราหมายถึงคือโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดขอนแก่นค่ะ โรงเรียนนี้อยู่ภายใต้การบริหารงานของ มูลนิธิธรรมมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทยฯ ซึ่งมีโรงเรียนสอนคนตาบอดอยู่ในความดูแลมากที่สุดในประเทศ รวมทั้งสิ้น 7 โรงเรียน

 

โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดขอนแก่นนี้เป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งแรกในภาคอีสาน ที่โรงเรียนแห่งนี้จะรับนักเรียนตาบอดทั้งหญิงและชายตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 เพื่อเข้ามาเตรียมความพร้อมต่างๆ เช่น การอ่านเขียนอักษรเบรลล์, การฝึกดูแลตัวเอง, การใช้พิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ และทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับคนตาบอด ก่อนที่จะส่งน้องๆ ออกไปเรียนร่วมกับเพื่อนๆ สายตาปกติตั้งแต่ชั้นประถมต้น ในโรงเรียนปกติที่ยอมรับนักเรียนตาบอดเข้าเรียน

 

เนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้ (และโรงเรียนตาบอดที่อื่นๆ) รับนักเรียนตาบอดที่มาจากจังหวัดต่างๆ นอกเหนือจากจังหวัดที่โรงเรียนตั้งอยู่ ดังนั้นโรงเรียนจึงต้องจัดหอพักให้กับน้องๆ เพื่อพักอยู่ในช่วงเปิดภาคเรียนด้วย นั่นก็หมายความว่าโรงเรียนจะต้องดูแลน้องๆ นอกเหนือจากเรื่องทางวิชาการ ซึ่งก็รวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงหลังโรงเรียนเลิกและช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย (น้องๆ ส่วนใหญ่กลับบ้านเทอมละครั้งค่ะ) ทางโรงเรียนจึงมีค่าใช้จ่ายรายหัวต่อนักเรียนค่อนข้างสูงกว่าโรงเรียนอื่นๆ ที่ไม่มีหอพัก หนึ่งในค่าใช้จ่ายเหล่านั้นก็คือค่าอาหาร 3 มื้อ ของน้องๆ ค่ะ

 

เพราะฉะนั้นทางโรงเรียนจึงได้จัดทำโครงการ "น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มใจ" ขึ้น เพื่อหารายได้มาเป็นค่าอาหารให้น้องๆ ค่ะ วันนี้เราเลยอยากจะเชิญชวนเพื่อนๆ มาร่วมทำบุญกันนะคะ ดูรายละเอียดโครงการด้านล่างนะคะ

 

ป.ล. ขอขอบคุณ เชน ที่ช่วยแปลงไฟล์ให้ค่ะ 

 

 

 

ข่าวเกี่ยวกับการอ่านหนังสือเสียงบริจาคอีกข่าวค่ะ

เรืออากาศโท อภินันทน์ สุมนะเศรณี กล่าวว่า โครงการหนังสือเสียงพรจากฟ้า เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำเพื่อให้ประชาชนบันทึกเสียงอ่านพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาท

บันทึกลงแผ่นซีดีและจัดมอบให้แก่ผู้พิการทางสายตา ผู้ไม่รู้หนังสือ ตลอดจนผู้สูงอายุและเด็กเล็กให้สามารถนำไปฟังได้ ซึ่งจะเป็นสื่อกลางและเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมเผยแพร่พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาท

อันจะนำไปปฏิบัติและดำรงชีวิตด้วยความเป็นอยู่พอเพียง มีความสมานฉันท์ซึ่งกันและกัน และดำรงไว้ซึ่งความมีจริยธรรม

สุนัที อิศวพรชัย ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายสื่อสารวิสาหกิจและประชาสัมพันธ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า คนที่มีความผิดปกติทางสายตาในประเทศไทยมีทั้งหมด

๒ ล้านคน ยังต้องการหนังสือเสียงอีกจำนวนมากที่จะบริจาคให้ทั่วประเทศ โดยจะมอบผ่านฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ แล้วจะส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทย ในช่วงเดือนธันวาคม

๒๕๕๐ นี้

สำหรับโครงการหนังสือเสียงพรจากฟ้า จะกำหนดเปิดโครงการในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ โดยได้รับพระกรุณาจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดโครงการ

Living Gallery ๑ ชั้น ๓ ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยทรงบันทึกพระสุรเสียงอ่านพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงบนแผ่นซีดี หลังจากนั้น

บริษัทฯ จะทำการติดตั้งห้องบันทึกเสียงดังกล่าวหมุนเวียนไปยังชุมชนหลักๆ ทั่วทุกภาค ได้แก่ สำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ ศูนย์การค้าสยามพารากอน สถานีรถไฟหัวลำโพง

สถานีขนส่งหมอชิต สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลแอร์พอร์ตเชียงใหม่ เซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต เดอะมอลล์โคราช บิ๊กซีขอนแก่น

(แนวหน้าออนไลน์ ๒๔ กย. ๒๕๕๐ )

สีรุ้งในโลกมืด

posted on 06 Aug 2007 16:01 by nupomme in News

ช่วยน้องประชาสัมพันธ์ค่ะ...

หากใครเคยมอบเวลาส่วนตัวให้กับการทำกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์ ไม่ว่าที่ไหน รูปแบบใด ก็คงอิ่มใจไม่ต่างกัน และเมื่อลองได้ลงมือทำสิ่งนั้นๆ แล้ว จะให้ถอนตัวออกมาง่ายๆ

ก็ไม่ใช่วิสัยของผู้มีใจสาธารณะ เช่นเดียวกับ ภิญากร มงคลสัพกิจ หรือ บอล ประธานกลุ่มกังหันสีรุ้ง ที่บอกว่า ความรู้สึกที่ได้ช่วยเหลือใครสักคนนั้น บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้จริงๆ

"เป็นความรู้สึกที่ประเมินคุณค่าไม่ได้ แต่มันทำให้หัวใจเราพองโตน่ะ พูดไม่ถูก มันมีความสุข" บอล เล่าว่า กลุ่มกังหันสีรุ้ง อาสาสมัครเพื่อผู้ด้อยโอกาส เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่เกิดจากการรวมตัวกันของอาสาสมัครผู้มีความพิการหลากหลายกลุ่ม

ทั้งนักศึกษา นักวิชาการ ข้าราชการ ฯลฯ โดยมีความคิดเพียงแค่ว่า อยากจะคืนสิ่งดีๆ ที่เคยได้รับให้กับสังคม "ผมเคยได้รับโอกาสมาก่อน ตอนเด็กๆ โชคดีที่ได้เรียนหนังสือ

พอโตมาผมเอาตัวรอดได้ ผมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ก็เลยคิดว่าอยากลองทำอะไรเพื่อคืนสิ่งที่สังคมเคยให้ผม เพราะผมไม่อยากเป็นผู้รับอยู่ฝ่ายเดียว" จุดประกายแรกที่เป็นเหมือนความทรงจำฝังใจก็คือคำพูดดีๆ

ของพี่ๆ อาสาสมัครที่เคยมาสอนเขาในโรงเรียน "พี่เขาบอกว่า รู้สึกดี ผมก็อยากรู้สึกดีอย่างนั้นบ้าง อีกอย่างผมไม่อยากให้สังคมมองว่าคนพิการไร้ค่า เราจึงเริ่มจากอาสาสมัครคนพิการเพื่อคนพิการก่อน

อย่างผมเองก็พิการทางสายตา แม้จะมองเห็นบ้างแต่ก็เลือนลาง ผมเริ่มทำกลุ่มเมื่อประมาณปี ๒๕๔๔ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีสถานที่รวมกลุ่มแน่นอน เพราะไม่มีงบ เวลาประชุมก็จะตระเวนไปคุยกันตามมหาวิทยาลัย

หรือโรงเรียนสอนคนตาบอด"

ข้อดีที่คนพิการอาสามาเป็นผู้ช่วยเหลือคนพิการด้วยกันเองก็คือ ความเข้าใจ ประธานกลุ่มอธิบายว่า ด้วยความที่คนพิการจะทราบถึงความต้องการของตัวเอง ดังนั้นเมื่อต้องไปช่วยเหลือผู้พิการ

หรือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ก็มักจะเข้าใจความรู้สึกของพวกเขามากกว่าใคร "กิจกรรมของเราส่วนใหญ่จะเน้นที่ตัวของผู้พิการ โดยการออกไปอธิบายความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคม

คือไปพูด ไปบรรยายตามสถานศึกษา มหาวิทยาลัย สถานสงเคราะห์ หรือองค์กรเอกชนและรัฐบาล ไปบอกเล่าประสบการณ์ สร้างความเข้าใจ แนะนำวิธีการที่คนทั่วไปจะเข้าหาเรา

หรือปฏิบัติตัวต่อผู้พิการ โดยมากแล้วจะเป็นการทำความเข้าใจกับสังคม" มากกว่านั้นคือการสอนวิธีการสื่อสาร เช่น การใช้ภาษามือ หรือการอ่านอักษรเบรลล์ บอลบอกว่า

ผู้พิการทางสายตาที่เขียนหนังสือไม่ได้ ก็จะมีความสามารถด้านอื่นๆ อย่างการเล่นดนตรี การจัดกิจกรรม เล่านิทาน หรือเล่นเกม ซึ่งต่างๆ เหล่านี้มีส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างให้เกิดรอยยิ้มได้ในสังคม

"ตอนแรกๆ เราเป็นกังวลว่าทำกิจกรรมไปน้องๆ จะสนุกไหม เขาจะให้ความร่วมมือกับเราหรือเปล่า กังวลมาก แต่พอทำจริงๆ แล้ว เขาสนุก เขาเล่นกับเรา เราก็ดีใจ บางครั้งก็จะกลับไปที่โรงเรียนเก่าของเรา

คือที่โรงเรียนสอนคนตาบอด กรุงเทพฯ ไปเล่านิทาน เล่นดนตรี เล่นเกม หรืออย่างปีใหม่ก็ไปเล่านิทานให้เด็กๆ ในชุมชนแออัดวัดดวงแขฟัง ผมว่ามันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง"

หากมีเวลาว่างพวกเขาก็จะรวมตัวกันพาน้องๆ ผู้พิการ หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมไปเที่ยว ครั้งแรกเลยไปสวนสนุกดรีมเวิลด์ ทั้งที่ตอนแรกไม่มั่นใจแต่พอทำไปแล้วผลตอบรับดีมาก

เลยกลายเป็นความมั่นใจที่จะดำเนินการต่อ

"ในโลกของคนพิการ ทุกคนเคยโดนดูถูก แต่สิ่งที่จะทำให้พวกเราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างภาคภูมิก็คือ การรู้จักและเข้าใจตัวเอง ถ้าเรารู้จักตัวเองดีเราจะไม่โกรธเขา

เพราะเขาไม่รู้จักเรา แต่ถ้าขนาดเรายังไม่รู้จักตัวเองเลยนั้น มันก็แย่"

ตอนนี้กลุ่มกังหันสีรุ้งมีสมาชิกทั้งที่เป็นผู้พิการและอาสาสมัครปกติ รวมแล้วเกือบ ๒๐๐ ชีวิต บอลบอกว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่เป็นน้องๆ นักศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีต้นทุนด้านแรงงานค่อนข้างสูง

ส่วนบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ ผู้ปกครอง หรืออาสาสมัครคนอื่นๆ หากไม่มาร่วมแรงก็มักจะช่วยเหลือเรื่องงบประมาณ

ส่วนชื่อ กังหันสีรุ้ง ที่มักจะมีคนเข้าใจว่าเป็นกลุ่มก้อนของพี่น้องเพศที่สามนั้น ประธานกลุ่ม รีบแจงว่า ไม่ใช่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมของเพื่อนๆ

เพศที่สาม "เรายินดีมากนะ ในกลุ่มก็มีหลายคน แล้วเขาจะมีความเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์สูงมาก สร้างเสียงหัวเราะให้เด็กๆ ได้ เพราะฉะนั้นมาเลย มาช่วยกัน ส่วนกังหันสีรุ้งเป็นชื่อที่ผมตั้งเอง

คือกังหันจะมี ๗ ใบ แต่ละใบก็แบ่งเป็นสีๆ มี ๗ สี และแต่ละสีเราก็เปรียบได้กับคนพิการและผู้ด้อยโอกาสในสังคมแต่ละประเภท เช่น ผู้พิการทางสายตา ผู้พิการทางหู

น้องๆ ในชุมชนแออัด คนเร่ร่อน ฯลฯ ส่วนกลุ่มของเราและคนในสังคมก็เปรียบเหมือนกับสายลมที่พัดผ่าน เมื่อพัดแล้วกังหันจะหมุนไปตามแรงลมมองแล้วเป็นสีขาว นั่นก็คือความเป็นหนึ่งเดียว"

บอลเผยความในใจว่า อยากทำโครงการหาอาชีพให้คนพิการ เพราะตอนนี้มีคนตกงานเยอะมาก อย่างตัวเขาเองก็เพิ่งจบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์มาหมาดๆ อยากได้รับโอกาสเข้าทำงาน

หากใครมีลู่ทางจะแนะนำ หรือจะประสานโครงการให้ก็เชิญติดต่อเข้ามา ส่วนคนที่มีใจอาสาสมัคร ไม่ต้องพกคุณสมบัติสูงส่งอะไรมา แค่มีตัวกับหัวใจ หรือเตะบอลเล่นกับเด็กๆ

ได้ เท่านี้กังหันสีรุ้งก็ยินดีต้อนรับ ....ติดต่อ กลุ่มกังหันสีรุ้ง ได้ที่ ภิญากร (บอล) โทร.๐๘-๗๑๐๑-๑๒๒๙

ที่มา ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ