dhama

แหะๆ มาปัดหยากใย่ค่ะ...หายไปเกือบเดือน ไม่มีเหตุผลอะไรไปมากกว่า:
  1. หมดมุข ไม่รู้จะเขียนอะไรดี คิดไม่ออก ตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องการเรียนร่วมของนักเรียนตาบอด (จริงอ่ะ?) เกรงว่าถ้าเอามาเขียนลงบล๊อก เพื่อนๆ คงเบื่อ เลยเก็บเอาไว้เขียนให้อาจารย์ที่ปรึกษาอ่านดีกว่า
  2. พยายาม concentrate กับงานวิจัยค่ะ คงจะถือได้ว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้าย คืออยู่ในช่วงเขียนวิทยานิพนธ์ ซึ่งกว่าจะ build อารมณ์เขียนได้แต่ละย่อหน้านี่มันแสนยาก เพราะฉะนั้นช่วงนี้เลยพาลไม่มีอารมณ์เขียนอะไรอย่างอื่นไปด้วย ปกติที่เป็นคนชอบตอบเมล ก็กลายเป็นคนชอบดองเมลไปซะงั๊น แต่ก็ยังอยากอ่านเมลอยู่ดีนะคะ ช่วงนี้ไม่มีใครส่งเมลหาเลย ฮือๆ เคยคุยกันเล่นๆ กับเพื่อนๆ ที่อยู่ในสภาวะเดียวกันว่าวันๆ เด็ก PhD อย่างพวกเรานี่จะคอยฟังเสียง mail notification กัน เมื่อไหร่ที่มีเสียงเตือนว่าเมลเข้าล่ะก็...ลืมสิ้นทุกอย่างที่ทำอยู่ แล้วก็รีบเปลี่ยนหน้าจอจากเวิร์ด หรือโปรแกรมอะไรก็ตามที่ทำงานอยู่ ไปหน้าเมลในทันใด ได้อ่านเมลจบหนึ่งฉบับก็สบายใจ แต่ถ้าเป็นเมลที่ต้องตอบนี่ก็อาจมีการดองกันเกิดขึ้น เรียกว่าชอบอ่าน แต่ไม่ชอบตอบ อิๆ ตอนนี้เข้าใจพี่เอที่เคยบอกว่า "Sorry, meant to answer but forgot" แล้ว เพราะข้าพเจ้ากำลังอยู่ในโหมดเดียวกันเลย
 

มันอุตส่าห์ยกเหตุผลของการหายหน้าหายตาไปมาให้อ่านนี่ แล้วทำไมวันนี้มันโผล่มาได้ล่ะ?

 

เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากเลยค่ะ...คิดถึงทุกคนนั่นเอง ช่วงนี้เหงาๆ เซ็งๆ เครียดๆ ค่ะ พยายามใช้หลักธรรมะตามดูตามรู้อารมณ์ความรู้สึก แต่ก็ได้แต่ดู ทำอะไรไม่ได้ แล้วไอ้เจ้าความเหงา ความเซ็ง ความเครียด มันก็ยังอยู่กันพร้อมหน้า ไม่มีใครยอมโบกมือลาไปซะที เฮ้อ!

 เอาเป็นว่ามาทักทายเสร็จแล้ว ขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ

 

เชื่อหรือไม่ว่าก่อนจะไปช้อปปิ้งประจำสัปดาห์เรากับเพื่อนที่บ้านต้องดูดินฟ้าอากาศกันก่อนด้วย...ธรรมดาเช้าวันอาทิตย์จะเป็นช่วงเวลาที่บ้านของเราจะไปช้อปปิ้งเพื่อซื้ออาหารเข้าบ้านประจำสัปดาห์ เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เทสโก้คนน้อย ไม่ต้องไปเบียดกับคนดี แต่ทว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราเปลี่ยนตารางกันเล็กน้อยเพื่อไปช้อปเช้าวันเสาร์แทน สาเหตุเพราะว่าเพื่อนเราดูพยากรณ์อากาศบนเว็บแล้วพบว่าวันเสาร์จะเป็นวันเดียว(ในช่วงนี้)เท่านั้นที่จะมีแดด อากาศดี ฝนไม่ตก เพราะหลังจากนั้นอากาศจะเลวร้ายมาก (ก่อนหน้านั้นก็ด้วย) ลมแรง ฝนตก อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ รู้สึกแปลกๆ ที่แค่จะไปซื้ออาหารก็ต้องดูพยากรณ์อากาศกัน แต่...จริงๆ แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ชักติดที่จะต้องถามสภาพอากาศจากเพื่อนก่อนเวลาที่พวกเราจะไปไหน เพราะว่าจะได้แต่งตัวได้ถูก

 

แต่...อากาศที่เกาะอังกฤษแห่งนี้นี่มันก็ช่างเปลี่ยนแปลงแปรปรวนบ่อยเสียเหลือเกิน เพราะว่าการเช็คอากาศต้องทำกันแบบวันต่อวัน (หรือบางทีทุกสองสามชั่วโมงกันเลยทีเดียว) แล้วอากาศมันก็ช่างพยากรณ์ยากซะเหลือเกิน ที่คนไทยเราชอบบ่นกันว่าพยากรณ์อากาศของเมืองไทยนี่ไม่ค่อยแม่นนั้น อยากบอกว่าที่นี่ก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่เลย ถ้าดูอากาศแบบทายล่วงหน้าสองสามวันนี่ก็อย่าไปคาดหวังมากว่าจะถูก หรือแม้แต่แบบวันต่อวันก็เถอะ เพราะเพื่อนเราเวลาเช็คอากาศทีจะต้องเช็คประมาณสองถึงสามเว็บเพื่อหาค่าเฉลี่ยสูงสุด แต่...เจ้ากรรม...บางทีแต่ละเว็บมันก็พูดกันไปคนละอย่าง (อันนี้เพื่อนกระซิบว่าถ้าเจอแบบนี้ให้เชื่อเว็บที่บอกว่าฝนตกไว้ก่อน)

 

คิดว่าเพื่อนๆ คงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของอากาศที่อังกฤษกันมาบ้างว่าฝนตกบ่อยมากกก ก็จริงค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะตกแบบปรอยๆ (คุณลุงคนหนึ่งเค้าเรียกว่าฝนตกแบบขี้เกียจ เพราะตกเหมือนไม่อยากตก) น้อยครั้งที่จะตกแบบมีฟ้าผ่าฟ้าร้องแบบบ้านเรา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราทำจนเป็นนิสัยคือพกร่มติดตัวตลอดเวลาค่ะ เพราะเดาไม่ได้ว่ามันจะตกลงมาเมื่อไหร่

 

พูดถึงเรื่องร่มนี่ก็มีเรื่องเสริมนิดหน่อย ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันที่คนที่นี่เค้าจะใช้ร่มสีดำกัน (มันผู้ดีตรงไหนก็ไม่รู้) ไม่มีหรอกที่จะใช้สีสันหวานสวยอย่างบ้านเราน่ะ ครั้งแรกที่เรามานี่เราก็พกร่มติดตัวมาจากเมืองไทย ร่มเราสีม่วงอ่อนค่ะ (แถมมีกบเคโระสีเขียวอีกด้วย!) แต่เราก็ไม่สนใจค่ะ ใช้ไปแหล่ะก็ซื้อมาแพงนี่ แต่...ร่มคันนั้นก็ได้มีอันเป็นไปไปเรียบร้อยแล้ว ลมที่นี่แรงมาก แบบว่าเราทำร่มหักไปแล้วสองคัน คันที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นคันที่สาม แล้วสุดท้ายก็ต้องมาใช้ร่มสีดำจนได้ (แถมตอนซื้อนี่มีป้ายสอนวิธีการใช้ร่มด้วย ว่าควรถือให้ต้านลมอย่างไรจึงจะไม่หัก)

 

วันก่อนเราได้ฟังบทความหนึ่งของคุณชลนินทร์ จากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ที่เขียนเกี่ยวกับแง่คิดธรรมะจากหนังเรื่อง Seasons Change คุณชลนินทร์เปรียบเทียบหัวใจของคนเราว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกับฤดูกาลที่เปลี่ยนไป แล้วแนะนำให้เราลองมาฝึกสังเกตดูว่าเราเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในใจนั้นของเราเหมือนกับที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลหรือไม่

 

เราฟังบทความนี้จบแล้วก็ให้นึกย้อนมาดูอากาศอันแปรปรวนของอังกฤษและความคิดของคนเราว่ามันก็ช่างเหมือนกับอากาศที่นี่เหมือนกัน (ประมาณว่าไม่ขอพูดถึงความเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลที่อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปกว่าที่เราจะสังเกตเห็นว่าฤดูใหม่กำลังก้าวเข้ามาเยือนแล้ว) แต่เราคิดว่าความคิดของคนเรานี่มันเปลี่ยนแปลงจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่งรวดเร็วเสียเหลือเกิน วินาทีหนึ่งเราอาจกำลังคิดเรื่องเรียน วินาทีถัดไปจิตเราอาจเปลี่ยนไปคิดถึงเรื่องอาหาร, เพื่อน, อดีต, อนาคต...โอย...สารพัด ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรเลยกับอากาศที่นี่ เพราะนาทีนึงอาจแดดออก นาทีถัดมาฝนก็อาจตกลงมาได้แบบไม่ทันให้ได้ตั้งตัว แล้วนาทีต่อไปอาจกลายเป็นหิมะ...อะไรก็เกิดขึ้นได้ เรียกได้ว่าวันนึงอาจมีครบทั้งสี่ฤดูกันเลย

 

เพื่อนๆ เคยลองหยุดสังเกตตามดูความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองกันบ้างมั๊ยคะ เราอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองดูนะคะ แล้วเพื่อนๆ อาจจะได้แปลกใจกับความรวดเร็วฉับไวของจิตคนเราที่คิดไปได้สารพัดสารพันเรื่องภายในชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาที ลองเริ่มแบบง่ายๆ ตอนที่พึ่งตื่นขึ้นมาตอนเช้าน่ะค่ะ ลองอยู่เงียบๆ แบบไม่ต้องเปิดวิทยุหรือโทรทัศน์รับฟังรับชมข่าวสาร แล้วลองเฝ้าสังเกตดูว่าพอลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อนๆ คิดถึงอะไร แล้วนาทีถัดไปตอนลุกขึ้นจากเตียงคิดอะไร เดินไปเข้าห้องน้ำคิดอะไรอยู่ เป็นต้น ลองตามดูสิคะว่าจิตเราเปลี่ยนความคิดไปกี่เรื่องแล้ว...ถ้าเริ่มสังเกตและเริ่มตามทันความคิดของตัวเราเองแล้วละก็เท่านี้เพื่อนๆ ก็ได้ชื่อว่าได้เริ่มปฏิบัติธรรมแล้วล่ะค่ะ หลายคนพอได้ยินคำว่าธรรมะแล้วอาจคิดไปว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ เรื่องของคนแก่ ไม่ใช่เรื่องของคนหนุ่มสาวแต่อย่างไร (เราเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน) ที่จริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะธรรมะคือเรื่องธรรมชาติ เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ เพียงแต่พวกเราไม่ได้สังเกตหรือตามดูอย่างจริงจังเท่านั้นเองค่ะ

 คำสอนที่ว่าไม่มีอะไรเที่ยงบนโลกใบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงนั้นพวกเราก็สามารถเห็นได้จากตัวอย่างง่ายๆ ของอากาศและความคิดของตัวเราเองนี่ล่ะค่ะ ไม่ต้องไปพยายามหาตัวอย่างไกลที่ไหนเลย  

ผ่าตัดความเครียด

posted on 06 Dec 2007 06:51 by nupomme in Thoughts

สองวันก่อนได้คุยกับแม่ แม่เล่าให้ฟังว่าได้ไปฟังธรรมบรรยายของท่าน ว. วชิรเมธี มาเมื่อวันก่อน แม่เล่าว่าท่านเทศน์ได้สนุกมาก กลับมาบ้านตั้งใจจะมาหาหนังสือธรรมะของท่าน แม่คิดเอาเองว่าเราน่าจะซื้อไว้บ้างเพราะรู้สึกคุ้นๆ กับหน้าปกหนังสือของท่าน  แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอสักเล่ม (ขอเม้าท์แม่นิดนึงค่ะ คือแม่เป็นคนชอบเข้าร้านหนังสือ ซื้อนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และหนังสือต่างๆ เป็นประจำ แต่...เนื่องจากเป็นคนชอบซื้อมากนี้เอง จึงมักจะซื้อซ้ำกันบ่อยมาก เมื่อก่อนที่เรายังพอมองเห็นเวลาไปร้านหนังสือด้วยกันเราจะเป็นคนบอกได้ว่าเล่มนี้ซื้อแล้วหรือยัง) ด้วยเหตุที่เข้าร้านหนังสือบ่อยนี่เอง ทำให้แม่มักจะเห็นหนังสือของท่าน ว. วชิรเมธี วางอยู่ตามชั้นในร้าน แล้วก็นึกเอาเองว่าคุ้นๆ สงสัยซื้อมาแล้ว เลยไม่กล้าซื้อในงานที่แม่ไปฟังธรรมบรรยาย แต่พอกลับมาบ้าน...อ้าววว!...ทำไมไม่มีล่ะ จะมีก็แต่หนังสือเสียงเรื่องธรรมติดปีกของเราที่ให้แม่เอาไปฟังเวลาขับรถเท่านั้น 

 

วันนี้ไม่ได้จะเอาแม่ที่แสนดีมาขายค่ะ แต่เผอิญเรื่องที่จะเขียนมันมีจุดเริ่มต้นที่แม่น่ะค่ะ เลยขอเกริ่นสักหน่อย เอาล่ะ...เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า 

 

หลังจากที่ได้คุยกับแม่เรื่องท่าน ว. วชิรเมธี และสิ่งที่แม่ได้ฟังจากธรรมบรรยายวันนั้นแล้ว เราก็เลยเกิดอยากรู้บ้างว่าท่านเทศน์เป็นอย่างไร เลยไปลองค้น google ดู ก็ไปเจอเว็บหนึ่งที่มีเสียงธรรมบรรยายของท่านให้ดาวน์โหลดมาฟังได้ ก็เลยลองดูค่ะ ถ้าใครอยากลองฟังก็ลองไปโหลดมาฟังได้ค่ะจาก เว็บ Dhama Thai ค่ะ เรื่องที่เลือกโหลดมาก็มีชื่อเดียวกับชื่อเอ็นทรี่นี้ล่ะค่ะ สาเหตุที่เลือกเรื่องนี้ก็เพราะว่ามันช่างเป็นเรื่องที่ตรงกับสถานการณ์ของตัวเราเองในช่วงนี้เสียจริงๆ และชื่อเรื่องก็น่าสนใจดี  

เคยมีญาติคนหนึ่งแอบกระซิบถามแม่เราว่า "เอ...ปอมก็มองไม่เห็นแล้วเค้ายังเครียดด้วยเหรอ" แหม...ช่างถามเนอะ ถึงจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นเราก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดานี่เนอะ แถมความเครียดนี่มันก็มีสาเหตุมาจากความคิดของคนเราด้วยส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นทำไมตาบอดจะเครียดไม่ได้ล่ะ

 

ที่จริงเราก็ไม่น่าจะแปลกใจกับคำถามนี้ของญาติซะเท่าไหร่ เพราะก็มักจะมีคนยิงคำถามแปลกๆ มาให้ได้ขบคิดและหาคำตอบให้พวกเค้ากันอยู่เสมออยู่แล้ว และที่จริงเราเริ่มรู้สึกชอบนะที่มีคนถามคำถามพวกนี้ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความสนใจของเค้าที่มีต่อตัวเราที่เป็นตัวแทนของคนตาบอดคนอื่นๆ การตั้งคำถามของคนหลายคนเป็นโอกาสดีที่ให้เราได้สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับคนตาบอดเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

 

ถ้าใครอยากรู้ว่าวิธีการผ่าตัดความเครียดนี้ทำยังไง คงต้องรบกวนเข้าไปโหลดมาฟังกันค่ะ เพราะเราเล่าก็คงไม่ได้ดีและสนุกเท่ากับท่าน ว. วชิรเมธี บรรยายแน่นอนค่ะ

 

สำหรับวันนี้ขอให้เพื่อนๆ ได้เจริญในธรรมทุกๆ คนค่ะ

 ป.ล. ขอขอบพระคุณแม่มากๆ ค่ะ ที่เป็นกัลยาณมิตรโน้มนำแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตปอมค่ะ