donation

ลด แลก แจก แถม

posted on 17 May 2009 17:48 by nupomme in Thoughts
ช่วงนี้เป็นช่วง ลด แลก แจก แถม ค่ะ ใครอยากได้อะไรขอให้รีบบอก เรายินดีจัดให้ และอาจแถมด้วยบริการดิลิเวอร์รี่ของถึงมือคุณด้วย... (แต่ในรัศมีไม่เกินขอบเขตของมหาวิทยาลัย...อ้าว...ไหงงั๊น) 

 

เรื่องของเรื่องก็คือว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พวกเราจะต้องย้ายออกจากบ้านที่อยู่กัน ณ ตอนนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นเลยต้องมีการ clearance กันครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องจากอยู่บ้านนี้กันมาถึง 6 ปี (เพื่อนคนนึงในบ้าน) ส่วนเราปีนี้เป็นปีที่ 3 ค่ะ

 

 

เพื่อนๆ คงจินตนาการกันได้ว่าบ้านที่มีคนไทยมาอยู่แล้วถึง 6 ปี แล้วเวลามีใครเรียนจบกลับไทยกันไป ก็จะเอาของมาบริจาค ทิ้ง ฝากไว้ก่อน เดี๋ยวกลับมาเอา (แต่ไม่เคยมีใครกลับมาเอา) นี่มันจะมีของอลังการงานสร้างขนาดไหน เรียกได้ว่ามีตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบจริงๆ นะ

 

 

ทุกซอกทุกมุมในบ้าน 2 ชั้น 3 ห้องนอน และ 1 โรงรถ (ที่ไม่มีรถจอด)  ล้วนแล้วแต่มีของเต็มไปหมด มีตั้งแต่อุปกรณ์ยังชีพพวกเครื่องครัว (อาทิ หม้อ, กะทะ, ครก เขียงไม้กลมๆ แบบที่ใช้กันที่ไทย, ซึ้งนึ่งของ (ใครอุตส่าห์เอามาก็ไม่รู้), อุปกรณ์ทำเค้กนานา, หม้อหุงข้าว, จาน, ชาม, ช้อนส้อม, ฯลฯ อีกมากมาย) ไปจนถึงกระดาษชนิดที่ว่าถ้าอยู่เมืองไทยเอาไปชั่งกิโลขายคงได้เงินมากพอดู, หนังสือ, อุปกรณ์เครื่องเขียนที่น่าจะเอามาเปิดร้านขายเครื่องเขียนขนาดย่อมๆ ได้...เครื่องเอนเตอร์เทนต่างๆ (ตั้งแต่เครื่องเสียง, ลำโพง, โทรทัศน์, board game, กีต้าร์อีก 2 ตัว ฯลฯ...) เสื้อผ้า, รองเท้า, กระเป๋า, รถเข็นไปซื้อของ, เครื่องนวดเท้า, เตารีด, เครื่องอบผ้า, โคมไฟ...โฮ้ยยย ถ้าจะไล่ให้หมดว่าบ้านหลังนี้มีอะไรบ้างคงจะต้องอ่านกันจนตาลายไปข้างนึงล่ะค่ะ

 

 

สรุปคือตอนนี้พวกเราต้องจัดการกับของทั้งหมดในบ้าน (ที่ไม่ใช่ของเจ้าของบ้าน) ออกไปให้หมด เพื่อพร้อมที่จะคืนบ้านในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คิดดูสิคะ การต้องเคลียร์ของที่ใช้เวลาสะสมมาถึง 6 ปี ภายในเวลาที่ไม่ถึง 6 เดือน ตอนนี้นี่ถ้าใครอยากได้อะไรมาบอกนี่ พวกเรายินดีให้ทุกอย่างเลย เวลามีถุงรับบริจาคของมาทีไร พวกเราเป็นต้องหาของ (ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเสื้อผ้า) มาบริจาคกันจนล้นถุงทุกที แต่ก็ยังมีอีกเยอะที่ต้องโยนทิ้งไป

 

 

จำไม่ได้ว่าเคยอ่านวิธีการอยู่บ้าน โดยที่จะไม่ทำให้บ้านรกมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่เค้าแนะประมาณว่า ถ้าเราจะเอาของเข้าบ้าน 1 ชิ้น จะต้องหาของที่จะเอาออกจากบ้านด้วย 1 ชิ้น ฟังแล้วดูเป็นหลักการที่ดีนะคะ แต่ในความเป็นจริงนี่ทำได้ไม่ง่ายเลยค่ะ แล้วยิ่งคนบางคนชอบเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่กล้าทิ้งอะไรเลย เพราะเสียดาย หรือว่าเผื่อจะได้ใช้ (บางชิ้นก็ไม่เคยได้ใช้) สุดท้ายพอถึงเวลาที่ต้องออกจากบ้านแบบนี้ เราก็สละกันทุกอย่างอยู่ดีอ่ะค่ะ เพราะฉะนั้นสำหรับเราคิดว่า อะไรที่ไม่ได้ใช้นานเกิน 1-2 ปี ก็ตัดใจทิ้ง หรือบริจาค ไปเถอะค่ะ เผื่อว่าของเหล่านั้นมันจะได้ไปทำประโยชน์ให้คนอื่นได้มากกว่าที่มันจะต้องมาตั้งอยู่ในบ้าน ให้ฝุ่นจับเป็นชั้นๆ อยู่แรมเดือนแรมปี โดยที่ไม่ได้รับการใช้ให้เกิดประโยชน์อะไรเลย

 

 ไม่ต้องไปพูดถึงขนาดที่ว่าเวลาคนเราต้องจากโลกนี้ไป ไม่ว่าอะไรก็เอาไปไม่ได้ทั้งนั้น แม้แต่เหรียญที่เค้าใส่ไว้ในปาก เอาแค่เวลาที่จะต้องย้ายกลับเมืองไทยถาวร ของอะไรหลายๆ อย่างก็ไม่คุ้มค่าส่งเป็นร้อยๆ พันๆ ปอนด์ ที่จะเอากลับไปเหมือนกันค่ะ กลับไปหาเอาใหม่ที่บ้านเราเถอะ

มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้รับฟอร์เวิร์ดเมลฉบับข้างล่างนี้มา อาจารย์สงสัยเลยส่งเมลมาถามว่าที่จริงแล้วเป็นยังไงกันแน่ กระดาษที่มีตัวหนังสือเขียนอยู่แล้วทั้งสองหน้านี่คนตาบอดสามารถเอามาเขียนเบรลล์ต่อได้หรือไม่

 

ไม่ทราบว่าเคยมีเพื่อนๆ คนไหนได้รับฟอร์เวิร์ดเมลเกี่ยวกับการขอรับบริจาคกระดาษที่ไม่ใช้แล้วเพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนตาบอดกันบ้างหรือเปล่า แล้วเคยมีใครที่คิดจะเอากระดาษไปบริจาคแบบคุณคนเขียนเมลด้านล่างแล้วเจอเหตุการณ์อย่างที่เค้าเขียนกันมั๊ย

 

ความจริงแล้วก็คือพวกเราคนตาบอดที่อ่านอักษรเบรลล์ด้วยมือนั้นสามารถนำกระดาษที่ใช้แล้วสองด้าน (อย่างหนังสือแม็กกาซีน) มาใช้เขียนเบรลล์ได้อย่างไม่มีปัญหา พวกเราไม่แคร์ว่ากระดาษจะมีตัวอักษรปกติอยู่แล้วทั้งสองด้านหรือด้านเดียว แต่เราสันนิษฐานว่าที่ทางมูลนิธิฯ ขอรับบริจาคกระดาษที่ยังคงเหลือหน้าว่างอยู่หนึ่งหน้าก็เพราะในการเรียนการสอนเด็กนักเรียนตาบอดนั้น ถึงจะเป็นโรงเรียนสอนคนตาบอด แต่ก็มีทั้งครูที่เป็นคนตาบอดและที่เป็นคนสายตาปกติทำการสอน เพราะฉะนั้นเวลาที่นักเรียนตาบอดจะส่งงานให้ครูที่มีสายตาปกติจะต้องเลือกใช้กระดาษที่มีหน้าว่างอยู่ เพื่อที่ว่าเวลาครูตรวจการบ้านด้วยการอ่านอักษรเบรลล์โดยใช้ตา (ไม่ได้ใช้มือ) จะได้ไม่ตาลาย

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าเรื่องในเมลนี้เป็นความจริง เราก็อยากบอกว่าไม่เห็นด้วยที่ทางมูลนิธิฯ จะปฏิเสธที่จะรับบริจาคกระดาษที่ใช้แล้วสองหน้า เพราะในความเป็นจริงเวลาที่เด็กนักเรียนเอามาจดโน๊ตส่วนตัว หรือแบบที่ไม่ต้องส่งอาจารย์เพื่อตรวจ ก็ไม่จำเป็นว่ากระดาษจะต้องว่างหนึ่งหน้า เพราะเด็กส่วนใหญ่จะใช้มืออ่านอักษรเบรลล์ หรือไม่ถ้ากระดาษที่บริจาคมาเอามาใช้เขียนเบรลล์ไม่ได้ ก็ยังสามารถเอามาทำงานฝีมือ เช่น สานตะกร้า หรือทำเปเปอร์มาเช่เพื่อเป็นของเล่นให้เด็กๆ ได้อีกด้วย (อย่างตอนที่เรากลับเมืองไทยล่าสุดได้ไปเห็นอาสาสมัครเอากระดาษมาทำเปเปอร์มาเช่เป็นตัวเต่าใส่ล้อให้น้องๆ ตัวเล็กๆ ขึ้นไปขี่หลังเต่าแล้วก็ไถไปรอบๆ โรงเรียน น้องๆ มีความสุขกันมาก เล่นกันสนุกสนาน)

 

เพราะฉะนั้นเราเลยอยากจะบอกว่าบริจาคไปเถอะค่ะไม่ว่าจะเป็นกระดาษใช้แล้วหนึ่งหน้าหรือสองหน้า...ตัวเราเองก็เอาไปบริจาคเหมือนกัน ตอนที่เอาไปบริจาคก็ไม่ได้เลือกด้วยว่าจะต้องมีหน้าว่างหนึ่งหน้า เวลาเอาไปบริจาคก็เห็นเค้ารับหมดน่ะแหล่ะค่ะ และจากที่ได้เข้าไปที่โรงเรียนก็ยังเห็นครูและนักเรียนใช้กระดาษและหนังสือที่ใช้แล้วทั้งสองด้านมาเขียนเบรลล์อยู่เลย อย่างอาสาสมัครบางท่านยังเอาปกแฟ้มกระดาษที่ไม่ใช้แล้วมาเขียนเบรลล์เป็นสมุดสุภาษิตให้เด็กใช้อีกด้วย

 

เอ็นทรี่ที่เกี่ยวข้อง : กระดาษรีไซเคิลส่งเสริมการศึกษาเด็กตาบอด

 

"ฉันเคยได้รับเมล์อันหนึ่งจากเพื่อนว่า กระดาษมีหน้าที่สามเมื่อเราใช้ครบสองหน้าแล้วยังเอาไปบริจาคให้คนตาบอดใช้ต่อได้ที่มูลนิธิช่วยคนตาบอด โอย ด้วยจิตกุศลปนอิทธิบาทสี่ ฉันตั้งใจจะตามข้อความในเมล์นั้น ฉันจึงจดเบอร์โทรมูลนิธิที่อยู่ในเมล์ เพื่อตอนเช้าจะได้โทรถามที่ตั้งของมูลนิธิ (เวลาเอากระดาษไปบริจาคจะได้ไม่หลงทางเพราะฉันน่ะหลงประจำ) จากนั้นก็รวบรวมกระดาษและโทรบอกกับพี่สาวกับน้องสะใภ้ว่าให้รวบรวมกระดาษที่ไม่ใช้อีกสองสามวันฉันจะแวะไปเอามาเพื่อบริจาค ซึ่งเขาก็เต็มใจจะร่วมทำบุญ แต่......แต่เมื่อฟ้าสว่างในวันรุ่งขึ้น ฉันโทรไปมูลนิธิด้วยใจเปี่ยมล้นด้วยความดีเพราะฉันนึกถึงคำสอนของพุทธว่า ความดีนั้นจะย้อนกลับมาสู่ฉันไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ถ้าเธอจะตราหน้าฉันว่าเป็นพวกหว่านพืชหวังผล ฉันก็ยอมรับไม่ขอโต้เถียง แต่......แต่เมื่อฉันได้คุยกับมูลนิธิ เขาบอกว่ารับบริจาคเฉพาะกระดาษที่ใช้แล้ว 1 หน้าฉันบอกว่า ฉันได้รับอีเมล์ที่บอกว่ามูลนิธิรับบริจาคกระดาษใช้แล้ว 2 หน้า เขาบอกไม่รับ!!! คนที่ส่งเมล์คงปรารถนาดี แต่ไม่โทรมาถามที่มูลนิธิเสียก่อน มีคนโทรมาตั้งหลายคน ฉันฟังอย่างชัดเจนแล้วก็เลยวางหู ฉันอยากบอกทุกคนที่ได้อ่านเมล์ดังกล่าวนั้นให้ได้รู้ความจริงโดยเฉพาะคนที่พิมพ์เป็นคนแรกและส่งต่อๆมา อยากให้เขาแก้ข้อความในเมล์ใหม่แล้วส่งต่อใหม่อีกที มูลนิธิคนตาบอดรับบริจาคกระดาษใช้แล้ว 1 หน้านะจ๊ะ ส่วนกระดาษที่ฉันรวบรวมไว้เป็นพวกหนังสือแมกกาซีนที่ไม่อ่านแล้วก็จะเอาไปบริจาคที่อื่นแทนเพราะดวงจิตของฉันยังคงเปี่ยมล้นด้วยความดี"

อิๆ ช่วงนี้กำลังยุ่งๆ เตรียมของ เตรียมตัวเดินทางกลับอังกฤษ เลยขอเอาข่าวมาแปะให้อ่านกันไปพลางๆ ก่อนนะคะ


ที่ กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ วันที่ ๒๒ ก.ย. ๒๕๕๐ บริษัทมินิประเทศไทยจำกัด ได้จัดงาน "
MINI PHENOMENON 2007" เพื่อสร้างสถิติโลกลงกินเนสส์บุ๊กออฟเรคคอร์ด

ประเภทการต่อขบวนรถยนต์มินิที่มากที่สุด โดยทางผู้จัดได้นำรถมินิ ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ กว่า ๑๐ รุ่น จำนวน ๔๔๔ คัน มาแปรอักษรคำว่า "LONG LIVE THE KING" เพื่อฉลองเนื่องในโอกาส

ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา นอกจากนี้ภายในงานได้มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย พร้อมทั้งรับบริจาคกระดาษ ขนาด เอ ๔ ที่ใช้แล้ว เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาให้กับผู้พิการทางสายตาของมูลนิธิช่วยเหลือคนตาบอด

ในพระบรมราชูปถัมภ์ (เดลินิวส์ออนไลน์ ๒๔ กย. ๒๕๕๐ )