exhibition

ถ้าใครมีโอกาสอยากลองเชิญชวนไปแวะเยี่ยมเยียนเผื่อหน่อยค่ะ ถ้าอยากได้ประสบการณ์ที่แตกต่างก็ลองปิดตาแล้วชม(คลำ)งานศิลปะดูนะคะ แล้วมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ...

 ผลงานศิลปะของ คริสติน่า ปอร์แตลล่า (Cristina Portella) รังสรรค์มาเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความงดงามทั้งสำหรับบุคคลทั่วไป และผู้พิการทางสายตานำเสนอวิสัยทัศน์แนวใหม่ผ่านทางผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสันของผีเสื้อทั้ง ๒๗ ชุด สื่อถึงสัญลักษณ์ของทุกภูมิภาคในประเทศบราซิล สร้างสรรค์จากการแต่งแต้มโดยใช้เทคนิคผสมผสานสีสันและวัสดุอื่นๆที่สามารถมองเห็นได้ทางสายตา นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมชมสามารถสัมผัสผลงานศิลปะทุกชิ้นได้ด้วยมือ ซึ่งแตกต่างจากนิทรรศการโดยทั่วไป พร้อมคำอธิบายผลงานใต้ภาพและอักษรเบรลล์ประกอบซึ่งอาสาสมัครจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จะนำผู้ชมให้เข้าถึงจินตนาการผ่านการสัมผัสผลงานโดยผู้เข้าชมสามารถปิดตา และเข้าถึงผลงานโดยใช้การสัมผัสด้วยมือ เพื่อให้ได้รับความพึงพอใจต่อศิลปะเฉกเช่นผู้พิการทางสายตา  คริสติน่า ปอร์แตลล่า (Cristina Portella) เป็นชาวเมืองนิเตรอย รัฐริโอ เดจา เนโร โดยกำเนิด ต่อมาได้ย้ายไปพำนักในกรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของประเทศบราซิล เป็นเวลา๒๕ ปี คริสติน่าได้สั่งสมประสบการณ์ทางอาชีพของเธอ จากการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะเพื่อผู้พิการทางสายตามาโดยตลอด เธอมีเป้าหมายหลักในการใช้ศิลปะเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยการให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมทางความรู้สึกร่วมกัน เธอเห็นว่านิทรรศการเกี่ยวกับความรู้สึกที่เข้าถึงวัฒนธรรมนี้ คือ วิสัยทัศน์แนวใหม่ ทั้งนี้ นิทรรศการ

สีสันแห่งความเงียบงันนี้ จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ ๒๑ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ ณ ฮอลล์ ออฟ มิเรอร์ ชั้น M สยามพารากอน

 

ที่มา : สยามรัฐออนไลน์ ๑๓ ต.ค. ๒๕๕๑

 

เคยคิดกันไหมว่าหากเราต้องสูญเสียการมองเห็นไปจะเป็นอย่างไร? คำตอบที่เรามักจะเคยได้ยินหลุดออกมาจากปากของคนที่สายตาปกติแล้วได้มีโอกาสมาพบเจอกับคนตาบอดก็มักจะเป็นประมาณว่า เราคงจะรู้สึกแย่ ไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อไปในโลกมืดได้อย่างไรคนสายตาปกติโดยทั่วไปมักจะชินกับการเก็บรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ด้วยตา ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าการมองเห็นเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด หากขาดมันไปชีวิตก็คงจะหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่รู้จะอยู่ต่อไปได้ยังไง การสูญเสียการมองเห็นจึงดูเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ สำหรับคนสายตาปกติทั้งหลาย และด้วยความคิดความรู้สึกแบบนี้คนที่ยังมองเห็นอยู่จึงมักรู้สึกสงสารคนตาบอด และมักรู้สึกทึ่งเมื่อได้ประสบพบเจอว่าคนตาบอดสามารถทำอะไรได้หลายอย่างที่พวกเค้าเคยคิดว่าถ้าตนเองมองไม่เห็นคงจะทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย

 

นั่นเป็นเพราะคนเรามักจะเคยชินกับการทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการมอง ในขณะที่คนตาบอดซึ่งไม่มีประสาทสัมผัสทางตาช่วยให้สามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำได้ เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีที่จะใช้ประโยชน์จากประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ของเราที่ยังเหลืออยู่ เช่น การใช้หูในการฟัง การใช้จมูกดมกลิ่น และการใช้นิ้วมือสัมผัสเพื่อแยกแยะสิ่งต่างๆ แทนการมองด้วยตาเพียงอย่างเดียว เมื่อเราต้องใช้ประสาทสัมผัสส่วนต่างๆ เหล่านี้มากขึ้นมันก็จะได้รับการพัฒนาให้มีความละเอียดอ่อนขึ้น ทำให้สามารถแยกแยะได้ละเอียดเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองคนทั่วไปเลยมักจะมองว่าคนตาบอดที่ถึงจะมองไม่เห็นนั้นมักจะมีพรสวรรค์คือมีหูที่ดีกว่าคนอื่นๆ มีจมูกที่ดีกว่า เป็นต้น อยากบอกว่าที่จริงแล้วหากคนสายตาปกติทั่วไปลองมาปิดตาแล้วทำอะไรๆ ดู สักพัก พวกเค้าก็จะสามารถพัฒนาประสาทสัมผัสอื่นๆ ได้เช่นเดียวกับคนตาบอด

 

ดังนั้นเราจึงอยากเชิญชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาเรียนรู้การเป็นคนตาบอดกันดูค่ะ นับเป็นโอกาสดีที่ในระหว่างวันที่ 8-22 สิงหาคม นี้ จะมีการจัดนิทรรศการที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดขึ้นที่ไบเทคบางนา นิทรรศการนี้ไม่ใช่เป็นการแสดงรูปภาพหรือสิ่งของที่เกี่ยวกับคนตาบอดให้ได้เดินชมกันธรรมดานะคะ แต่จะเป็นการสร้างโอกาสให้คนสายตาปกติที่ไปเข้าร่วมชมนิทรรศการได้มีโอกาสลองสลับสถานะจากการที่เคยเป็นคนนำทางให้คนตาบอดมาเป็นคนที่ให้คนตาบอดนำทางแทน ประสบการณ์การดำเนินชีวิตประจำวันที่พวกเราเคยชินจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาและอาจมองข้ามไปจะไม่เป็นเรื่องธรรมดาอีกต่อไปเมื่อเราได้มีโอกาสสัมผัสในมุมที่ต่างออกไปค่ะ ผู้เข้าร่วมจะได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ตรงกับการเป็นคนตาบอด รับรองว่าจะได้เรียนรู้และเข้าใจคนตาบอดมากขึ้นค่ะ

 

นิทรรศการนี้จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แต่ไม่ใช่ครั้งแรกในโลกเพราะว่านิทรรศการนี้มีการนำไปจัดมาแล้วกว่า 130 เมือง ใน 22 ประเทศทั่วโลกค่ะ ครั้งแรกที่จัดนิทรรศการนี้คือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว (ปี ค.ศ. 1988) ที่เมืองฮัมบรูก ประเทศเยอร์มันนี โดยผู้ริเริ่มจัดคือ MR. Andreas Heinecke ผู้ที่มีโอกาสได้ทำงานให้กับมูลนิธิเพื่อคนตาบอดเยอรมันในเมืองแฟรงก์เฟริตกว่าแปดปี จากการทำงานของ Andreas กับมูลนิธิเพื่อคนตาบอดเยอรมันนั้นทำให้ Andreas ได้เรียนรู้ว่าคนตาบอดสามารถทำอะไรต่างๆ นานาได้มากมาย และได้อย่างมีคุณภาพเสียด้วย สิ่งที่รบกวนจิตใจของ Andreas คือการที่คนทั่วๆ ไปมักมองคนตาบอดจากความบกพร่องทางร่างกายเป็นหลัก และมักจะแสดงความสงสารแก่คนตาบอดแบบไม่ค่อยถูกที่ถูกทาง และกลัวที่จะต้องติดต่อสื่อสารกับคนตาบอด Andreas เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความไม่รู้และไม่เข้าใจคนตาบอดของคนปกติ เขาจึงคิดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้คนปกติได้เรียนรู้และเข้าใจคนตาบอดมากขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดนิทรรศการ Dialogue in the dark ขึ้น เป็นครั้งแรก เพื่อที่จะให้คนตาบอดและคนปกติได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

 ถ้ามีโอกาสก็ลองไปกันดูนะคะ

เอามาฝากให้อ่านกันไปพลางๆ ค่ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้มีเวลามานั่งเขียนเรื่อง (ที่เป็นงานเขียนของตัวเอง ไม่ใช่เอาข่าวมาแปะแบบนี้) แต่ยังไม่ค่อยมีเวลา ประกอบกับกำลังนึกว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เลยขอคั่นเวลาด้วยข่าวน่าสนใจไปก่อนนะคะ

 

เดลิเมล์ ห้องสมุดแห่งหนึ่งในเมืองผู้ดีเตรียมจัดนิทรรศการไม่ธรรมดา เพราะภาพทั้งหมดที่จะนำมาโชว์ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือการถ่ายภาพของช่างภาพสมัครเล่นผู้พิการทางสายตา

 

อลิสัน บาร์ตเลตต์ วัย 51 ปี เห็นด้วยหู และอาศัยเสียงใบไม้ใบหญ้าไหว หรือกระทั่งเสียงนกขยับปีก เพื่อกดชัตเตอร์เก็บภาพชีวิตสัตว์ นอกจากนั้น ช่างภาพตาพิการผู้นี้ยังมีเพื่อนคอยบอกทิศทางของวัตถุเป้าหมาย

 

อลิสัน อดีตครูฝึกสอนขี่ม้า เริ่มสูญเสียความสามารถในการมองเห็นในปี 1979 จากโรคเบาหวานและตาบอดสนิทในปี 1992 แต่เธอยังหลงเสน่ห์ในการถ่ายภาพและชีวิตพงไพร จึงพยายามถ่ายภาพสัตว์ที่เธอไม่อาจมองเห็น

 

ตากล้องสมัครเล่นเล่าว่า ได้กล้องตัวแรกเมื่ออายุ 12 ปี และตกหลุมรักการถ่ายภาพทันทีเพราะปกติก็มีใจรักศิลปะอยู่แล้ว

 

หลังจากนั้นฉันไปอบรมเป็นครูฝึกขี่ม้าและทำอาชีพนั้นได้สามปีจนกระทั่งเริ่มมองไม่เห็น ฉันรักการถ่ายภาพและรักสัตว์ ฉันถ่ายรูปสัตว์เก็บไว้แม้เมื่อมองไม่เห็นแล้วก็ตาม

 

ฉันเริ่มสูญเสียการมองเห็นเมื่อปี 1979 และตาบอดสนิทในอีกสามปีต่อมา ถึงจะตาบอด แต่ฉันตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะทำสิ่งที่เคยทำ แม้กระทั่งการถ่ายภาพ

 

ฉันเริ่มต้นจากในสวนหลังบ้าน เพราะจำได้ขึ้นใจว่าอะไรอยู่ตรงไหน ระยะห่างเท่าไหร่ ฉันยังหัดฟังเสียงสัตว์รอบตัว

 

ฉันได้ยินเสียงนกกระพือปีก ฉันคอยฟังเสียงกระรอกสองตัวที่อยู่ในสวนกินอาหารและหยอกล้อกันนอกจากนั้น เอลิสันยังออกไปท่องเที่ยวในชนบทใกล้เคียงกับเจนนี กิลล์แลนด์ เพื่อนช่างภาพที่คอยช่วยเหลือใกล้ๆ

 

เจนนีจะบอกว่าสัตว์อยู่ตรงไหน เช่น ตอนนี้มีนกอยู่ที่สองนาฬิกา และบอกระยะห่างคร่าวๆ ให้ฉันโฟกัสและถ่ายภาพเอลิสันบอกว่าเธอไม่คิดท้อถอย

 

แน่นอนฉันคงต้องวานให้คนอื่นบอกว่าภาพของฉันสวยหรือไม่ และมันทำร้ายจิตใจอย่างมากที่ฉันไม่มีโอกาสเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ความสุขที่มอบให้ผู้อื่นจากภาพคือรางวัลที่มีค่าเพียงพอแล้วสำหรับฉัน และฉันดีใจที่ถ่ายภาพเก็บไว้มากพอที่จะนำมาจัดนิทรรศการเล็กๆ

 

เพราะนั่นจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนตาบอดอื่นๆ มุ่งมั่นทำงานอดิเรกที่ใจรักต่อไปและเห็นค่าของสิ่งนั้น

 

ทั้งนี้ ตากล้องสมัครเล่นผู้พิการใช้กล้องนิคอน ดี-40 ส่วนนิทรรศการของเธอจะจัดขึ้นที่ห้องสมุดในเมืองนิวมิลตัน นิวแฮมป์เชียร์ ประเทศอังกฤษ เดือนหน้า

 

ถ้าใครอยากเห็นรูปรบกวนคลิกไปที่ หน้าข่าวของผู้จัดการค่ะ

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 31 มกราคม 2551