eye

เราเคยเจอเพื่อนๆ หลายคนไม่ค่อยชอบทานผักกัน เลยอยากหยิบยกข่าวนี้มาให้อ่านกันไว้เป็นความรู้ค่ะ เผื่อจะช่วยกระตุ้นให้หันมาทานผักกันมากขึ้นนะคะ ถึงแม้ว่าข่าวนี้เค้าจะทำวิจัยกับคนสูงอายุ แต่การเริ่มรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ก็น่าจะดีกว่านะคะ กันไว้ก่อนค่ะ ดีกว่ามาตามแก้ทีหลังนะ ที่จริงโรคหลายโรคเกิดจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนะคะ อย่างพวกโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต และอีกสารพัดโรค รวมทั้งโรคตาด้วย เด็กหลายคนต้องตาบอดเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น อาหารนั้นเป็นได้ทั้งตัวช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซม ป้องกัน และรักษาโรคภัยต่างๆ ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับอาหารที่เราเลือกมารับประทานให้มากๆ ค่ะ

ด้วยความห่วงใยในสุขภาพของเพื่อนๆ ทุกคนที่ได้อ่านเอ็นทรี่นี้ค่ะ

ไข่และผักใบเขียวช่วยป้องกันตาบอดในคนชราได้

ผลการศึกษาในสหรัฐพบว่า สารอาหาร ๒ ตัว ในไข่และผักใบเขียวเข้มช่วยป้องกันโรคจุดรับภาพที่จอประสาทตาเสื่อม (เอเอ็มดี) ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คนสูงอายุตาบอดได้ ปัจจุบันมีชาวอเมริกันเป็นโรคเอเอ็มดี

ราว ๑.๒ ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ ๖๕ ปีขึ้นไป หลายคนเป็นเพราะพันธุกรรม บางคนเป็นเพราะการสูบบุหรี่ คณะนักวิจัยสถาบันตาแห่งชาติในรัฐแมรี่แลนด์ศึกษาพบว่าสารในกลุ่มคาโรทีนอยด์

๒ ตัว คือ ลูทีนและซีแซนทีนช่วยป้องกันโรคนี้ได้ ขณะที่สารอาหารตัวอื่น เช่น วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนกลับไม่ให้ผลชัดเจน พวกเขาศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของอาสาสมัครวัย

๖๐-๘๐ ปี จำนวน ๔,๕๑๙ คน เป็นเวลา ๖ ปี พบว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีนมากที่สุด มีโอกาสเป็นโรคเอเอ็มดีน้อยกว่ากลุ่มที่รับประทานน้อยที่สุดราวร้อยละ

๓๕ สันนิษฐานว่า สารอาหาร ๒ ตัวนี้ช่วยให้ตากรองแสงความยาวคลื่นสั้นที่เป็นอันตรายได้ และช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับจุดรับภาพที่จอตา สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหาร

๒ ตัวนี้ ได้แก่ ไข่ ผักโขม คะน้า บร็อคโคลี่ และข้าวโพด

ที่มา : ( ไอเอ็นเอ็นนิวส์ออนไลน์ ๑๑ ก.ย. ๒๕๕๐ )

กันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ เวลาใช้เครื่องสำอางค์รอบๆ ดวงตา เหล่านี้ก็ระมัดระวังหน่อยนะคะ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สุ่มตรวจเครื่องสำอางที่ใช้รอบดวงตา๕ ประเภท เตือนระวังพิเศษอายแชโดว์นำเข้าจากประเทศแถบเอเชีย และเจลทารอบดวงตาเฉพาะสูตรผสมว่านหางจระเข้

ระดับความปลอดภัย "ตก" มาตรฐาน อาจทำให้ผู้ใช้ติดเชื้อเรื้อรังในกระแสเลือดและตาบอด

น.ส.สิริมาสายรวมญาติ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองเครื่องสำอาง และวัตถุอันตราย กรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการสุ่มตรวจเครื่องสำอาง

๕ ประเภท ในตลาดทั้งที่นำเข้าและผลิตในประเทศ ได้แก่ อายแชโดว์ ครีมเจลทารอบดวงตา มาสคาร่า ดินสอเหลวสำหรับเขียนรอบดวงตา และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางรอบดวงตา

รวม๑๐๘ ตัวอย่าง พบ ๗ตัวอย่างมีแบคทีเรีย ยีสต์และราปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์เกินมาตรฐานจะทำให้ผิวหนังที่สัมผัสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเรื้อรังเกิดการอักเสบและลุกลามถึงตาบอดได้

ผลการสุ่มตรวจดัง กล่าวทำขึ้นล่าสุดปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐

เครื่องสำอางที่สุ่มตรวจและพบไม่ได้มาตรฐานนั้น มีอายแชโดว์ชนิดผงที่นำเข้าจากประเทศในแถบเอเชีย๖ ตัวอย่าง โดย ๕ ใน ๖ ตัวอย่างนี้มาจากแหล่งผลิตเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้

ตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อ จุลินทรีย์กลุ่มที่เป็นสาเหตุการอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด กระทั่งทำให้ตาบอดได้หากไม่ได้รับการรักษาที่รวดเร็ว ผลิตภัณฑ์ที่พบรองลงมาเป็นครีมเจลทารอบดวงตาที่ผลิตในไทย

๑ ตัวอย่าง จากเดิมที่เคยตรวจพบ ๕ ตัวอย่าง ข้อสังเกตจากการสุ่มตรวจทั้งข้อมูลเดิมและปัจจุบันพบว่า หากครีมเจลผสมสมุนไพรโดยเฉพาะว่านหางจระเข้ มีแนวโน้มที่จะพบจุลินทรีย์ปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

๑ ล้านโคโรนี ต่อกรัม และอาจพบเชื้อคลอสตริเดียมร่วมด้วย ส่วนกลุ่มมาสคาร่าดินสอเหลวสำหรับเขียนขอบตา และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางรอบดวงตาจากการสุ่มตรวจพบเข้ามาตรฐานทุกตัวอย่าง

อาจเนื่อง จากส่วนผสมส่วนใหญ่ของผลิตภัณฑ์ เป็นสารเคมีที่ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ "ผู้บริโภค ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากเครื่องสำอางชัดเจน

โดยเฉพาะที่อยู่ผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ และวันเดือนปีที่ผลิตหรือที่หมดอายุกำกับ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้รอบดวงตา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอันตราย

หากเกิดการติดเชื้อในกลุ่มคลอสตริเดียม ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรง สูญเสียการมอง เห็น และทำให้สูญเสียดวงตาได้ จึงจำเป็นต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่อง

สำอางรอบดวงตา" นักวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว ...

ที่มาของข่าว: คม ชัด ลึกออนไลน์ ๒๙ ส.ค. ๒๕๕๐

ได้มาจากเว็บ For Friend 2000อีกทีค่ะ

ดูแลสุขภาพดวงตาของเพื่อนๆ กันด้วยนะคะ

จาก : ผู้จัดการออนไลน์

จักษุแพทย์ จุฬาฯ พบคนไทยในวัยทำงานมีสายตาผิดปกติถึง 14 ล้านคน สาเหตุหลักมาจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรืออยู่ในที่มีแสงแดดจัด หรือทำงานในที่แสงสว่างไม่พอ

จักษุแพทย์แนะเคล็ดลับถนอมสายตาปรับพฤติกรรมการใช้งาน ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ระบุยังไม่มีผลวิจัยยืนยันว่ากระดาษถนอมสายตามีผลต่อสายตา

รศ.พญ.สุดารัตน์ ใหญ่สว่าง หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจสุขภาพสายตาของคนไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ในรอบ

6 ปีที่ผ่านมา โดยวิธีตรวจวัดสายตาในกลุ่มวัยแรงงาน ซึ่งมีประมาณ 45 ล้านคน พบว่าร้อยละ 30 มีสายตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง ผิดปกติ คาดว่าขณะนี้จะมีคนไทยไม่ต่ำกว่า

14 ล้านคน มีสายตาผิดปกติ ซึ่งพบมากจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ทำให้มีอาการเมื่อยตา ตาแห้ง เคืองตา แสบตา แพ้แสง ตาพร่า ปวดตา ปวดศีรษะ

เช่นเดียวกับการทำงานกับเอกสารที่เป็นกระดาษ หรือการอ่านหนังสือที่มีแสงสว่างไม่พอก็มีผลต่อสายตาด้วย นอกจากนี้ การอยู่ในที่มีแสงแดดนาน ๆ หรือทำงานในที่กลางแจ้ง

แสงอุลตราไวโอเล็ต ที่อยู่ในแสงแดดจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคตาได้หลายโรค อีกทั้งการสูบบุหรี่ ยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคตา และเกิดปัญหาด้านการมองเห็นมากกว่าคนทั่วไปถึง

2 เท่า

เพื่อถนอมสายตา ควรสวมแว่นตาทุกครั้งที่เจอแสงแดด หรือขับขี่รถยนต์ สวมแว่นว่ายน้ำทุกครั้งขณะว่ายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำยาคลอรีน หรือเศษผงเข้าตา ควรดูโทรทัศน์ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ

และนั่งห่างจากจอโทรทัศน์ระยะประมาณ 5 เท่า ของขนาดจอโทรทัศน์ นอกจากนี้ ควรใช้คอมพิวเตอร์ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ นั่งห่างจอ 50-70 เซนติเมตร กะพริบตาบ่อย

ๆ ปรับแสงหน้าจอและขนาดตัวหนังสือให้พอเหมาะ และดูหนังสือในที่มีแสงสว่างเพียงพอ และวางหนังสือห่างจากตาประมาณ 1 ฟุต ถ้ามีอาการเมื่อยตา ตาล้า จากการใช้สายตามาก

ควรพักสายตาโดยการหลับตาชั่วครู่ หรือมองออกไปไกล ๆ สำหรับผู้หญิงไม่ใช้เครื่องสำอางปะปนกับผู้อื่น และไม่ใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ นอกจากแนวทางปฏิบัติข้างต้น

การออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยในการถนอมสายตาได้ เช่น วิตามินเอ ในตับ ไข่แดง เนย น้ำมันตับปลา พืชใบเขียว พืชที่มีสีเหลือง และวิตามินบี

ในข้าวซ้อมมือ เนื้อหมู นม ตับ ไข่ ถั่ว ผักใบเขียว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกระดาษถนอมสายตา โดยผู้ผลิตมีการนำทฤษฎีเรื่องสีของวัตถุมาเป็นคำอธิบายนั้น ในทางจักษุวิทยา ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่ว่า

สีของกระดาษจะมีผลต่อสายตา และยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่บ่งบอกว่ากระดาษมีผลต่อสายตา ปัจจัยเกี่ยวกับความสว่างของแสงน่าจะช่วยให้สบายตามากกว่าปัจจัยเกี่ยวกับประเภทของสีกระดาษ

ทั้งนี้ เพื่อการดูแลสุขภาพตาที่ดี สำหรับบุคลทั่วไป ควรรับการตรวจตาจากจักษุแพทย์เป็นประจำทุก ๆ 1-2 ปี หรือเมื่อรู้สึกว่ามีความผิดปกติของดวงตา.

เมื่อวันที่ Sat 18-Aug-2007 23:15 pm