food

ในที่สุดเย็นวันนี้ครัวก็ตกอยู่ในมือเรา เนื่องจากแม่ครัวเอกของบ้านไปตีแบดกลับค่ำ เราเลยอาสารับหน้าที่ทำกับข้าวให้ ที่จริงถ้าเพื่อนเราไม่กลับค่ำจริงๆ เค้าคงไม่ยอมยกครัวให้ง่ายๆ เค้ากลัวเราทำบ้านไหม้ อิๆ (แหม แค่เคยทำไม้พายไหม้ไปนิดเดียวเอง บ้านน่ะตั้งหลังใหญ่ ไม่ไหม้ง่ายๆ หรอก)

 

เมนูอาหารวันนี้ก็ไม่ได้วิจิตรพิสดารอะไร ก็แค่กะเพราหมูกับไข่เจียวมะเขือเทศ (ที่เราให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำอีก)

 

เคยมีคนที่รู้จักหลายคนพอรู้ว่าเรามาเรียนอยู่เมืองนอกเมืองนา เค้าถามว่าแล้วกินอะไร กินยังไง แล้วพอเราตอบว่าส่วนใหญ่จะซื้อมาทำกินเอง เพราะว่ารสชาติถูกปากกว่า เค้าก็จะประมาณว่า โห...เก่งจัง ทำได้ไง มองก็ไม่เห็น คำตอบคือก็ไม่ต้องมองสิคะ ใช้ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ แทน

 

แรกๆ ที่มาเราก็ทำไม่ค่อยเป็นเหมือนกันแหล่ะ ก็อยู่เมืองไทยหาข้าวกินง่ายจะตาย เลยต้องอาศัยให้เพื่อนๆ ช่วยสอนบ้าง ถามเพื่อนบ้าง ลองผิดลองถูกบ้าง สารพัดแหล่ะ เคยกินแบบไหม้ๆ ก็มี (เพราะกลัวไม่สุกเลยเล่นจนไหม้เลย :P)อย่างผัดบร็อคโคลี่หรือดอกกะหล่ำนี่ก็ได้เรียนรู้ว่าควรเอาไปลวกน้ำเดือดก่อน ไม่งั๊นผัดให้ตายก็อาจจะยังแข็งอยู่ จำได้ว่าหั่นบร็อคโคลี่ตอนแรกๆ นี่ทำดอกมันกระจายเลอะเทอะเต็มไปหมด จนมาสังเกตเพื่อนเค้าหั่นว่ามันจะมีเป็นก้านๆ ถ้าหั่นตามนั้นก็จะไม่เลอะเทอะมาก ก็เก็บเล็กประสมน้อย สั่งสมประสบการณ์ไปน่ะนะ

 

ตอนอยู่หอสองปีกว่านี่ต้องทำอาหารกินเองทุกเย็น ก็ทำจนชิน แต่พอย้ายมาอยู่บ้านมีแม่ครัวหัวป่าอยู่แล้ว ฝีมืออย่างเราก็ไม่ต้องทำอะไรนอกจากครองอ่างล้างจานไป แต่ก็ต้องมีวันที่เพื่อนไม่ว่างบ้างล่ะนะ หนึ่งในวันนั้นก็คือเย็นวันนี้นั่นเอง

 

เราเริ่มต้นทำตอนหกโมงครึ่ง กว่าจะเสร็จก็เกือบสองทุ่มแน่ะ (แหะๆ ใช้เวลานานไปหน่อย แต่นี่รวมเก็บล้างด้วยนะ) เอาล่ะ เรามาเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งชั่วโมงกว่าให้เพื่อนๆ อ่านดีกว่าว่าเราทำอะไรบ้าง

 

เริ่มแรกก็เอาหมูที่เราเอาออกมาจากช่องแข็งตั้งแต่เที่ยงมาหั่นเป็นชิ้นๆ (ขอบอกว่าหั่นตามใจฉัน ไม่มีหั่นตามลาย หรือขวางลายแบบที่เค้าสอนกันหรอก ก็มองไม่เห็นลายนี่) จากนั้นก็เอาพริกกับกระเทียมมาใส่ครกและตำ (เห็นเพื่อนทำ เลยทำมั่ง เผอิญที่บ้านมีครกเป็นมรดกตกทอดกันมา) จากนั้นก็หั่นถั่ว (คล้ายถั่วฝักยาวของไทยเรา แต่ฝักเล็กกว่าและสั้นกว่าเยอะ) แล้วก็สไล้ด์เห็ดเป็นแผ่นๆ หนาบ้าง บางบ้าง อิๆ นำใบกะเพรามาฉีกเล็กน้อย (เพราะมีคนแนะนำว่าจะทำให้มีกลิ่นหอมขึ้น) อ้อ! ลืมไปว่าก่อนหั่นหมูนี่เราหุงข้าวก่อน

 

พอเตรียมเครื่องของจานแรกเสร็จ ก็เริ่มลงมือกับจานที่สอง ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก แค่เอาไข่มาตอก และเอามะเขือเทศมาหั่นเป็นชิ้นๆ (เผอิญมีมะเขือเทศสีดาลูกเล็ก เหลืออยู่) ขั้นตอนการเตรียมการทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้สายตามองนะคะ ใช้ระบบสัมผัสจากปลายนิ้วค่ะ

 

หลังจากเสร็จจากขั้นตอนการเตรียมของสดเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการผัดและทอดค่ะ เอากะทะมาตั้งบนเตา (ตอนนี้ที่เตายังไม่ร้อนนี่ก็แอบใช้มือจับตำแหน่งของเตาเล็กน้อยค่ะ จะได้วางได้ตรงกับหัวของเตาแก๊สค่ะ) จากนั้นก็เทน้ำมัน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เราไม่มั่นใจที่สุด เพราะกะไม่ค่อยถูก แต่ก็ทำใจกล้าเทไปนะคะ (เมื่อก่อนนี้จะใช้ช้อนตักค่ะ จะได้รู้แน่ว่าใส่น้ำมันลงไปเท่าไหร่) แต่หลังๆ นี่ขี้เกียจค่ะ เริ่มชะล่าใจ ก็เลยจะใช้วิธีดูก่อนว่ารูของฝาขวดกว้างแค่ไหน ถ้ากว้างมากก็จะพลิกข้อมือนิดเดียวด้วยความหวังว่าน้ำมันจะไม่ไหลลงไปเยอะเกินไปค่ะ แต่เคยมีน้องตาบอดอีกคนเค้าเอาช้อนมารอง แล้วเทน้ำมันลงไปบนช้อน เค้าว่าจะทำให้รู้สึกได้ว่าลงไปเยอะแค่ไหน เรายังไม่ได้ลองทำ

 

พอเทน้ำมันลงกะทะเรียบร้อยก็เปิดเตาแก๊ส ตั้งให้ไฟแรงไว้ก่อน จากนั้นก็หันไปล้างจานชามอุปกรณ์ที่ใช้เตรียมอาหารรอไปพลางๆ ค่ะ พอเริ่มได้กลิ่นน้ำมัน ก็รู้ได้ว่าน้ำมันร้อนแล้ว พร้อมผัดค่ะ หรี่ไฟลงมาเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มจากการเทกระเทียมและพริกที่ตำไว้แล้วลงไปก่อน ผัดสักแป๊บก็เอาหมูตามลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา ซิอิ๊ว น้ำมันหอย และน้ำตาล (เรียกได้ว่าใส่ทุกอย่างที่มี) การเทน้ำปลา ซิอิ๊ว และน้ำมันหอยนี่ก็พลิกมือเล็กน้อยเหมือนเวลาเทน้ำมันค่ะ จากนั้นก็ใส่ถั่วฝักยาว เห็ด และใบกะเพรา พอแน่ใจว่าเริ่มสุกแล้วก็ชิมค่ะ อืม...ยังจืดไปหน่อย ใส่เครื่องปรุงเพิ่มอีกเล็กน้อย และชิมอีกทีก็ปิดไฟได้ค่ะ

 

พอเสร็จก็เอามาเทลงบนจานค่ะ วิธีเทก็ค่อยๆ เอียงกะทะทีละนิดค่ะ แล้วก็ใช้ไม้พายกวาดลงบนจาน เมื่อก่อนเคยเอียงกะทะมากไปทำให้อาหารหกออกมานอกจาน ตอนหลังถึงเรียนรู้ว่าต้องค่อยๆ เอียงกะทะ (ทำมุมกี่องศาก็กะไม่ถูกค่ะ) เวลาเทก็ใช้ไม้พายกวาดอาหารที่เทลงไปบนจานแล้วให้มาอยู่กลางๆจานด้วยค่ะ จะได้ไม่หกออกนอกจาน

จากนั้นก็มาถึงไข่เจียวมะเขือเทศ เทน้ำมัน ตั้งไฟเหมือนเดิม (แต่คราวนี้เอาไม้พายเช็คตำแหน่งหัวเตาแก๊สแทนมือค่ะ) พอร้อนก็เอาส้อมที่ใช้เจียวไข่แตะที่กะทะก่อน เพื่อจะได้รู้ตำแหน่งที่แน่นอนของกะทะก่อนเทไข่จากชามค่ะ จากนั้นก็รอให้ไข่จับตัวกันเป็นแผ่น ระหว่างรอก็ค่อยๆ ใช้ไม้พายตะล่อมขอบไข่ข้างๆ ให้เข้ามารวมตัวกันนิดนึงค่ะ เพราะถ้าแผ่นใหญ่เกิน เราพลิกไม่ไหวค่ะ แต่...มะเขือเทศนี่น้ำเยอะค่ะ ขั้นตอนการพลิกเลยล้มไม่เป็นท่า สุดท้ายเลยได้ไข่เจียวมะเขือเทศแบบไม่ค่อยกลม และขาดวิ่นบ้างเป็นบางส่วนออกมาแทน แต่รสชาติยังโอเคนะ (จากลิ้นที่ชิมรสของเราเอง)

 

ตักใส่จาน วางบนโต๊ะ ล้างเก็บอุปกรณ์ทั้งหลาย ตักข้าวที่สุกเรียบร้อยแล้ว ก็พอดีเพื่อนกลับมาถึงบ้านค่ะ เลยได้หม่ำข้าวด้วยกัน พอเพื่อนชิมเค้าก็บอกว่ารสชาติใช้ได้ค่ะ (ไชโย้!) แต่เราบอกว่าไข่เจียวนี่ไม่กินก็ได้ หน้าตามันไม่สวย เค้าเลยแซวว่าปิดตากินก็ได้ (แต่จริงๆ ไม่ได้ปิด - เค้าบอกว่างั๊น)

 

เป็นอันว่ารอดไปอีกมื้อนึง หวังว่าคงไม่ท้องเสีย อิๆ...

 ป.ล. ส่วนหน้าตาของอาหารนี่อย่าดูเลยค่ะ คงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ รสชาติพอหม่ำได้เป็นพอ :P  

เราเคยเจอเพื่อนๆ หลายคนไม่ค่อยชอบทานผักกัน เลยอยากหยิบยกข่าวนี้มาให้อ่านกันไว้เป็นความรู้ค่ะ เผื่อจะช่วยกระตุ้นให้หันมาทานผักกันมากขึ้นนะคะ ถึงแม้ว่าข่าวนี้เค้าจะทำวิจัยกับคนสูงอายุ แต่การเริ่มรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ก็น่าจะดีกว่านะคะ กันไว้ก่อนค่ะ ดีกว่ามาตามแก้ทีหลังนะ ที่จริงโรคหลายโรคเกิดจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนะคะ อย่างพวกโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต และอีกสารพัดโรค รวมทั้งโรคตาด้วย เด็กหลายคนต้องตาบอดเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น อาหารนั้นเป็นได้ทั้งตัวช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซม ป้องกัน และรักษาโรคภัยต่างๆ ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับอาหารที่เราเลือกมารับประทานให้มากๆ ค่ะ

ด้วยความห่วงใยในสุขภาพของเพื่อนๆ ทุกคนที่ได้อ่านเอ็นทรี่นี้ค่ะ

ไข่และผักใบเขียวช่วยป้องกันตาบอดในคนชราได้

ผลการศึกษาในสหรัฐพบว่า สารอาหาร ๒ ตัว ในไข่และผักใบเขียวเข้มช่วยป้องกันโรคจุดรับภาพที่จอประสาทตาเสื่อม (เอเอ็มดี) ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คนสูงอายุตาบอดได้ ปัจจุบันมีชาวอเมริกันเป็นโรคเอเอ็มดี

ราว ๑.๒ ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ ๖๕ ปีขึ้นไป หลายคนเป็นเพราะพันธุกรรม บางคนเป็นเพราะการสูบบุหรี่ คณะนักวิจัยสถาบันตาแห่งชาติในรัฐแมรี่แลนด์ศึกษาพบว่าสารในกลุ่มคาโรทีนอยด์

๒ ตัว คือ ลูทีนและซีแซนทีนช่วยป้องกันโรคนี้ได้ ขณะที่สารอาหารตัวอื่น เช่น วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนกลับไม่ให้ผลชัดเจน พวกเขาศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของอาสาสมัครวัย

๖๐-๘๐ ปี จำนวน ๔,๕๑๙ คน เป็นเวลา ๖ ปี พบว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีนมากที่สุด มีโอกาสเป็นโรคเอเอ็มดีน้อยกว่ากลุ่มที่รับประทานน้อยที่สุดราวร้อยละ

๓๕ สันนิษฐานว่า สารอาหาร ๒ ตัวนี้ช่วยให้ตากรองแสงความยาวคลื่นสั้นที่เป็นอันตรายได้ และช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับจุดรับภาพที่จอตา สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหาร

๒ ตัวนี้ ได้แก่ ไข่ ผักโขม คะน้า บร็อคโคลี่ และข้าวโพด

ที่มา : ( ไอเอ็นเอ็นนิวส์ออนไลน์ ๑๑ ก.ย. ๒๕๕๐ )

วันนี้มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาแนะนำค่ะ ถ้าเกิดเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปทานข้าวร่วมกับคนตาบอดจะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรดีนะคะ

ที่จริงการทานข้าวกับคนตาบอดก็ไม่ได้มีอะไรแปลกพิเศษกว่าการทานข้าวกับคนทั่วๆ ไปหรอกค่ะ พวกเราสามารถตักอาหารเข้าปากเองได้อย่างไม่มีปัญหา (เผลอๆ ตักได้เก่งซะด้วย อิๆ) ในกรณีที่เป็นอาหารจานเดียวก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลยค่ะ เพราะพวกเราสามารถจัดการกับอาหารที่อยู่ในจานได้อย่างเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็วหรือไม่ก็แล้วแต่คนค่ะ แต่ถ้าในกรณีที่เป็นการทานข้าวแบบที่มีอาหารหลายอย่างอยู่ในจานหลายจาน ถ้าจะให้สะดวกและง่ายต่อคนตาบอด เพื่อนๆ ก็อาจช่วยตักกับข้าวชนิดต่างๆ ไปไว้ในจานข้าวให้กับคนตาบอดก็ได้ค่ะ อ้อ! ลืมบอกไปค่ะว่าก่อนตักกับข้าวใส่ในจานเพื่อนๆ อาจบอกให้คนตาบอดรู้ก่อนค่ะว่าบนโต๊ะมีเมนูอาหารอะไรบ้าง เพื่อที่ว่าคนตาบอดจะได้บอกได้ว่าเค้าทานอะไรไม่ทานอะไรค่ะ (คนตาบอดส่วนมากไม่ค่อยชอบทานปลาค่ะ เพราะพวกเรากลัวก้าง)

หลังจากที่เพื่อนๆ ตักอาหารไว้ในจานให้คนตาบอดเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาถึงวิธีการที่จะบอกว่ามีอาหารชนิดใดบ้างอยู่ที่ส่วนไหนของจาน ก็ง่ายๆ ค่ะ ให้เพื่อนๆ ลองนึกจานข้าวเป็นนาฬิกาค่ะ จากนั้นก็บอกไปเลยว่ามีอะไรอยู่ที่กี่นาฬิกา สมมติว่ามีไข่เจียวอยู่ที่หกนาฬิกา ผัดผักอยู่ที่สิบสองนาฬิกา หมูทอดอยู่ที่สามนาฬิกา เป็นต้นค่ะ หรือถ้ากับข้าวชนิดนั้นๆ กินพื้นที่เยอะก็อาจบอกได้ดังนี้ค่ะ...ผัดผักอยู่ที่สิบสองถึงหนึ่งนาฬิกา เป็นต้น

เป็นยังไงคะ ง่ายไหมเอ่ย นอกจากจะใช้นาฬิกาเพื่อบอกตำแหน่งของกับข้าวในจานแล้ว เพื่อนๆ อาจประยุกต์เอาไปใช้ในการบอกตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ บนโต๊ะอาหารได้ด้วยค่ะ เช่น แก้วน้ำอยู่ที่หนึ่งนาฬิกา ถ้วยซุปอยู่ที่สิบเอ็ดนาฬิกา เป็นต้นค่ะ วิธีนี้จะทำให้คนตาบอดหาของต่างๆ เจอได้ง่ายขึ้นค่ะ ดีกว่าที่จะบอกเป็นองศา (เพราะสำหรับคนตาบอดไม่เก่งเลขอย่างเราอาจงงได้) แต่คนตาบอดทุกคนได้รับการสอนให้ดูนาฬิกาเป็นนะคะ

ถ้าเกิดเพื่อนๆ ไปเจอจานข้าวที่เป็นสี่เหลี่ยมหรือวงรีก็ไม่ต้องตกใจนะคะ ใช้เทคนิคนาฬิกาเหมือนเดิมนี่แหล่ะค่ะ ก็ขนาดนาฬิกาจริงๆ ยังมีรูปร่างหลากหลายได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ

ป.ล. เคยมีคนบอกเราว่าวิธีการบอกเป็นนาฬิกาๆ นี้เป็นวิธีที่ผู้ชายเค้าใช้เหล่หญิงกัน โดยที่ไม่ต้องชี้ให้ผู้หญิงรู้ตัว ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะคะ ใครพอรู้มั่งคะ