life

สวัสดีค่ะ

 

วันนี้ได้เมลจากเพื่อนคนนึง แนะนำให้ไปดูรายการ The V.I.P. ของอาทิตย์ที่แล้ว ก็เลยตามไปดู เป็นเรื่องราวของคู่รักตาบอด ที่ได้แต่งงาน สร้างครอบครัว และมีลูกเป็นคนตาดี เลยอยากเชิญชวนเพื่อนๆ มาดูกันค่ะว่าพวกเขาทำได้อย่างไร ในรายการนี้จะได้เห็นกันด้วยค่ะว่า คนตาบอดทำอะไรหลายๆ อย่างเองกันได้ยังไงนะคะ

 

บางคนอาจเคยมีความคิดว่าถ้าคนตาบอดแต่งงานกันเองแล้ว ลูกที่คลอดออกมาจะต้องตาบอดด้วย อยากบอกว่า "ไม่เสมอไป" ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่ที่ตาบอดนั้น ตาบอดเพราะโรคที่เป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ตาบอดเพราะโรคที่เป็นกรรมพันธุ์ ลูกก็จะเกิดมาตาดีค่ะ เรารู้จักหลายครอบครัว ที่ทั้งครอบครัวตาบอด แต่อีกหลายครอบครัวที่มีลูกตาดีหมดค่ะ มีพี่คนนึงที่เรารู้จักที่อังกฤษ พี่เค้าเป็นคนตาดี มาเรียนปริญญาเอกทางวิศวกรรมศาสตร์ พี่คนนี้มีคุณพ่อคุณแม่เป็นคนตาบอดทั้งคู่เช่นกันค่ะ เช่นเดียวกับครอบครัวในรายการ The V.I.P. นี้ค่ะ ไปดูกันเลยค่ะ... 

 

ขอขอบคุณ "นิด" ที่ช่วยเอาวีดีโอมาแปะให้จ้ะ :)

เผอิญวันหนึ่งผ่านไปเจอ เอนทรี่นี้ เข้าที่ hot post แล้วก็เกิดสะดุดกับชื่อเอนทรี่ เลยลองกดเข้าไปอ่านดูค่ะ...

 

อ่านเอนทรี่จบ รู้สึกเห็นใจคนที่เป็นพ่อแม่ที่ต้องมีลูกตามองเห็นข้างเดียว คนเป็นพ่อเป็นแม่คงจะทุกข์สาหัสไม่น้อยไปกว่าลูก ที่ไม่ได้มีดวงตามองเห็น 2 ข้าง เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เลยทำให้นึกถึงพ่อแม่ของเราเอง

 

แม่เล่าว่าเริ่มรู้ว่าตาของเราผิดปกติตอนที่กำลังให้นม แล้วสังเกตเห็นว่าทำไมตาดำของเราถึงหลบเข้าไปในเปลือกตา ทำให้เหลือแต่ตาขาวน่ากลัว แม่เลยรีบพาไปพบจักษุแพทย์ หมอตรวจดูบอกว่าลูกสาวของแม่เป็นต้อกระจก ตอนที่แม่ได้รู้ข่าวนี้จากหมอ แม่บอกว่าแม่ร้องไห้แทบว่าจะขาดใจ มีแต่คำถามว่า "ทำไมต้องเป็นลูกเรา" "ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดกับลูกเรา" สารพัดคำถามประเดประดังเข้ามาในหัวแม่

 

แม่ร้องไห้อยู่เป็นเดือน ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง เริ่มต้นยังไง เรียกได้ว่าตอนนั้นไม่มีสติ ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร คิดอะไรไม่ออกเลย จนกระทั่งคุณยายพูดกับแม่ประโยคหนึ่งว่า "เราต้องหนักแน่นดั่งภูผา คอยเป็นหลักให้ลูกได้พึ่งพิง"   ซึ่งประโยคนี้ทำให้แม่ได้ฉุกคิด และได้ช่วยฉุดแม่ขึ้นมาจากความเศร้าหมอง พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อลูกสาวของแม่

 

เราเลยได้รับการผ่าตัดตาครั้งแรกตอนอายุได้ 2 เดือน หมอต้องมัดมือมัดเท้าเพื่อไม่ให้เรากระดุกกระดิกตอนที่กำลังผ่าตัดอยู่ แม่เห็นแล้วก็สงสารมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันจำเป็น ไม่อย่างนั้นคุณหมอจะทำการผ่าตัดไม่ได้ และลูกแม่ก็จะไม่ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด

 

หลังจากการผ่าตัดครั้งแรกครั้งนั้น เราก็ต้องได้รับการผ่าตัดตาเรื่อยๆ เพื่อพยายามรักษาการมองเห็นให้ยังคงอยู่ให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกของเราก็ได้พัฒนาเป็นโรคต้อหิน ซึ่งไม่มีวันรักษาหาย จะต้องรักษา กินยา หยอดตา ควบคุมความดันตาไปตลอดชีวิต ถึงแม้เราจะได้รับการรักษาที่พ่อและแม่เลือกแล้วว่าดีที่สุด กับคุณหมอที่ได้ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดท่านหนึ่ง แต่เราก็ต้องสูญเสียดวงตาข้างขวาไป ซึ่งมันนานมากจนเราเองไม่เคยจำได้ว่าการมองเห็นด้วยตาสองข้างเป็นยังไง

 

แต่ถึงแม้ว่าเราจะเป็นโรคตาที่จะต้องคอยควบคุมดูแลไปตลอดชีวิต แม่เราก็ไม่เคยเลี้ยงเราแบบประคบประหงม ประโยคที่คนรอบข้างชอบพูดว่า "สงสารน้องปอม" "น้องปอมน่าสงสารจัง" ถูกแม่สั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ห้ามใครก็ตามพูดประโยคนี้กับเรา หรือพูดให้เราได้ยิน เพราะแม่เชื่อว่าถ้าเราถูกพูดกรอกหูด้วยประโยคนี้ซ้ำๆ มันจะทำให้เรามองตัวเองด้อย มองตัวเองแย่ กลายเป็นคนที่มีแต่ความสงสารตัวเอง อ่อนแอและนุ่มนิ่ม

 

สิ่งที่แม่ทำคือ เลี้ยงดูเราขึ้นมาอย่างเด็กปกติคนหนึ่ง ซึ่งอาจมีความต่างในด้านการมองเห็น แม่ส่งเราเข้าโรงเรียน แม่ให้เราทำกิจกรรมต่างๆ แม่พาเราไปเที่ยว ไปให้เห็นโลกกว้างที่สุดเท่าที่เรายังมองเห็นอยู่ แม่ให้เราได้ทำทุกอย่างเหมือนเด็กคนอื่นๆ

 

ในขณะเดียวกัน แม่ก็ฝึกให้เรายอมรับความจริงว่าเรามีความต่างอยู่นิดหนึ่ง คือตาของเรามองเห็นไม่เท่ากับเด็กคนอื่นๆ นะ แม่มักจะคอยพูดเตือนเสมอ ไม่ให้เราประมาทว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะต้องมองเห็นแย่ลงไปมากๆ กว่าที่เคยเห็น หรืออาจจะต้องตาบอดสนิทไปเลย เพราะฉะนั้นเราควรต้องทำใจไว้บ้าง แต่ก็อย่าให้มันมาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของเรา

 

เราได้เรียนอยู่ในโรงเรียนปกติอยู่จนถึง ป. 5 เทอม 1 แล้วเราก็ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอด ความจริงแม่เคยพาเราไปแล้วครั้งหนึ่งตอนเราอยู่ ป. 2 แต่ตอนนั้นแม่เองที่เป็นฝ่ายทำใจไม่ได้ ที่ลูกของแม่จะต้องไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนคนตาบอด แต่สำหรับครั้งหลังนี้ที่ทำให้แม่ต้องตัดสินใจก็เพราะทุกครั้งที่ใกล้จะสอบปลายภาค ความดันตาของเราจะต้องขึ้น และต้องได้รับการผ่าตัดทุกครั้ง แต่สำหรับครั้งนี้ แทนที่จะเป็นเทอมปลายปีการศึกษา มันกลับเป็นตอนเทอมต้นของปีการศึกษา แม่เริ่มรู้สึกว่าควรจะเตรียมความพร้อมในเรื่องทักษะต่างๆ ของคนตาบอดให้เรา จึงตัดสินใจส่งเราไปเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ

 

แม่มักพูดเสมอว่าสิ่งที่แม่ให้ได้คือการเตรียมความพร้อมให้เรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน แนวคิด การดำเนินชีวิต และสภาพจิตใจที่ดี แต่ในท้ายที่สุดแล้วคนที่จะต้องใช้ชีวิตของเราก็คือตัวเราเอง ไม่ใช่แม่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ เพราะวันหนึ่งหากแม่ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว มันก็เหมือนกับVDO ม้วนหนึ่งที่ได้ฉายหนังของตัวเองจบม้วนแล้ว เราเองก็มีหนังชีวิตของเรา ที่เราต้องเป็นคนแสดงเอง แม่มาแสดงแทนให้ไม่ได้

 

ตอนเรายังเด็กๆ เราไม่ค่อยชอบวิธีการเลี้ยงลูกของแม่สักเท่าไหร่ เราอยากให้แม่เราเป็นเหมือนแม่คนอื่นๆ ที่คอยดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างใกล้ชิด แต่พอเราเริ่มโตขึ้นมา เราก็ชักจะชอบการเลี้ยงลูกแบบเฉพาะของแม่เรา ที่ไม่มีแม่คนไหนเหมือน การที่แม่ไม่ได้ดูแลประคบประหงมใกล้ชิดไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่ได้มองเราอยู่ แต่เราว่าการเลี้ยงลูกแบบให้อิสระทุกด้าน ไม่ว่าเราอยากจะลองทำอะไร เราจะคิดอะไร แม่ไม่ห้าม แม่ปล่อยให้เราได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนผูกแล้วก็เรียนแก้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อไหร่ที่เรามีปัญหา แม่ก็พร้อมเสมอที่จะคอยให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทาง (แต่ไม่บังคับ) แล้วให้เราเลือกเอง ตัดสินใจเอง ว่าอะไรที่เราคิดว่าดีที่สุดสำหรับเรา

 เราเลยรู้สึกว่าเราโชคดีมากๆ ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่เราค่ะ

เทคโนโลยีสมัยนี้นี่มันช่างก้าวหน้าซะจริงๆ เลย แต่เราก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าในอนาคตคนเราไปทำกิจกรรมหลายๆ อย่างบนโลกเสมือนจริงแบบนี้กันหมด แล้วการปฏิสัมพันธ์กันในโลกแห่งความเป็นจริงนี่จะเป็นยังไงนะ เดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่หลายๆ คนอาจจะใช้เวลาว่างเล่นกับคนในคอมพิวเตอร์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ มากกว่าการออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านกับเพื่อนบ้านเหมือนตอนที่เราเป็นเด็กเสียอีก แล้วโลกในอนาคตจะเป็นยังไงนะ?

 แต่สำหรับคนพิการหรือคนที่เป็นอัมพาตขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง การพัฒนาเทคโนโลยีแบบในข่าวนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเค้ามากพอสมควรนะ เพราะถึงแม้ร่างกายจะดูเหมือนตายไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกนึกคิด และสมองของพวกเค้าจะตายไปด้วย เพราะฉะนั้นการได้ไปโลดแล่นอยู่ในโลกเสมือนจริงก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเค้าให้คุ้มค่ากว่าการแค่นอนอยู่เฉยๆ เนอะ  

จูนิชิอูชิบะ จากมหาวิทยาลัยไคโอะพัฒนา อุปกรณ์ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ ไฟฟ้าในสมองมาใช้งานร่วมกับเกมออนไลน์ที่ชื่อ "เซคันไลฟ์"(www.secondlife.com)

โดยผู้เล่นไม่จำเป็นต้องแตะแป้นพิมพ์และเมาส์ นักวิจัยญี่ปุ่นบอกว่าคนเป็นอัมพาตมีชีวิตที่ลำบากอยู่แล้ว เทคโน โลยีที่พัฒนาขึ้นมานี้จะช่วยให้คนป่วยที่ดูแลตัวเองไม่ได้

หรือแม้แต่ผู้พิการสามารถสั่งตัวอวตารในเกมให้เดินไปร้านค้า และช่วยให้พวกเขาซื้อสินค้าในร้านออนไลน์ที่เปิดขายอยู่ในเซคันไลฟ์ได้ หรืออาจถึงขั้นตั้งบริษัทเสมือนจริงให้ตัวเอง

 

 เซคันไลฟ์เป็นเกมชีวิตเสมือนจริงที่บริษัทลินเดนแล็ปในซานฟรานซิสโกสร้างให้คนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกสมมติ และสามารถซื้อบ้าน สร้างอาคาร ซื้อเกาะ ขายสินค้า

นัดเที่ยว ได้เหมือนชีวิตจริง เงินที่ใช้เล่นในเกมเรียกว่า เงินลินเดน สามารถแปลงค่าเป็นดอลลาร์ได้ อุปกรณ์ควบคุมตัวอวตารในเกมออนไลน์ของอูชิบะยังอยู่ในช่วงเริ่มพัฒนาแต่คาดว่าจะเปิดให้ผู้พิการทดลองใช้งานจริงในปีหน้า

ระหว่างนี้ใช้ทีมนักศึกษาทดสอบเพื่อหาตำแหน่งติดตั้งที่ดีที่สุดบนสมอง เพื่อสั่งตัวอวตารให้เดินไปไหนมาไหนได้คล่องแคล่ว นักศึกษาที่ได้ทดสอบอุปกรณ์รายหนึ่งบอกว่าหัวใจสำคัญของการใช้งานอุปกรณ์คือ

ผู้ใช้ต้องตั้งสมาธิให้มั่น ห้ามคิดถึงเรื่องอื่นเด็ดขาด ถ้าเกิดใจลอยขึ้นมา อาจเผลอบังคับตัวอวตารเดินตกเหวลงทะเลเอาได้ ห้องแล็บหลายประเทศสนใจคิดค้นระบบสั่งการคอมพิวเตอร์เช่นกันยกตัวอย่าง

ทีมวิจัยเบรนเกตของสหรัฐทดลองฝังขั้วรับสัญญาณไฟฟ้าไว้ที่ศีรษะต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ให้สั่งงานเปิดอีเมล หรือสั่งให้รถเข็นเคลื่อนที่เดินหน้าถอยหลัง พยาบาลอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งกล่าวว่าญี่ปุ่นมีคนที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้อยู่จำนวนมาก

ถ้าระบบสั่งการด้วยสมองใช้ได้จริงจะปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้มาก อย่างน้อยช่วยให้พวกเขาได้เข้าสังคม พูดคุยกับคนบนโลกเสมือนจริงได้

ที่มา : คม ชัด ลึกออนไลน์ ๓๐ พย. ๒๕๕๐