technology

สดๆ ร้อนๆ ขอเอาเพื่อนมาเผานิดนึงค่ะ อิๆ

 

เมื่อกี๊เปิ้ล skype มาหา ไอ้เราก็นึกว่าคิดถึงกัน เพราะว่าไม่ได้คุยกันมานานมาก แต่เปล่าเลยค่ะ คือเค้า skype มาเพื่อบอกว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนเพราะต้องปั่นงานส่งอาจารย์ ตอนนี้ (10 โมง ตามเวลาท้องถิ่นของเปิ้ลที่อินเดียน่า บ่าย 3 โมงของเราตามเวลาที่บ้านนอกของอังกฤษ) กำลังรอรถจากมหาวิทยาลัยมารับเพื่อไปส่งงานให้อาจารย์ แล้วกะว่าจะกลับมางีบสักเล็กน้อย ก่อนที่รถของเมืองที่เค้าอยู่จะมารับอีกทีตอนบ่าย 3 โมง เพื่อออกไปส่งไปรษณีย์ แต่เปิ้ลกลัวไม่ตืนค่ะ เลย skype มาหาเพื่อบอกว่าตอนบ่าย 2 โมงครึ่ง (หรือประมาณทุ่มครึ่งของเรา) ช่วยโทร.ไปปลุกด้วย!!!

 

จากเรื่องที่เล่าไปนี้ สาเหตุแรกคือเผาเพื่อนสนิทค่ะ 555 (นิสัยไม่ดีเนอะ) แต่อีกสาเหตุนึงคืออยากชี้ให้เห็นถึงบริการและการส่งเสริมให้คนพิการในอเมริกาสามารถใช้ชีวิตอิสระได้ด้วยตัวเองค่ะ

 

อย่างที่พวกเราคงพอจะรู้ๆ กันอยู่ว่าอเมริกานี่ช่างกว้างใหญ่ไพศาลมาก แค่รัฐๆ เดียวก็มีขนาดเท่าประเทศๆ หนึ่งทั้งประเทศได้แล้ว และด้วยความกว้างใหญ่นี้ทำให้เวลาจะไปไหนทีค่อนข้างลำบากค่ะถ้าหากไม่มีรถยนต์ส่วนตัวที่จะขับไป แล้วยิ่งถ้าไม่ได้อาศัยอยู่ในเมือง เรื่องระบบขนส่งอย่างรถเมล์ รถไฟฟ้า อะไรนี่ก็ไม่ค่อยสะดวกซะเท่าไหร่ค่ะ ทำให้คนพิการที่ขับรถเองไม่ได้อย่างคนตาบอดต้องเผชิญปัญหาเรื่องการเดินทางค่อนข้างมาก (ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากขนาดที่งานวิจัยและหนังสือที่เกี่ยวกับวัยรุ่นตาบอดอเมริกันกล่าวถึงประเด็นนี้กันอย่างแพร่หลาย) เวลาจะไปไหนๆ ทีต้องรอให้คนในครอบครัวหรือคนอื่นมาช่วยพาไป ซึ่งทำให้ตัวคนตาบอดเองรู้สึกไม่เป็นอิสระและรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่นอยู่เสมอ

 

และด้วยเหตุผลที่ต้องการให้คนพิการได้มีโอกาสใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ได้ไปไหนมาไหนในเวลาที่ตัวเองต้องการ (โดยที่ไม่ต้องรอให้คนที่จะพาไปว่าง) ได้ทำกิจกรรมของตัวเองตามต้องการและตามศักยภาพที่ทำได้ รัฐจึงได้จัดสวัสดิการ เช่น บริการรถรับ-ส่ง แบบนี้ให้แก่คนพิการ (อย่างที่เล่าในเรื่องนี้) ไว้ให้บริการและส่งเสริมการดำรงชีวิตอิสระแก่คนพิการค่ะ

 

จบแล้ว...เรื่องเอาเพื่อนมาเผานี่ก็เอามาโยงกับสวัสดิการคนพิการได้อีกแฮะ :P

 

ป.ล. ขอบคุณเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารข้ามประเทศทำได้สะดวกรวดเร็ว และประหยัด ไม่อย่างนั้นคงไม่มีการขอให้โทรศัพท์ปลุกกันข้ามทวีปอย่างในวันนี้ 555

เทคโนโลยีสมัยนี้นี่มันช่างก้าวหน้าซะจริงๆ เลย แต่เราก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าในอนาคตคนเราไปทำกิจกรรมหลายๆ อย่างบนโลกเสมือนจริงแบบนี้กันหมด แล้วการปฏิสัมพันธ์กันในโลกแห่งความเป็นจริงนี่จะเป็นยังไงนะ เดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่หลายๆ คนอาจจะใช้เวลาว่างเล่นกับคนในคอมพิวเตอร์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ มากกว่าการออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านกับเพื่อนบ้านเหมือนตอนที่เราเป็นเด็กเสียอีก แล้วโลกในอนาคตจะเป็นยังไงนะ?

 แต่สำหรับคนพิการหรือคนที่เป็นอัมพาตขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง การพัฒนาเทคโนโลยีแบบในข่าวนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเค้ามากพอสมควรนะ เพราะถึงแม้ร่างกายจะดูเหมือนตายไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกนึกคิด และสมองของพวกเค้าจะตายไปด้วย เพราะฉะนั้นการได้ไปโลดแล่นอยู่ในโลกเสมือนจริงก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเค้าให้คุ้มค่ากว่าการแค่นอนอยู่เฉยๆ เนอะ  

จูนิชิอูชิบะ จากมหาวิทยาลัยไคโอะพัฒนา อุปกรณ์ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ ไฟฟ้าในสมองมาใช้งานร่วมกับเกมออนไลน์ที่ชื่อ "เซคันไลฟ์"(www.secondlife.com)

โดยผู้เล่นไม่จำเป็นต้องแตะแป้นพิมพ์และเมาส์ นักวิจัยญี่ปุ่นบอกว่าคนเป็นอัมพาตมีชีวิตที่ลำบากอยู่แล้ว เทคโน โลยีที่พัฒนาขึ้นมานี้จะช่วยให้คนป่วยที่ดูแลตัวเองไม่ได้

หรือแม้แต่ผู้พิการสามารถสั่งตัวอวตารในเกมให้เดินไปร้านค้า และช่วยให้พวกเขาซื้อสินค้าในร้านออนไลน์ที่เปิดขายอยู่ในเซคันไลฟ์ได้ หรืออาจถึงขั้นตั้งบริษัทเสมือนจริงให้ตัวเอง

 

 เซคันไลฟ์เป็นเกมชีวิตเสมือนจริงที่บริษัทลินเดนแล็ปในซานฟรานซิสโกสร้างให้คนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกสมมติ และสามารถซื้อบ้าน สร้างอาคาร ซื้อเกาะ ขายสินค้า

นัดเที่ยว ได้เหมือนชีวิตจริง เงินที่ใช้เล่นในเกมเรียกว่า เงินลินเดน สามารถแปลงค่าเป็นดอลลาร์ได้ อุปกรณ์ควบคุมตัวอวตารในเกมออนไลน์ของอูชิบะยังอยู่ในช่วงเริ่มพัฒนาแต่คาดว่าจะเปิดให้ผู้พิการทดลองใช้งานจริงในปีหน้า

ระหว่างนี้ใช้ทีมนักศึกษาทดสอบเพื่อหาตำแหน่งติดตั้งที่ดีที่สุดบนสมอง เพื่อสั่งตัวอวตารให้เดินไปไหนมาไหนได้คล่องแคล่ว นักศึกษาที่ได้ทดสอบอุปกรณ์รายหนึ่งบอกว่าหัวใจสำคัญของการใช้งานอุปกรณ์คือ

ผู้ใช้ต้องตั้งสมาธิให้มั่น ห้ามคิดถึงเรื่องอื่นเด็ดขาด ถ้าเกิดใจลอยขึ้นมา อาจเผลอบังคับตัวอวตารเดินตกเหวลงทะเลเอาได้ ห้องแล็บหลายประเทศสนใจคิดค้นระบบสั่งการคอมพิวเตอร์เช่นกันยกตัวอย่าง

ทีมวิจัยเบรนเกตของสหรัฐทดลองฝังขั้วรับสัญญาณไฟฟ้าไว้ที่ศีรษะต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ให้สั่งงานเปิดอีเมล หรือสั่งให้รถเข็นเคลื่อนที่เดินหน้าถอยหลัง พยาบาลอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งกล่าวว่าญี่ปุ่นมีคนที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้อยู่จำนวนมาก

ถ้าระบบสั่งการด้วยสมองใช้ได้จริงจะปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้มาก อย่างน้อยช่วยให้พวกเขาได้เข้าสังคม พูดคุยกับคนบนโลกเสมือนจริงได้

ที่มา : คม ชัด ลึกออนไลน์ ๓๐ พย. ๒๕๕๐

Self Service Cashier

posted on 17 Oct 2007 04:51 by nupomme in England
 

วันนี้ไปเจออาจารย์ที่ปรึกษามา มีงานต้องทำอีกเพียบเลย แต่...จนแล้วจนรอดตั้งแต่กับมาถึงบ้านก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย มัวแต่นั่งเล่นอะไรก็ไม่รู้ เคยคุยกับเพื่อนที่เป็น research student เหมือนกัน (ที่นี่เค้าเรียกเด็กที่เรียนเอกหรือทำโทที่เน้นการวิจัยว่างั๊น) ว่าหลังจากได้ไปเจออาจารย์พวกเรามักจะรู้สึกเหมือนกับได้ทำงานไปเยอะแล้วสำหรับวันนั้น แต่จริงๆ แล้วไปเจออาจารย์แค่ชั่วโมงกว่าๆ เป็นอย่างมาก :P

 

แต่วันนี้ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องการไปพบอาจารย์ที่ปรึกษา เราจะมาเล่าถึงเหตุการณ์ระหว่างทางจากออฟฟิศอาจารย์ก่อนถึงบ้านต่างหากล่ะ (ที่จริงมันก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจมากนักหรอก แต่อยากเอามาเขียนเฉยๆ อิๆ)

 

ระยะทางจากบ้านเราถึงคณะนี่ต้องใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที เมื่อก่อนรู้สึกว่าไกล แต่มาอยู่ที่นี่นานๆ ก็เริ่มชินกับการเดิน แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าไกล แถมได้ออกกำลังกาย (ที่ไม่ค่อยได้ออก) อีกต่างหาก ถ้าเป็นเมืองไทยระยะทางเท่านี้คงต้องขอโดยสารยานพาหนะอะไรสักอย่างไปแล้ว

 

ทีนี้ตรงกลางระหว่างบ้านกับคณะของเราก็จะมีช้อปปิ้งเซ็นเตอร์แห่งเดียวในละแวกนี้ตั้งอยู่ (เขียนแค่นี้คงพอนึกออกกันแล้วใช่มั๊ยว่าก่อนกลับมานั่งเล่นที่บ้านเราแว้บไปไหนมา) ปิ๊งป่อง! ถูกต้องแล้วคร้าบบบ ก็แวะเข้าไปช้อปนะสิ เปล่า...เราไม่ได้ไปคนเดียวนะ ไปกับพี่ที่บ้านที่เค้าเดินไปเจออาจารย์เป็นเพื่อนกับเรา ที่จริงเราเดินไปคณะเองไม่ได้ เพราะตรงคณะไม่มีทางม้าลายข้ามถนน (สะพานลอยแบบบ้านเราก็ไม่มี) เลยต้องมีคนพาไปเสมอ ดีที่เดี๋ยวนี้ด้วยเทคโนโลยีเราสามารถนั่งทำงานอยู่บ้านได้ ไม่งั๊นคงต้องลำบากหาคนไปส่งทุกวัน

 

กลับมาที่การช้อปปิ้งของพวกเราดีกว่า ที่จริงจุดมุ่งหมายหลักของพวกเราคือเข้าเทสโก้ (ก็เทสโก้โลตัสบ้านเราน่ะค่ะ) เพื่อหาอาหารเที่ยง เพราะเกิดอยากอ้วนกันและขี้เกียจทำกับข้าวก็เลยซื้อพิซซ่ามาหม่ำกัน

 

พอได้อาหารที่ต้องการแล้ว พวกเราก็มาที่ช่องจ่ายตังค์ค่ะ ทีเด็ดอยู่ที่ช่องจ่ายตังค์ตรงนี้เอง เนื่องจากพวกเรามีของน้อยชิ้นเลยเลือกไปที่ช่องทางด่วน ที่ช่องนี้เดี๋ยวนี้เค้ามีเครื่องมาตั้งให้ลูกค้าจัดการจ่ายตังค์เองแล้วค่ะ คือเราต้องเอาของชิ้นต่างๆ ผ่านเครื่องสแกนบาร์โค้ดให้มันดังติ๊ดๆ น่ะค่ะ พอเสร็จก็ใส่บัตรเดบิตหรือเครดิตเข้าไป กดรหัส รับบัตรและใบเสร็จ เท่านี้เอง เสร็จเรียบร้อย ง่ายจริงๆ

 

ทีแรกแอบตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะไอ้เจ้าเครื่องนี้มันมีเสียงพูดบอกขั้นตอนต่างๆ ด้วยค่ะ ไอ้เรารึก็นึกว่า แหม...ดีจัง พูดได้ด้วย งี๊คนตาบอดอย่างเราก็น่าจะลองเล่นได้น่ะสิ แต่...ความหวังมีอยู่ได้แป๊บเดียวค่ะ เพราะว่ามันไม่ได้พูดตลอด ตอนใส่บัตรเดบิตหรือเครดิตลงไปแล้ว มันดันมาหยุดพูดตรงขั้นตอนที่จะให้ใส่รหัส แล้วแถมการกดคำสั่งต่างๆ มันก็ต้องกดบนหน้าจอเรียบๆ ของเครื่องซะอีก โถ...อดเลยเรา

 

แล้วพอมานั่งนึกดูตอนนี้ว่าถ้าเราคนตาบอดจะมัวแต่ไปมะงุมมะงาหราเพื่อจ่ายตังค์ด้วยไอ้เจ้าเครื่องนี้ตอนชั่วโมงเร่งด่วนและคนเยอะอย่างตอนเที่ยงนี่คงจะถูกคนที่ต่อหลังตีหัวเอา หรือไม่เค้าก็คงรีบเข้ามาช่วยแทน มันจะได้รีบๆ จ่าย รีบๆ ไปซะที (แต่กะว่าถ้าตอนไม่ค่อยมีคนนี่ก็อยากลองเล่นดูเหมือนกัน ฮิๆ)

 

ไม่รู้บ้านเรามีเครื่องแบบนี้หรือยังคะ พี่ที่ไปด้วยกันบอกว่าเค้าคิดว่น่าจะมี แต่ไม่แน่ใจ ใครทราบช่วยบอกที...