thailand

เอามาให้อ่านอัพเดทกันค่ะ คนพิการไทยก็ฝันอยากให้มีแบบนี้มั่งเหมือนกัน... ได้ข่าวมาแว่วๆ ว่าจะมีการยกเลิกรถเมล์แบบไม่ติดแอร์แล้วเปลี่ยนเป็นรถแอร์ให้หมด แต่อย่าลืมทำให้คนพิการไทยขึ้นได้ด้วยนะ

 

ชีวิตคนพิการไต้หวัน... ไม่  "ด้อยโอกาส"
เกาะไต้หวันมีพื้นที่เล็กกว่าไทยราว ๑๕ เท่า ประชากรไม่หนาแน่นนัก มีประมาณ ๒๓ ล้านคนเท่านั้น แต่ไต้หวันให้ความสำคัญกับคนพิการที่มีเพียงร้อยละ ๕ หรือประมาณ
๑.๔ ล้านคน ทางเดินเท้าทุกหนทุกแห่งมีทางลาดสำหรับให้ผู้พิการที่ใช้รถเข็นสามารถขึ้นลงถนนและทางเดินเท้าได้อย่างสะดวก และยังมีทางเดินสำหรับคนตาบอดบนทางเท้าด้วย
ห้องน้ำในสำนักงานของรัฐ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าใหญ่ๆ มีห้องน้ำสำหรับคนพิการใช้เก้าอี้เข็น ในลิฟต์ยังมีตัวอักษรเบรลล์อำนวยความสะดวกคนตาบอดอีกด้วย นักท่องเที่ยวที่ไปไต้หวันอาจคิดว่า
สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการเพิ่งมีในสมัยที่ นายเฉิน สุ่ย เปียน เป็นประธานาธิบดี เพราะภรรยาเป็นคนพิการนั่งรถเข็น แต่ความจริงแล้วไต้หวันมีสวัสดิการสำหรับคนตาบอดมานาน
๑๐ ปีแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีการก่อตั้งมูลนิธิสวัสดิการสังคมอีเดน เมื่อปี ๒๕๒๕ โดย นางหลิว เซียะ นักเขียนหญิงหัวใจแกร่ง ที่ต้องนั่งรถเข็นเพราะเป็นโรคไขข้ออักเสบ
แต่ไม่ยอมแพ้สภาพร่างกาย พยายามต่อสู้เพื่อช่วยเหลือผู้พิการให้ได้รับสวัสดิการต่างๆ เช่น อบรมอาชีพ การจ้างงาน การดูแลในระยะยาว ทุกวันนี้ คนพิการในไต้หวันเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวเองได้อย่างสบาย
ขึ้นรถไฟฟ้าก็ได้ ขึ้นรถโดยสารสาธารณะก็ได้ เพียงแค่แสดงบัตรคนพิการก็จะได้รับการดูแลอย่างดี และยังมีรถโดยสารสาธารณะสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ โดยมีรางเลื่อนยกรถเข็นขึ้นรถและจะออกวิ่งตามเวลา

 ผู้พิการในไต้หวันพึงพอใจในสวัสดิการสำหรับคนพิการมากถึงร้อยละ ๖๐-๗๐ แต่ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือมากขึ้น เช่น การอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและการจ้างงาน
หากไทยใช้ไต้หวันเป็นแบบอย่าง คนพิการในไทยคงได้ใช้ศักยภาพในตัวเองได้มากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่นี้  

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์ ๒๓ มิ.ย. ๒๕๕๑ 

พึ่งอ่านหนังสือชื่อ The Kingdom Within จบ (ภาษาไทยชื่อ อาณาจักรภายใน) หนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวิตของสตรีตาบอดชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ เจเนวีฟ คอลฟิลด์ (Genevieve Caulfield) เพื่อนๆ คงสงสัยว่าแล้วไงเหรอ ก็แค่ผู้หญิงตาบอดคนหนึ่งเท่านั้นเอง ใช่ค่ะ...เธอเป็นผู้หญิงตาบอด แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงตาบอดธรรมดาๆ น่ะสิคะ เพราะว่าเธอคือคนที่ทำให้คนตาบอดไทยได้มีวันนี้ ได้เรียนหนังสือ มีความรู้ มีงานทำ มีอนาคตที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

มิสคอลฟิลด์ (หรือที่พวกเราคนตาบอดไทยมักเรียกกันสั้นๆ ว่า แหม่ม) เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1888 ที่เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เธอสูญเสียดวงตาไปเมื่ออายุได้เพียง 2 เดือน จากความสะเพร่าของแพทย์ที่ทำขวดยาอันตรายหกราดหน้าของเธอทำให้ตาบอดทั้งสองข้าง

 

ถึงแม้จะตาบอดแต่มิสคอลฟิลด์ก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากพ่อแม่ เธอได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดจนจบ ต่อจากนั้นไปเรียนที่ Trinity College และไปต่อปริญญาตรีที่วิทยาลัยครูของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย  เพราะอยากจะเป็นครูไปสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศญี่ปุ่น

 

ความฝันที่อยากจะไปประเทศญี่ปุ่นนั้นเริ่มขึ้นเมื่อเธออายุได้ 17 ปี ได้ฟังบทความที่ครูของเธออ่านอัดเสียงให้ บทความนั้นพูดถึงเรื่องที่ทางรัฐแคลิฟอร์เนียมีความคิดที่จะส่งเด็กญี่ปุ่นไปเรียนอยู่ในโรงเรียนเฉพาะแยกจากเด็กอเมริกัน มิสคอลฟิลด์รู้สึกว่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เธอจึงมีความคิดที่อยากจะไปประเทศญี่ปุ่น ไปทำงานที่นั่น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างคนอเมริกันและคนญี่ปุ่นขึ้น

 หลังจากผ่านไป 15 ปี ความฝันของเธอก็ได้เป็นจริง เธอได้ไปประเทศญี่ปุ่นและได้ไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยมและรับสอนพิเศษด้วย และที่ญี่ปุ่นนี่เองที่เธอได้เจอกับคนไทยหลายคน เธอได้พูดคุยกับคนไทยเหล่านั้นและสอบถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเด็กตาบอดในประเทศไทย ให้เดาว่าพวกเค้าตอบเธอว่าอะไรคะ...ประเทศไทยไม่มีคนตาบอดค่ะ!!! 

มิสคอลฟิลด์รู้สึกประหลาดใจและไม่ค่อยอยากจะเชื่อซะเท่าไหร่ จนกระทั่งเธอได้พบกับนายแพทย์ฝนทอง แสงสิงแก้ว ที่เป็นคนบอกเธอว่ามีเด็กตาบอดในเมืองไทยสิ ทำไมจะไม่มี ด้วยความรู้นี้เองทำให้มิสคอลฟิลด์มีความคิดที่อยากจะทำอะไรเพื่อคนตาบอด (ที่จริงเธอก็อยากทำให้คนตาบอดญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่พวกเค้ามีโรงเรียน มีบริการต่างๆ ดีอยู่แล้ว) เธอจึงมาเปิดโรงเรียนสอนคนตาบอดในเมืองไทย

 

โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งขึ้นเมื่อปี 2482 จากเงินทุน 800 ดอลล่าร์ของมิส เริ่มแรกเป็นเพียงบ้านเช่าเล็กๆ มีเด็กนักเรียนไม่กี่คน กว่าจะได้ย้ายมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบันที่สี่แยกตึกชัยก็ต้องย้ายกันอยู่หลายครั้ง ยิ่งในช่วงสงครามก็ต้องย้ายหนีระเบิดไปเรียนกันที่หัวหินด้วย

 

ในสมัยแรกโรงเรียนไม่ได้รับการสนับสนุนอะไรจากรัฐบาลไทยเลย เพราะผู้ใหญ่สมัยนั้นหลายคนไม่เห็นถึงความสำคัญของการสอนเด็กตาบอด มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่า จะสอนไปทำไมเสียเวลาเปล่า สอนเด็กตาบอดก็เหมือนสอนโต๊ะกับเก้าอี้นั่นแหล่ะ แต่ถึงจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล มิสคอลฟิลด์ก็ไม่ท้อถอย เธอยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานตั้งโรงเรียนต่อไป เธอไปออกงานรัฐธรรมนูญ (ไม่รู้แปลว่าอย่างนี้หรือเปล่า ในหนังสือเค้าเขียนว่า Constitution Fair) เพื่อหาผู้สนใจที่จะมาเป็นกรรมการโรงเรียนและเพื่อก่อตั้งมูลนิธิ เพราะการก่อตั้งมูลนิธิเป็นทางเดียวที่จะทำให้เธอสามารถขอรับบริจาคเงินเพื่อมาดำเนินการโรงเรียนได้

 

ในงานมิงคอลฟิลด์ได้โชว์การอ่านเขียนอักษรเบรลล์ การพิมพ์ดีด การอ่านแผนที่ภาพนูน (สมัยนี้ก็ยังโชว์แบบนี้อยู่ แต่อาจเพิ่มเป็นการโชว์การใช้คอมพิวเตอร์ด้วย) คนที่มาชมหลายคนไม่เชื่อว่ามิสจะตาบอดจริง บางคนคิดว่าเธอเป็นสายลับ (ช่วงสมัยกำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี) มีผู้ชายคนนึงให้เธอพิมพ์ตามที่เค้าบอกหลายย่อหน้า พอเสร็จเค้าก็บอกให้เธออ่าน เธอบอกว่าอ่านไม่ได้เพราะมองไม่เห็น ผู้ชายคนนั้นถึงเชื่อว่าตาบอดจริงๆ ไม่ได้แกล้ง อย่างไรก็ตามการไปออกงานครั้งนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เพราะมิสได้กรรมการมูลนิธิตามที่ต้องการ

 

การดำเนินการและการเรียนการสอนของโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ดำเนินไปได้ด้วยดี มีการพาเด็กนักเรียนไปตามงานเพื่อแสดงความสามารถหลายครั้งเพื่อเรี่ยไรเงินเข้าโรงเรียน ครั้งหนึ่งเป็นงานของสมาคมสตรีที่มีภรรยานายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นแม่งาน ในครั้งนี้โรงเรียนได้รับบริจาคเป็นเงินจำนวนไม่น้อยจากทั้งบรรดาภรรยาคนใหญ่คนโตทั้งหลายในสมัยนั้น และจากท่านนายกรัฐมนตรีเองด้วย และหลังจากงานนี้เองที่ทางรัฐบาลไทยได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการให้เงินสนับสนุนแก่โรงเรียน และในเวลาต่อมาท่านจอมพล ป. พิบูลย์สงครามอีกนั่นแหล่ะที่ได้ช่วยให้รัฐบาลได้มอบที่ตั้งของโรงเรียนในปัจจุบันให้แก่ทางโรงเรียน

 

ในฐานะคนตาบอดไทยคนหนึ่งและเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ด้วย เราอยากจะบอกว่าซาบซึ้งและสำนึกในบุญคุณของมิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์ มาก เพราะถ้าไม่มีความมุ่งมั่น ความตั้งใจของมิสที่จะจัดการศึกษาให้แก่เด็กตาบอดในเมืองไทย ก็ไม่รู้ว่าคนตาบอดไทยและคนพิการอื่นๆ ในประเทศไทยจะมีชีวิตเป็นอย่างไร (ต้องขอบอกด้วยความภาคภูมิใจว่าคนตาบอดเป็นคนพิการประเภทแรกในประเทศไทยที่ได้รับการศึกษา หลังจากที่มีโรงเรียนสอนคนตาบอดขึ้นแล้ว ต่อมาจึงได้มีการตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กพิการประเภทอื่นๆ ตามมา)

 

เพราะฉะนั้นในวาระดิถีอันดีครบรอบวันเกิด 120 ปี ของมิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์ พอดี เราจึงอยากขอเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคนที่ได้ผ่านมาอ่านเอ็นทรี่นี้ช่วยกันรำลึกถึงสตรีตาบอดชาวอเมริกันคนหนึ่งที่มีคุณูปการมากมายแก่การศึกษาของคนตาบอดไทยด้วยค่ะ

ป.ล. ขอขอบคุณ มิสเตอร์จอห์น มิลเล่อร์ (อาสาสมัครชาวอเมริกันอีกเหมือนกัน) ที่เป็นคนแปลหนังสือเล่มนี้เป็นไฟล์อักษรเบรลล์ส่งผ่านมาให้ได้อ่านค่ะ

การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ของนักกีฬาปกติก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว คราวนี้มาถึงตาของทัพนักกีฬาคนพิการกันบ้างค่ะ เลยอยากเชิญชวนเพื่อนๆ มาเชียร์นักกีฬาคนพิการไทยกันค่ะ (คราวนี้มีการแข่งขัน โกลบอลกีฬาสุดมันของคนตาบอดกันด้วยค่ะ)

 

เชียร์อาเซียนพาราเกมส์

     ค่อนข้างทิ้งช่วงไปหน่อย สำหรับศึกอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ ๔ กับศึกซีเกมส์ ครั้งที่ ๒๔ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาว่า ใครที่รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพซีเกมส์

ต้องจัดแข่งขันกีฬาคนพิการ "อาเซียนพาราเกมส์" พ่วงไปด้วย ก็เพื่อ หวังให้นักกีฬาคนพิการในภูมิภาคนี้ได้มีเวทีประชันความสามารถกันในด้านกีฬา ก่อนเข้าสู่เกมใหญ่อย่าง

พาราลิมปิก ต่อไป

 

 สำหรับคำว่า นักกีฬาทีมชาติ เชื่อว่าไม่เพียงแค่คนปกติเท่านั้นที่ต่างถวิลหาและอยากจะได้มีโอกาสสัมผัสเพื่อรับใช้บ้านเกิดเมืองนอน แต่บรรดาคนพิการจำนวนไม่น้อยก็อยากจะติดธงชาติที่หน้าอกเสื้อในการลงแข่งขันกับชาติต่างๆ

เช่นกัน ทัพนักกีฬาไทยนั้น เพิ่งจะช่วยกันกอบโกยเหรียญจนคว้าเจ้าซีเกมส์ล่าสุดมาได้ชนิดทิ้งห่างคู่ต่อสู้ชาติอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว ดังนั้นใน อาเซียนพาราเกมส์

ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพที่ จ.นครราชสีมา เช่นกัน ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๖ ม.ค. นี้หวังว่าพี่น้องชาวไทยคงจะพากันเข้าไปช่วยกันเชียร์นักกีฬาไทยกันอีกครั้ง เพื่อโชว์ศักยภาพอันยิ่งใหญ่ให้เพื่อนบ้านได้ประจักษ์กันเช่นเคย

เพราะงานนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา ให้ความสำคัญไม่น้อยทีเดียว โดย ในพิธีเปิดวันที่ ๒๐ ม.ค. ๒๕๕๑ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จะไปเป็นประธาน

ส่วนพิธีปิด ๒๖ ม.ค. สุวิทย์ ยอดมณี รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน ส่วน "คุณแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมนักกีฬาคนพิการของไทย ส่งนักกีฬาเข้าร่วม ๒๙๓

คน โดยตั้งเป้าไว้ ๒๐๐ เหรียญทอง เล็งครองเจ้าเหรียญทองอีกสมัย ยังไง นอกจากจะไปให้กำลังใจบรรดานักกีฬาของเราแล้ว ก็ให้เห็นแก่ผู้จัดการทีมคนสวยด้วยก็แล้วกัน

ด้านเงินอัดฉีดนั้น กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ได้เตรียมงบประมาณไว้ราว ๓๐ ล้านบาท โดยนักกีฬาเหรียญทอง จะได้รับ ๕ หมื่นบาท เหรียญเงิน ๓ หมื่นบาท และเหรียญทองแดง

๑.๕ หมื่นบาท ซึ่งบอกตามตรงเลยว่ามันดูจิ๊บๆ ไปหน่อย ส่วนใครที่ไปเชียร์ถึงขอบสนามไม่ได้ อย่าลืมช่วยกันส่งใจไปเชียร์ด้วยครับพี่น้อง โดยช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์

ยิงสดเพียงสถานีเดียว

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ ๑๔ ม.ค. ๒๕๕๑

 

กีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ ๔

    นายสมจิตร ทิมรอด ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า การแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๖ มกราคม ๒๕๕๑ ที่จังหวัดนครราชสีมา

เป็นการแข่งขันกีฬาสำหรับคนพิการที่จัดขึ้นทุก ๒ ปี ต่อเนื่องจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ โดยมีประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด ๑๑ และจัดประเภทความพิการออกเป็น

๕ กลุ่ม คือ พิการทางสายตา พิการแขน-ขา พิการไขสันหลังและโปลิโอ พิการสติปัญญา และพิการสมอง มีการแข่งขันกีฬาทั้งหมด ๑๔ ชนิดกีฬา ได้แก่ กรีฑา ว่ายน้ำ ยิงธนู

แบดมินตัน วิลแชร์บาสเกตบอล บอคเซีย ฟันดาบ โกลบอล ยูโด เทเบิลเทนนิส วิลแชร์เทนนิส ยกน้ำหนัก หมากรุก และยิงปืน รวมทั้งหมด ๖๘๖ เหรียญทอง ใช้สนามแข่งขันที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ

๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ สนามกีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สนามกีฬาของมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล สนามกีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และสนามกีฬาโรงเรียนเทคโนโลยีชนะพลขันธ์

ซึ่งจะมีพิธีเปิดในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๖.๐๐ น. ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ โดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการแข่งขัน

การแสดงจะมีทั้งหมด ๓ ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ ๑ สายแสงแห่งพระบารมี ชุดที่ ๒ สายแสงแห่งมิตรภาพ ความเท่าเทียม โอกาส และชุดที่ ๓ สายแสงแห่งเกียรติยศการกีฬา โดยจะมีการถ่ายทอดสดพิธีเปิดการแข่งขันฯ

ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. - ๑๗.๓๐ น. เป็นต้นไป ส่วนพิธีปิดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ ๔ จะมีขึ้นในวันที่ ๒๖ มกราคม

๒๕๕๑ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ โดยมี ร้อยโท ดร.สุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานปิดการแข่งขันฯ

จะมีการแสดงทั้งหมด ๔ ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ ๑ สายแสงแห่งดวงใจ ชุดที่ ๒ สายแสงแห่งศักดิ์ศรีการกีฬา ชุดที่ ๓ สายแสงแห่งความทรงจำ และชุดที่ ๔ สายแสงแห่งความยั่งยืน

สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาฯทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๑๑ จะทำการถ่ายทอดสดเป็นเวลา ๒ ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมีทั้งหมด ๕ ชนิดกีฬา ได้แก่ ว่ายน้ำ แบดมินตัน

วิลแชร์บาสเกตบอล วิลแชร์เทนนิส และกรีฑา ส่วนสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่องอื่นๆ จะทำการบันทึกเทปสรุปผลการแข่งขันเพื่อนำเผยแพร่ในภาคข่าวกีฬาของแต่ละช่องทุกวัน

 

ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธธ์ ๑๗ มค. ๒๕๕๑