travel

แฟชั่นไม้เท้าขาว

posted on 25 Mar 2008 06:42 by nupomme in blind

เว้นช่วงไปนานสำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับไม้เท้าขาวของคนตาบอด เอ็นทรี่นี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับเอ็นทรี่ เรื่องราวของไม้เท้าขาว ตอน 1ค่ะ

 

หลังจากที่ได้เล่าประวัติความเป็นมาของไม้เท้าขาวอย่างย่อๆ ไปแล้ว วันนี้เราจะมาดูกันว่าไอ้เจ้าไม้เท้าขาว (แบบ low tech) ที่คนตาบอดใช้ๆ กันอยู่นี่มีแบบไหนกันบ้างนะคะ

 

แบบธรรมด๊าธรรมดาที่สุดที่คนตาบอดส่วนใหญ่ใช้กันก็คือไม้เท้าแบบที่พับได้สี่ท่อนค่ะ (folding cane) วัสดุที่นำมาใช้ผลิตก็มีหลายอย่าง เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ไฟเบอร์ ครั้งแรกที่เราต้องใช้ไม้เท้านั้นเราแอบรู้สึกว่ามันเกะกะยังไงชอบกล เพราะว่าถึงจะพับแล้ว แต่ว่าไม้เท้าก็ยังมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะใส่เข้าไปในกระเป๋าถือของผู้หญิงได้น่ะ (ยกเว้นว่าจะต้องใช้กระเป๋าใบใหญ่หน่อย)

 เพราะฉะนั้นเราก็เลยไปใช้ไม้เท้าอีกแบบที่พวกเราคนตาบอดตั้งชื่อให้มันว่า "ไม้เท้าเสาอากาศ" (telescopic cane) แทน สาเหตุที่มันได้ชื่อนี้ก็เพราะว่ารูปร่างหน้าตาของมันเหมือนกับเสาอากาศที่ติดอยู่ตามเครื่องเล่นวิทยุสมัยก่อนนะ เวลาเก็บแล้วก็จะเหลือแค่ท่อนเดียว สามารถเก็บเข้ากระเป๋าถือได้สบายมาก แต่ข้อเสียของไม้เท้าแบบนี้คือมันไม่แข็งแรงเท่ากับแบบพับสี่ท่อน เพราะเนื่องจากว่าส่วนปลายไม้เท้านั้นจะเป็นส่วนที่มีขนาดเรียวเล็กที่สุด และวัสดุที่นำมาใช้เป็นไฟเบอร์ที่ข้างในกลวง (เพื่อจะได้เก็บเข้าไปได้) เพราะฉะนั้นนักเดินทางที่สมบุกสมบันอย่างเราก็ทำหักไปแล้วสองอัน สุดท้ายก็ต้องหันกลับไปหาแบบพับสี่ท่อนเหมือนเดิม  ที่ประเทศอังกฤษนี่มีไม้เท้าแบบที่ไว้ใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์อีกด้วย ไม้เท้าประเภทนี้จะไม่ยาวมากนัก คือผู้ถือไม่สามารถนำมาใช้เพื่อนำทางได้จริง แต่ถือไว้เพื่อให้คนอื่นๆ ที่พบเห็นจะได้รู้ว่าเป็นผู้มีความบกพร่องทางการเห็น คนสายตาเลือนรางอาจนำไปถือก็ได้  นอกจากตัวไม้เท้าที่มีหลากหลายรูปแบบแล้ว ตัวปลายไม้เท้าที่ใช้แตะพื้นนั้นก็ยังมีหลายแบบอีกเช่นกัน แบบทั่วๆ ไปในเมืองไทยก็เป็นหัวพลาสติกสีขาวธรรมดาๆ แต่ในต่างประเทศเค้าจะมีแบบที่เป็นปลายแหลมเหมือนหัวดินสอ หรือแบบล้อที่ทำให้เวลาถือเดินนั้นเลื่อนไปได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย (แต่อาจไม่ค่อยเหมาะกับความขรุขระของทางเท้าในบ้านเราซะเท่าไหร่) ไอ้เจ้าหัวไม้เท้านี้สามารถถอดออกมาเปลี่ยนใหม่ได้เมื่อใช้ไปนานๆ แล้วมันสึกไป 

ไม้เท้าแต่ละรุ่น แต่ละแบบ จะได้รับการตั้งชื่อให้อย่างหรูหรา เช่น aAmbutech, Revolution หรือ Advantageแค่อ่านชื่อก็คงพอเดาได้ว่าไม้เท้าเหล่านี้ผลิตจากต่างประเทศ ซึ่งก็มักจะมีราคาค่อนข้างแพงเมื่อเปลี่ยนเป็นเงินไทย ราคาจะอยู่ที่ประมาณพันกว่าบาท เพราะฉะนั้นจึงมีคุณครูท่านหนึ่งที่เคยสอนวิชาการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว (Orientation and Mobility หรือ O&M) ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ได้คิดค้นผลิตไม้เท้าขึ้นเองภายในประเทศ เพื่อให้คนตาบอดไทยสามารถซื้อไม้เท้าได้ในราคาถูกลง (ตอนเราซื้อนี่อยู่ที่ราคาประมาณ 320 บาท ไม่แน่ใจว่าเดี๋ยวนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่) ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไม้เท้าที่คุณครูผลิตนี้มีชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการหรือไม่ เพราะเคยได้ยินแต่ชื่อล้อๆ ว่า โมโตโรแล้ม 320 คือเอาชื่อผู้ผลิตและราคามาเป็นชื่อรุ่น (หนูไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินนะคะครู เพียงแต่เล่าสู่กันฟังพอเป็นข้อมูลค่ะ :P)

 ไม้เท้าแต่ละอันจะมีความยาวไม่เท่ากัน ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะกับความสูงของผู้ใช้แต่ละคน เราเคยเห็นตั้งแต่ไม้เท้าจิ๋วสำหรับเด็กเล็กไปจนถึงไม้เท้าที่ยาวกว่าความสูงของตัวเราเสียอีก! (เราสูง 165 ซม.) วิธีการเลือกความยาวของไม้เท้าให้เหมาะสมกับความสูงของผู้ใช้นั้นทำได้โดยการนำไม้เท้ามาวัดกับตัวผู้ใช้ ความยาวของไม้เท้าที่เหมาะสมควรสูงขึ้นมาถึงประมาณลิ้นปี่ของผู้ใช้  

ตามปกติคนตาบอดหลายๆ คน จะมีไม้เท้ามากกว่าหนึ่งอัน ทั้งนี้เพื่อไว้เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของโอกาส หรือเลือกใช้ตามความพอใจ เช่น ไม้เท้าบอบบางอย่างไม้เท้าเสาอากาศอาจเลือกใช้เวลาที่ไปในที่ที่พื้นค่อนข้างเรียบ เช่น ในโรงแรมเวลาไปร่วมประชุมสัมมนา เป็นต้น หรือไม้เท้าแบบพับซึ่งมีความคงทนแข็งแรงกว่าก็อาจไว้ใช้เวลาที่ต้องเดินทางสมบุกสมบัน มีเรื่องเล่าของเรา...ครั้งหนึ่งเพื่อนๆ ชวนกันไปเที่ยวอุทธยานแห่งชาติที่อังกฤษ ทางที่ต้องเดินริมลำธารนั้นค่อนข้างขรุขระและลื่นเพราะฝนตกคืนวันก่อนที่พวกเราจะไป เราเลยได้ไม้เท้าช่วยเป็นไม้ค้ำยันไปด้วยในตัว แต่...สงสัยจะใช้งานหนักไปหน่อย เพราะปรากฎว่าหลังจากผ่านช่วงเดินทรหดนั้นมาแล้ว ไม้เท้าของเราที่ทำมาจากเหล็กก็โค้งผิดรูปไปเลย โชคดีมีพี่ที่ไปด้วยกันช่วยดัดกลับมาให้ตรงดังเดิม ไม่งั๊นอาจเสียไม้เท้าคู่ชีพไปได้

 ที่เล่ามานี้ก็เป็นรายละเอียดคร่าวๆ เกี่ยวกับไม้เท้าขาวเพื่อนเดินทางของคนตาบอดค่ะ ถ้าเพื่อนๆ อยากเห็นหน้าตาของไม้เท้ารุ่นต่างๆ ก็ลองคลิกเข้าไปดูที่นี่ค่ะ

เดี๋ยวนี้เวลาอ่านข่าวมักจะได้อ่านเจอข่าวการประดิษฐ์คิดค้นไม้เท้าไฮเทคแบบที่มีตัว censor เตือนให้คนตาบอดได้รู้ว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่จะได้คอยระวัง หรือระบบนำทางคนตาบอดแบบที่ใช้สัญญาณ GPS กันไปโน่น  แต่...มีใครรู้หรือไม่ว่าไม้เท้าขาวที่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของคนตาบอดไปแล้วเนี่ย มันมีที่มาอย่างไร แล้วไอ้เจ้าไม้เท้า (ในแบบที่ยังไม่ไฮเทค) นี่มันมีแบบไหนกันบ้าง

แรกเริ่มเดิมทีการใช้ไม้เท้าของคนตาบอดนี้ก็เพื่อช่วยเตือนให้ผู้ใช้ได้รับรู้ว่ามีสิ่งกีดขวางอะไรอยู่ข้างหน้าพวกเค้าบ้างหรือไม่ แต่มาในศตวรรษที่ยี่สิบที่การใช้ไม้เท้าเริ่มเพิ่มบทบาทจากที่เป็นแค่อุปกรณ์ช่วยนำทางมาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้คนรอบข้างได้รับรู้ว่าคนที่ถือเป็นคนที่มีความบกพร่องทางสายตาด้วย

บทบาทใหม่ของไม้เท้าขาวเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง โดยเริ่มต้นจากทางฝั่งยุโรปก่อนที่จะได้รับการเผยแพร่ไปในทวีปอเมริกาเหนือ

ในปี ค.ศ. 1921 James Biggs จิตรกรคนหนึ่งแห่งเมือง Bristol สูญเสียการมองเห็นจากอุบัติเหตุพยายามที่จะปรับตัวของเค้าให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและชีวิตแบบใหม่ที่เป็นคนตาบอด สมัยนั้นเริ่มมียวดยานพาหนะสัญจรไปมาในละแวกบ้านของเค้าเพิ่มมากขึ้น เค้าจึงได้ตัดสินใจทาสีไม้เท้าของเค้าให้เป็นสีขาวเพื่อที่ว่าคนที่ขับขี่ยวดยานพาหนะต่างๆ จะได้เห็นเค้าได้ง่าย

อย่างไรก็ตามกว่าที่ไม้เท้าขาวจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกถึงสิบปี ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1931 ชาวฝรั่งเศสชื่อ Guilly d'Herbemont ได้ริเริ่มโครงการการเคลื่อนไหวไม้เท้าขาวระดับชาติสำหรับคนตาบอดขึ้นในฝรั่งเศส และหนังสือพิมพ์ของอังกฤษก็ได้รายงานข่าวเรื่องโครงการนี้ ทำให้นำไปสู่การสนับสนุนโครงการคล้ายๆ กันนี้ขึ้นในสหราชอาณาจักรโดยสโมสรโรตารี่

ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1931 นี้เองที่ทางบีบีซีได้ทำการกระจายเสียงผ่านวิทยุของตนว่าคนตาบอดทุกคนจะได้รับไม้เท้าขาว ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นเครื่องหมายแสดงว่าคนที่ใช้เป็นคนตาบอดหรือผู้พิการทางสายตา

ในทวีปอเมริกาเหนือนั้น ถือได้ว่าสโมสรไลออนเป็นผู้ริเริ่มการใช้ไม้เท้าขาว ในปี ค.ศ. 1930 สมาชิกคนหนึ่งของสโมสรเห็นผู้ชายตาบอดคนหนึ่งกำลังพยายามจะข้ามถนนที่จอแจ ในมือของชายคนนั้นถือไม้เท้าสีดำอยู่ด้วย สมาชิกคนนั้นสังเกตุว่าไม้เท้าสีดำนั้นไม่ได้ทำให้ผู้ขับขี่ยวดยานสามารถมองเห็นได้ง่ายๆ เลย ทางสโมสรไลออนจึงตัดสินใจทาสีของไม้เท้าให้เป็นสีขาวเพื่อที่จะทำให้มันสามารถมองเห็นได้ง่ายขึ้นโดยผู้ขับขี่ยวดยานต่างๆ จากนั้นในปี ค.ศ. 1931 สโมสรไลออนได้ทำโครงการระดับชาติเพื่อส่งเสริมการใช้ไม้เท้าขาวให้แก่ผู้พิการทางสายตา

          

ในช่วงระหว่างทศวรรษที่ 1920-1930 คนตาบอดถือไม้เท้าแบบเฉียงโดยที่ไม่แกว่งไม้เท้าไปมาในขณะที่เดิน ไม้เท้าขาวจึงได้รับบทบาทที่เป็นสัญลักษณ์ของการค้นพบ แต่เมื่อทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เดินทางกลับบ้านที่อเมริกา รูปแบบและวิธีการใช้ไม้เท้าขาวได้รับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเพื่อที่จะช่วยให้ทหารเหล่านั้นสามารถกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้เหมือนเดิม

 Dr. Richard Hoover จึงได้พัฒนาไม้เท้ายาว (long cane) หรือที่เรียกกันว่า "การเดินทางด้วยไม้เท้าโดยวิธีแบบ Hoover" ขึ้น ไม้เท้าขาวเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องช่วยในการเคลื่อนไหว ดังนั้นไม้เท้าขาวจึงได้รับบทบาทเดิมของมันกลับคืนมา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงบทบาทที่เป็นสัญลักษณ์ของการค้นพบอิสรภาพในการเดินทางของคนตาบอดไว้ด้วย เอาล่ะประวัติศาสตร์คร่าวๆ ของไม้เท้าขาวก็ประมาณนี้ค่ะ แปลและเรียบเรียงจาก The National Federation of the Blind

พึ่งกลับมาจากขอนแก่นค่ะ ไปเยี่ยมน้องๆ ที่โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดขอนแก่นมาค่ะ แต่ในเอ็นทรี่นี้อยากขอเล่าถึงประสบการณ์การนั่งเครื่องบินไป-กลับขอนแก่นในครั้งนี้ก่อนค่ะ

เพื่อนๆ อย่าพึ่งสงสัยนะคะว่ามันจะมีอะไรน่าตื่นเต้นกับการนั่งเครื่องบินถึงขนาดกับต้องมาเขียนเล่าให้ฟังกันเลยนะคะ คือเราอยากจะเล่าให้ฟังในฐานะที่คนเดินทางเป็นผู้โดยสารตาบอดและเดินทางคนเดียวค่ะ

มีคนชอบถามเราเสมอว่าเวลาเราต้องเดินทางคนเดียวโดยเครื่องบินนั้นเราทำยังไง รู้ได้ยังไงว่าต้องเดินไปทางไหน สนามบินก็มีทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ แล้วเวลาที่เรากลับอังกฤษนี่มีคนมารับหรือเปล่า เราก็เลยอยากมาเล่าให้ฟังค่ะว่าเวลาผู้โดยสารที่เป็นคนตาบอดเดินทางคนเดียวนั้น ทางสายการบินเค้ามีบริการอะไรให้อย่างไรนะคะ

เริ่มต้นจากการซื้อตั๋วเครื่องบินก่อนนะคะ เวลาที่เราซื้อตั๋วเครื่องบินนี่เราจะบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเราเป็นผู้โดยสารตาบอด (สั่งซื้อทางโทรศัพท์) และต้องการผู้ช่วยนะคะ หรือถ้าซื้อออนไลน์นี่บนเว็บเค้าก็จะมีช่องให้เลือกค่ะว่าเราเป็นผู้โดยสารพิการประเภทไหนนะคะ ทั้งนี้เพื่อที่ว่าทางสายการบินจะได้จัดผู้ช่วยมาช่วยนำทางเราได้ถูกค่ะ

พอถึงวันเดินทางเราก็แค่ให้คนที่ไปส่งเรา (หรือหาคนพาไปส่งกรณีที่เดินทางเองมาตั้งแต่ที่บ้านนะคะ) ที่เคาน์เตอร์เช็คอินค่ะ พอเช็คอินเสร็จทางเจ้าหน้าที่ก็จะนัดเวลาให้มาเจอกับผู้ช่วยที่จะนำเราไปขึ้นเครื่องประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องขึ้นค่ะ พอเจอกันเจ้าหน้าที่ที่นำทางเรานี้เค้าก็จะพาเราผ่านด่านตรวจและไปขึ้นเครื่องอย่างสะดวกและง่ายดายค่ะ

โดยมากทางสายการบิน (ส่วนใหญ่เราเคยใช้แต่การบินไทย) จะให้เราขึ้นเครื่องก่อนค่ะ ครั้งนี้ที่ไปขอนแก่นก็เช่นกันค่ะ พอเราขึ้นไปนั่งเรียบร้อย ผู้โดยสารอื่นๆ ก็จะตามมาค่ะ

ขาไปจากกรุงเทพฯ นี่พอเครื่องลงที่ขอนแก่นเราก็ต้องรอให้ผู้โดยสารอื่นๆ ลงไปหมดก่อนค่ะ แล้วจากนั้นแอร์ก็จะมาพาเราออก ที่ปากประตูเครื่องบินก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่ขอนแก่นมารอรับอยู่แล้วค่ะ คือทางสายการบินเค้าจะมีการส่งเทเล็กซ์ล่วงหน้ามาบอกให้ปลายทางทราบแล้วน่ะค่ะ (อันนี้รู้จากตอนที่เดินทางไปอเมริกาเองครั้งแรก)

พอลงจากเครื่องได้ เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราไปที่สายพานเพื่อรับกระเป๋า วิธีการที่เค้าจะช่วยหากระเป๋าให้เราง่ายๆ ก็จากหมายเลขของป้ายที่ติดบนกระเป๋านะคะ ที่ทางสายการบินเค้าแปะให้กับกระเป๋าทุกใบน่ะค่ะ แต่โดยมากเราจะพยายามใช้กระเป๋าสีสดๆ เพื่อจะได้เด่นสะดุดตาหาง่ายน่ะค่ะ ไม่งั๊นเราก็ต้องสามารถบอกสีของกระเป๋าได้ และถ้ามีสัญลักษณ์อะไรเด่นๆ ก็บอกให้หมด จะได้หาง่ายและเร็วขึ้น

ครั้งนี้มีเรื่องขำนิดนึงตรงที่ว่าเจ้าหน้าที่ที่มารับเราเค้าไม่ค่อยพูด และพอพ้นประตูออกมาแล้ว เค้าเปลี่ยนมือกับคนที่มารับเราเรายังไม่รู้ตัวเลย จนกระทั่งคนขับรถของที่โรงเรียนพาเราเดินออกจากสนามบินเราถึงได้รู้ว่าเปลี่ยนมือกันไปเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ แหม น่าจะบอกให้รู้ตัวกันสักนิดก็น่าจะดีนะคะ

ส่วนขากลับนี่ก็มีขั้นตอนเหมือนเดิมค่ะ เพียงแต่ว่าลูกเรือขากลับชุดนี้นี่บริการดีมาก พอเราขึ้นนั่งได้ปุ๊บ พี่แอร์ก็พาเราจับปุ่มที่จะกดเรียกเค้าได้หากเราต้องการอะไร พออธิบายเสร็จปุ๊บเธอก็ไปต้อนรับผู้โดยสารอื่นๆ ที่กำลังขึ้นมา ก็มีคุณสจ๊วตเดินเอาผ้าห่มมาให้ ทำเอาเราตกใจว่าเครื่องนี่จะไปกรุงเทพฯ แน่หรือเปล่า ทำไมต้องมีผ้าห่มด้วย ระยะสั้นแค่สี่สิบนาทีเอง แต่เราก็รับมาโดยดี

พอถึงช่วงที่เค้าฉายวีดีโอเรื่องความปลอดภัย และวิธีปฏิบัติตัวหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราก็ไม่ได้อะไรนั่งฟังเฉยๆ แต่คุณพี่แอร์คนเดิมเดินมาแตะมือและมาอธิบายให้เป็นการส่วนตัวเลยเจ้าค่ะ ตั้งแต่นั่งเครื่องบินมาก็พึ่งมีครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แอร์มาอธิบายให้ส่วนตัว เค้าบอกว่าต้องให้รู้ไว้เผื่อ เพราะเค้าไม่มีหนังสือคู่มือเป็นเบรลล์บนเครื่อง เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเค้าเอาไปเก็บกันไว้ที่ไหน เพราะเคยเจอเพียงครั้งเดียวตอนไปอเมริกา อ้อ! กับตอนไปอังกฤษครั้งหนึ่ง (ทางการบินไทยมีการทำคู่มือเรื่องความปลอดภัยเป็นเบรลล์ แต่มักจะไม่มีติดเครื่อง หรือไม่ก็หาไม่เจอ หรือไม่มีเวลาหา เพราะเคยได้อ่านเพียงแค่สองครั้งจากการเดินทางนับเป็นสิบๆ ครั้ง) แต่เราว่าการเดินมาอธิบายแบบถึงตัวอย่างที่พี่แอร์คนนี้ทำก็ดีไปอีกแบบ

จากนั้นเสิร์ฟอาหาร เราก็หม่ำไปคุยไปกับคนนั่งข้างๆ เพราะเผอิญท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเลยคุยกันเรื่องการศึกษาไทยซะหน่อย (ให้เข้ากับงานวิจัยที่ทำ และสิ่งที่เรียนน่ะ อิๆ) เผลอแป๊บเดียวถึงกรุงเทพฯ ซะแล้ว เร็วจริงๆ ถึงดอนเมืองก็มีเจ้าหน้าที่กราวน์ดมารับพาไปหากระเป๋าและส่งถึงมือแม่ (คนมารับ) โดยสวัสดิภาพค่ะ

และนี่คือความประทับใจจากการเดินทางและบริการของการบินไทยในครั้งนี้ค่ะ เคยมีคนรอบตัวเราบางคนบอกเราว่าเค้าไม่ค่อยชอบเดินทางกับการบินไทย เพราะว่าบริการคนไทยไม่ดีเท่ากับฝรั่ง (อันนี้จากประสบการณ์ของคนนั้นๆ นะคะ) แต่โดยส่วนตัวเราแล้วประสบการณ์ที่เจอจากบริการของการบินไทยนับว่าค่อนข้างดีค่ะ เราให้สักประมาณเก้าสิบจากร้อยคะแนนนะ เพราะประสบการณ์ที่ไม่ค่อยประทับใจก็มี แบบไม่ค่อยบริการน่ะค่ะ ข้อสรุปของเราแบบง่ายๆ ก็คือ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับลูกเรือในไฟลท์แต่ละไฟลท์เลยจริงๆ ที่ดีก็ดี๊ดี ที่ไม่ค่อยบริการก็ไม่ค่อยบริการเลย

เพื่อนๆ ล่ะคะมีประสบการณ์ดีๆ หรือแย่ๆ กับสายการบินไหนที่เพื่อนๆ เคยใช้บริการมั่งมั๊ยคะ มาเล่าให้ฟังเป็นความรู้กันบ้างสิคะ