travelling

บรรยากาศพาไป...

posted on 16 Nov 2010 11:13 by nupomme in blind

...สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ในสถานที่ที่ไม่เคยคุ้น...

 

...สัมผัสความละเอียดของทรายเนื้อนุ่มใต้ฝ่าเท้า...ความหยาบร่วนของหาดกรวด...ความลื่นของดินโคลน...

 

...สูดกลิ่นหอมของดอกไม้...กลิ่นสดชื่นของต้นไม้หลังฝนตก...กลิ่นหอมหวลชวนลิ้มของอาหาร...กลิ่นเค็มๆ ของน้ำทะเล...

 

...ลองลิ้มชิมรสกับรสชาติที่ไม่เคยคุ้นของอาหาร...

 

...ผิวกายสัมผัสความเย็นชื่นของสายลมหนาว...สัมผัสความร้อนระอุของไอแดด...นิ้วสัมผัสไล่ไปบนพื้นผิวต่างๆ ที่ผ่านไปเจอ...

 

...ใจรับรู้ถึงความรู้สึกหลากหลายของเพื่อนร่วมทาง...พร้อมเปิดกว้างที่จะแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้คนต่างถิ่นที่พบเจอ...

 

...สิ่งเหล่านี้...ที่ไม่ใช่เพียงแค่การมองเห็น...ทำให้คนตาบอดผู้ชอบการท่องเที่ยวทั้งหลายก้าวเท้าออกจากบ้าน...สถานที่ที่คุ้นชิน...เพื่อไปเผชิญโลกกว้าง...

 

...ไม่เพียงแค่การมองเห็นเท่านั้นหรอกที่ทำให้การท่องเที่ยวของคนตาบอดมีคุณค่าและความหมาย...

เจ๋งจริงๆ ค่ะ นี่คือตัวอย่างของคนพิการที่ไม่ยอมแพ้ต่อความพิการ ถ้าไงลองแวะเข้าไปดูรูปของคุณโสภณดูนะคะ (ให้เพื่อนไปดูเค้าบอกว่าสวยดีค่ะ)

 

พิการไม่ใช่อุปสรรคการมีชีวิตแต่จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสู้ต่อไป

โสภณ ฉิมจินดา

"ความพิการไม่ใช่อุปสรรคของชีวิต ไม่ได้หมายความว่าชีวิตหมดสิ้น ซึ่งความหวัง ความสุข ที่จะก้าวต่อไป ความทุกข์ใจที่เกิดจากการช่วยเหลือตนเองไม่ได้จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสู้ต่อ
ไป" นี่คือการคิดเชิงบวกของ "โสภณ ฉิมจินดา" วัย ๓๒ ปี ผู้พิการครึ่งล่าง นั่งยานพาหนะคู่ใจ "วีลแชร์" โบกรถท่องเที่ยวถ่ายภาพ "ยิ้ม" ของผู้คน และสถานที่ต่างๆ
ที่เขาพานพบ และนำมาแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นได้มีความสุขจากผลงานของเขา

"โสภณ" เป็นชายหนุ่มผู้รักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ แถมยังมีพรสวรรค์ในการถ่ายภาพอย่างหาตัวจับได้ยาก เพราะสะสมองค์ความรู้ด้านการถ่ายภาพ จากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ
ทุกครั้งที่มีโอกาส เขาจะโบกรถไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อยู่เป็นประจำ กระทั่ง ๖ ปีก่อน เขาโบกรถไปเที่ยวกับเพื่อนๆ พร้อมๆ กับไปสำรวจโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร
จ.แม่ฮองสอน เพื่อทำโครงการอาหารกลางวันแก่เด็กๆ ผู้ด้อยโอกาส จนประสบอุบัติเหตุรถตกเขา ไขสันหลังขาด ส่งผลให้ช่วงล่างของร่างกายตั้งแต่เอวลงไปไม่สามารถใช้งานได้
ต้องเปลี่ยนมานั่ง วีลแชร์

ก่อนหน้านั้นไม่นาน สมาชิกครอบครัว "ฉิมจินดา" ๕ คนเจอมรสุมเศรษฐกิจถึงขั้นล้มละลาย ตาม "องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์" (ร.ส.พ.) จากที่เคยทำธุรกิจรับส่งสินค้า
ผู้เป็นแม่ต้องเปลี่ยนอาชีพมาขายขนมส่งเสียลูก แต่ "โสภณ" มีเวลาโศกเศร้ากับโชคชะตาแค่ ๒ วัน เขาก็มีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปโดยไม่ยี่หระกับความพิการ เพราะได้กำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนฝูง
เขามองหาช่องทางที่จะทำอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้มีชีวิตอยู่ใน สังคมอย่างมีคุณค่าในตัวเอง มีความสุข และไม่เป็นภาระของครอบครัว

ชายหนุ่มจึงสมัครเรียนเขียนโปรแกรมที่ โรงเรียนอาชีวะศึกษาพระมหาไถ่ พัทยา เรียนรู้งานกราฟฟิกดีไซน์ผ่านสื่อการเรียนรู้ ซีดี อินเทอร์เน็ต จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
เช่น งานออกแบบนิทรรศการ ไปจนถึงการทำงานในวงการโทรทัศน์ และผลงานภาพยนตร์สั้นเรื่อง “เก็บยิ้ม" ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวด Disability Film Awards ๒๐๐๘
ในงานเทศกาลภาพยนตร์และการสัมมนาเรื่องความพิการ DISABILITY film festival & seminar ๒๐๐๘ เป็นต้น

วันนี้ "โสภณ" ได้คำตอบแล้วว่า "ความพิการ" ที่เกิดขึ้นด้วยความไม่ได้ตั้งใจ เปิดโลกทัศน์ เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ของเขาอีกมากมาย ได้ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ
ไม่ต่ำกว่า ๒๔ จังหวัด เรียนรู้ชีวิตของผู้คนผ่านการโบกรถไปตามสถานที่ต่างๆ เขาตั้งใจว่า จะโบกรถไปทั่วประเทศ และพา "แม่" ผู้ให้กำเนิดอายุ ๖๑ ปีไปด้วย จุดหมายแรกคือโรงเรียนใน
จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อระดมทุนจากผู้สนับสนุนสร้างอาคารอเนกประสงค์ ตามความตั้งใจเมื่อครั้งไปสำรวจสถานที่เมื่อ ๖ ปีก่อนให้เป็นจริง พร้อมทั้งเขียนหนังสือถ่ายทอดประสบการณ์ของเขาเพื่อแบ่งปันให้แก่คนพิการไปในตัวด้วย

"ผมชอบถ่ายรูปคนยิ้ม เพื่อสื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่าคนเราแม้ว่าจะแตกต่างกันปานใด ทั้งฐานะ ชนชั้น จน รวย พิการ หรือครบ ๓๒ แต่ทุกคนก็มีรอยยิ้มเหมือนกัน และรอยยิ้มคือกำลังใจที่แบ่งปันกันได้ในผู้คนทุกหมู่เหล่า
ผมตั้งใจว่าจะถ่ายรูปคนยิ้มให้มากที่สุด เพื่อแชร์ความสุขให้แก่เพื่อนร่วมโลกตราบเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่" ชายหนุ่มที่ได้รับเลือกให้เป็น ต้นแบบคนพิการไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
(พม.) ซึ่งจะเปิดตัวในงานมหกรรมต้นแบบคนพิการไทย วันที่ ๑๕ กรกฎาคมนี้ กล่าว

และที่สำคัญที่สุด "โสภณ" อาสาถ่ายทอดคำพูดจากหัวใจคนพิการทั้งหลายว่า พวกเขาไม่ต้องการให้ผู้คนในสังคมมอง "คนพิการ" อย่างสังเวช หรืออยู่ในฐานะที่ต้องการให้
"สงเคราะห์" แต่อยากให้รับรู้ว่า "คนพิการ" ก็เป็นคนปกติที่มีชีวิตอยู่ในสังคมได้ อาจจะมีอุปสรรคในการดำเนินชีวิต แต่ไม่ใช่คนที่เป็นภาระของสังคม ขอให้ "เข้าใจ"
ก็เพียงพอแล้ว เช่นเดียวกับ "สมสรวง กองเงิน" สาวโสด วัย ๔๕ ปี มองเห็นแค่เลือนลาง ตั้งแต่กำเนิด ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ และตาอักเสบเกิดการติดเชื้อจนบอดสนิทเมื่ออายุ
๒๕ ปี

กระทั่งปี ๒๕๓๙ มีโอกาสได้ฟังรายการวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ว่าศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน จ.นครปฐม สอนถักไหมพรม และอักษรเบรลล์ จึงมาสมัครเรียน
เพราะต้องการมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ปัจจุบัน เธอสามารถถักไหมพรมได้ดีไม่แพ้คนสายตาดี หมวก ๑ ใบ ใช้เวลาถัก ๔-๕ ชั่วโมงเท่านั้น เคยถักไหมพรมประกาศมาหลายเวทีทั้งในและต่างประเทศ
ล่าสุดได้รางวัลเหรียญเงินจากเวทีการแข่งระดับนานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่น และรางวัลชนะเลิศ ๒ สมัย จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน แถมวันจันทร์ถึงศุกร์
เป็นอาจารย์สอนนวดแผนไทย และใช้เวลาว่างวันหยุดถักไหมพรมและรับนวดแผนไทยถึงวันละ ๕-๖ คนเลยทีเดียว

สนใจผลงานภาพถ่ายของ "โสภณ" เข้าไปดูได้ที่
www.viewshare.bloggang.com
 หรืออยากได้ไหมพรมฝีมือผู้พิการตาบอด แวะชมได้ที่
www.blind.or.th
 ที่มา: คมชัดลึก ๑๔ กค. ๒๕๕๒

 

ไปคุ้ยเอนทรี่เก่ามากกกมาแปะค่ะ เอนทรี่นี้เขียนไว้...ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ...เกือบ 3 ปีครึ่งแล้ว! ตอนนั้นพึ่งมาอังกฤษได้เกือบปีเอง เขียนแปะไว้ที่บล๊อกของมหาวิทยาลัยนะคะ เลยเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ เป็นบันทึกความทรงจำวันที่ไปเที่ยวเคมบริดจ์ครั้งแรกกับเพื่อนๆ ค่ะ

 

ไม่แน่ใจว่ามีเพื่อนๆ คนไหนเคยดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง All About Eve (สงครามแห่งความรัก) หรือเปล่า หนังเกาหลีเรื่องนี้เป็นไม่กี่เรื่องที่ได้ดูค่ะ และเป็นซีรีส์เรื่องที่เราชอบมากที่สุด จนตอนที่มาอังกฤษนี่ ตั้งใจไว้เลยค่ะว่ายังไงๆ ต้องไปเคมบริดจ์ให้ได้ แล้วก็ต้องไปนั่งเรือล่องแม่น้ำ Cam อย่างในหนังด้วย แล้วฝันนั้นก็เป็นจริงค่ะ แต่น่าเสียดายที่อากาศวันที่เราไปไม่ได้สดใสอย่างในหนัง :( 

พรุ่งนี้จะได้กลับไปเคมบริดจ์อีกครั้ง (ครั้งที่ 3) ไม่น่าเชื่อเลย แต่ครั้งนี้ไม่ได้ไปเที่ยวค่ะ (อ้อ! รู้สึกจะมี walking tour นิดหน่อย) แต่หลักๆ คือไปเข้าประชุมวิชาการที่จัดโดยสมาคมนักเรียนไทยในอังกฤษค่ะ ครั้งนี้คงไม่ได้นั่งเรืออีก เพราะคงไม่มีเวลา อีกอย่างไม่ใช่หน้าร้อนค่ะ แถมตามพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนและหิมะจะตก...เฮ้อ!

 

A Wet Day in Cambridge

August 14, 2005.

 

Yesterday I went to Cambridge with my friends. I'd waited for this trip for over a month. We boarded a coach from the campus. It took us around 2 hours to reach our destination. The weather was lovely with sunshine and cool breeze.

 

We first went to the Tourist Information to check about places we should visit. Anyway, we ended up joining a walking tour which was quite good. Our guide gave us a lot of information. Now I understand how the college system at Cambridge works (although not thoroughly but better than before). Our first stop was King's College which the guide told us, it was built by King Henry VI and took almost a hundred year to finish. We then went to different colleges until the tour ended. By that time we were starving. So Noon and I decided to go for McDonald because we were in a hurry to team up with Lek and her friends for a punting trip.

 

It was not very good in the afternoon because it started to rain. We had to hold umbrellas while we were on the boat. The umbrellas obscured all the view. :( Anyway, we managed to find some fun at last by shouting at one another to throw the umbrella away when someone sit on the opposite side saw a beautiful scene good for photographs. Our punter name is "Rosy" She's very kind. She turned our boat back when Noon ask her because she wanted to take a good picture at the King's college (the same scene we saw in the Korean movie called "All About Eve" – our favourite and our inspiration to come to Cambridge). It happened that we were on the same boat with some Korean students. So we had a bit of chat about that.

 

After the boat trip, Noon seperated from the rest of us to do some shopping. I joined Lek and her group to walk to places we saw on the boat and took some pictures. Then we met up with Noon again and walked back to our coach soaked. The coach left at 6 and headed back to Warwick. The sun just found its way out from the cloud during this time!

 

Such a tired but with good experiences trip.